“ปอ”พรปวีณ์ สุระมณี ทายาทสุดรักสุดหวงของ พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี อดีตที่ปรึกษา สบ 10 เกิดกรุงเทพมหานคร เรียนชั้นอนุบาลถึงมัธยมปีที่ 6 โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ ไปต่อคณะมนุษย์ศาสตร์ เอกฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อนเรียนระดับปริญญาโท เอกฝรั่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เช่นกัน

เจ้าตัวรับว่าเป็นคนเรียนเก่งด้านภาษาอยู่แล้ว อยากทำงานสหประชาชาติ จบออกมาเริ่มทำงานแปลเอกสารอยู่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ต่อมาตำแหน่งที่สหประชาชาติเปิดสอบเลยลองสมัคร ติดไปอยู่ค่ายลี้ภัยผู้อพยพในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก  เงินเดือน 6-7 เดือน ไม่ต้องเสียภาษี แถมมีโบนัส ทำไปทำมารู้สึกว่า ไม่ใช่ ยิ่งทำงานยิ่งไม่มีความสุขบวกกับความเหงา เพราะต้องอยู่ตัวคนเดียว ตัดสินใจบอกพ่อว่า ขอลาออก พ่อก็ไม่ขัด

ออกมาไม่นาน เธอเล่าว่า พ่อให้ไปทำงานอยู่กับเพื่อนที่มูลนิธิสัตว์น้ำแนวช่วยเหลือสังคมเป็นส่วนใหญ่ อยู่ได้แป๊บเดียวก็ลาออก แม้ส่วนตัวจะอยากทำงานบริการสังคม ช่วยเหลือคนอื่น สุดท้ายไปสมัครเป็นเด็กเสิร์ฟในค็อกเทลเลาจน์ แขกระดับวีไอพี ย่านสุขุมวิท เป็นซิการ์ผับ ส่วนใหญ่คนมาเที่ยวเป็นพวกใหญ่ ๆ โต ๆ สมาชิกที่จะเข้าต้องเสียค่าสมัคร 3 แสนบาทถึง 1.5 ล้านบาท ไม่มีการแตกเนื้อต้องตัวเรา ตอนนั้นรู้สึกมีความสุขกับการทำงาน ค่อนข้างเป็นตัวของตัวเอง ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง

“แต่พ่อไม่ชอบ” ลูกสาวนายพลคนดังว่า “ทำได้ 6 เดือน ยังอยากอยู่ต่อ  พ่อไม่ยอม เห็นลูกสาวทำงานเลิกดึกเลยเป็นห่วง ก่อนฝากให้ทำงานที่สิงห์ ตอนแรกก็หวั่นเหมือนกันว่าจะได้งานที่ชอบหรือเปล่า โชคดีที่ได้งานเหมาะสมกับเรา เป็นงานพัฒนาสังคม”

เธอได้เป็นเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด สานต่อโครงการสิงห์อาสาตอนน้ำท่วมเปลี่ยนเป็นสิงห์ราชภัฏ เน้นงานพัฒนาชุมชนร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ บริษัทจะให้ทุนการออกค่ายเพื่อดูแลทรัพยากรน้ำ ทำฝ่าย แทงก์ และระบบประปา เพราะเรื่องน้ำเป็นสิ่งสำคัญ จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลา 3 ปีเศษแล้วที่ทำให้เธอตอบโจทย์ตัวเองว่าเหมาะสำหรับงานด้านจิตอาสา

ถึงกระนั้นก็ตาม เธอเล่าว่า เคยอยากเป็นตำรวจ แต่พ่อบอกว่า ไม่รุ่ง เพราะเป็นผู้หญิง เราชอบเพราะเห็นพ่อเป็นตำรวจมาตั้งแต่จำความได้ถึงอยากเดินตาม ชีวิตผูกพันกับพ่อมาก สนิทกันมาก โดยเฉพาะช่วงวัยรุ่น ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ พ่อจะคอยสอน เราก็ทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาเหมือนเรียกร้องความสนใจจากพ่อ พ่อจะให้คำแนะนำที่ดีจึงติดพ่อมากจนกระทั่งเดี๋ยวนี้

“พ่อพูดอะไร ปอเชื่อหมด เวลามีอะไรจะคุยกับพ่อทุกเรื่องทั้งเรื่องงาน ส่วนตัว เพราะรู้สึกว่า พ่อเป็นคนที่รู้กว้าง คุยได้ทุกเรื่อง รับฟังทุกเรื่อง เหมือนมีที่พึ่ง พ่อเข้าใจจริงๆ ขนาดตอนอกหัก พ่อจะมานอนจับมือปลอบทั้งคืน พ่อถือเป็นผู้ชายที่อบอุ่นมาก แต่บ่อยครั้งพ่อจะพูดเสมอว่า ปอต้องเป็นกำลังใจให้พ่อมากๆ นะ ถ้าไม่มีเมีย พ่ออยู่ได้ แต่ถ้าไม่มีลูก พ่ออยู่ไม่ได้”   

สาวนักการตลาดจิตอาสารับว่า รู้มาตลอดว่าพ่อทำงานเหนื่อย เราจะคอยกอดพ่อ เวลาเจอจะกอดตลอด ตอนกลางคืนเมื่อพ่อเลิกงานมา ก็จะเข้ามาในห้องกอดกันทุกวันเพื่อเป็นกำลังใจให้พ่อหายเหนื่อย ข้อเสียของพ่อ คือ พ่อทำงานเยอะ ไม่เคยเห็นใครทำงานทุ่มเทขนาดนี้ เวลาใครเดือดร้อนมาขอร้องให้พ่อช่วย พ่อก็จะช่วยเหลือเต็มที่ ทำงานให้สังคมจริงๆ เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จริงๆ ยื่นมือไปให้ช่วยตลอดเวลา บางคนเขียนจดหมายหาพ่อที่ทำงาน บอกว่า ลูกของเขาไม่ได้รับความยุติธรรม เพียงเท่านั้น พ่อก็ไปช่วยทันที ช่วยจนถึงทุกวันนี้ ถามว่ารู้จักพ่อของเราได้ไง เขาบอกว่า รู้จักในอินเตอร์เน็ต เรารู้สึกว่า ใครก็ไม่รู้ พ่อก็ช่วย เคยข้องใจว่า ทำไมต้องช่วยคนที่ไม่รู้จักขนาดนั้น แต่ก็รู้สึกภูมิใจพ่อมากๆ

“เชื่อไหมว่า พ่อไม่เคยมีเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดกับปอเลย อย่างมากทั่วไป คือ ไปทานข้าวด้วยกัน จำได้ครั้งล่าสุดก็ตอนงานเลี้ยงรุ่นของพ่อ ตอนนั้นปอยังเด็กอยู่เลย แต่เราก็ไม่น้อยใจ รู้สึกเฉยๆ เพราะไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่านี้ แค่ให้พ่อไม่แก่ ไม่ตาย ก็พอแล้ว” ลูกสาวนายพลตำรวจเอกสีหน้าจริงจัง