ม่บ้านสาวของผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครสวรรค์

คุณจิ-จิราพร เพ็ชรพงศ์ หุ้นส่วนบริษัทดีมาก อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เดิมเป็นคนร้องกวางจังหวัดแพร่ เกิดในครอบครัวพ่อแม่ค้าขาย เมื่อจบชั้นประถมโรงเรียนร้องกวางอนุสรณ์แล้วย้ายไปอยู่กับพี่สาว เข้าต่อมัธยมโรงเรียนโยนออฟอาร์ค จากนั้นเรียนคณะบริหารงานบุคคล มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

เธอเล่าว่า ความฝันวัยเด็กอยากเป็นหมอ เวลาเห็นพ่อป่วยอยากจะช่วย แต่พอสอบติดพยาบาลที่จังหวัดแพร่ กลับลังเลเปลี่ยนใจไม่เอา เลือกมาเรียนด้านบริหารแทน พอจบออกมาตัดสินใจหารือสามีที่ตอนนั้นเพิ่งเรียนจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และยังพูดคุยคบหาเป็นแฟนกันอยู่ ถึงเลือกไปทำงานบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร (มหาชน) ประจำจังหวัดนครสวรรค์

สำหรับเรื่องราวความรักของทั้งคู่เหมือนบุพเพสันนิวาสที่กามเทพแผลงศรให้โคจรมาเจอกัน คุณจิย้อนวันเก่าว่า รู้จักกันตั้งแต่สมัยประมาณอายุสัก 14-15 ปี รู้จักกันบนรถไฟ เราไปเรียนพิเศษที่กรุงเทพฯ ส่วนเขานั่งรถจากบ้านเกิดพิจิตรไปเรียนเตรียมทหาร สมัยนั้นการเดินทางต้องนั่งรถไฟอย่างเดียว ยอมรับว่า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เขาเป็นตำรวจ หรือทหาร ด้วยความที่เรายังเด็ก

“พอย้ายเข้ากรุงเทพฯ ไม่เจอกันอีกเลย ต่างคนต่างเรียน ไม่ได้คิดอะไร เงียบหายไป มีแค่ที่อยู่บ้านเขาในพิจิตร คิดว่า เรียนจบแล้วค่อยว่ากันใหม่ หลังจบมหาวิทยาลัยถึงเขียนจดหมายไปหาตามที่อยู่ที่เขาให้ไว้ ไม่รู้อะไรดลใจเหมือนกัน แค่อยากถามข่าวคราว ทักทายกัน” คุณจิเผยความในใจ

สานสัมพันธ์ครั้งนั้น ระฆังวิวาห์ก็ลั่นขึ้นอีกไม่กี่ปีต่อมา เมื่อฝ่ายชายส่งผู้ใหญ่มาสู่ขอสาวเมืองแพร่ ทั้งที่ตอนแรกเธอกำลังมีเป้าหมายไปเรียนต่อต่างประเทศตามคำแนะนำของพี่สาว แต่สุดท้ายพ่ายใจของนายตำรวจหนุ่ม “ถามเขาว่าจะไปดีไหม เขาเหน็บแกมขู่ว่า ถ้าไปเราคงไม่เจอกันอีก เลยยอมทิ้งอนาคตมาอยู่นครสวรรค์ ความจริงพี่สาวไม่อยากให้แต่งงานกับตำรวจ เพราะเคยมีแฟนเป็นตำรวจ กลัวน้องจะผิดหวัง ถึงจัดการที่เรียนต่อไว้เรียบร้อย แต่เราก็ปฏิเสธ”

เธอว่า ตัดสินใจเลือกแล้ว เขาฝึกงานอยู่โรงพักบางยี่ขัน พาผู้ใหญ่มาสู่ขอ และหมั้นไว้ก่อน กระทั่งจะลงตำแหน่งตัวจริง เขามาถามว่า จะอยู่ที่ไหนดีระหว่างนครบาลกับภูธร เพราะมีสิทธิเลือก ก่อนลงตัวที่จังหวัดนครสวรรค์ กึ่งกลางไม่ห่างบ้านเกิดจังหวัดแพร่ของเราและพิจิตรของเขา ถึงแต่งงานใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจนมีลูก

เจ้าตัวสารภาพว่า แต่งงานแล้วชีวิตเปลี่ยนไปมาก แรก ๆ แทบจะเลิกกัน เพราะเหมือนกับทำงานคนละเวลา เขาก็ชอบงานบู๊ มีพวกเยอะ ห้ามก็ไม่ฟัง คงเป็นความชอบด้วยของเขา เหมือนเราก็เวลาไม่ตรงกัน มีระหองระแหงกันบ้าง เพราะห่วงเขา ยิ่งพอมีลูก ยิ่งห่วงเข้าไปใหญ่ ไม่รู้ว่า จะอยู่กันไปได้นานขนาดไหน สมัยก่อนถนนหนทางแค่ 2 เลนสวนกัน กลัวเกิดอุบัติเหตุ

“แต่ที่น่ากังวลมากสุด ตอนเขาไปทำงานกองปราบปรามแล้วก็ไม่บอกว่าไปไหน ถูกยิงบาดเจ็บ แต่ไม่ยอมบอกเรา ลูกสาวคนโตเพิ่งอายุประมาณ 5 ขวบ ลูกชายคนเล็ก 3 ขวบ ไม่ได้ดูข่าวสาร ลูกดูแต่ช่องการ์ตูน ไม่รู้ข่าวเลย จนมีคนมาบอกว่า เขาถูกยิง ตอนนั้นก็ใจหาย คิดอยู่แล้ว อาชีพตำรวจ เหมือนลุ่มๆ ดอนๆ คิดหลายอย่างว่า เราจะพาลูกๆ ไปรอดไหม ถ้าเหลือเราอยู่คนเดียว ต้องเลี้ยงลูกคนเดียว กลัวลูกกำพร้า ที่ห่วงที่สุด เพราะลำพังเราตอนนั้น พอไม่มีใครเลี้ยงลูก เราก็ลาออกจากงานเลย”

สาวเมืองแพร่มองว่า มีคนที่ถ้าอยู่อย่างนั้น ทำงานด้วย เลี้ยงลูกด้วยไม่ไหวแน่ ไม่รู้อนาคตลูกจะเป็นอย่างไร จำเป็นต้องลาออกจากงานเพื่อดูแลลูกอย่างเดียว ใช้หลักประคองชีวิตครอบครัว คือ มั่นใจในตัวสามี ดูจากครอบครัวเขาเป็นคนที่ให้กำลังใจ เหมือนเป็นแบบอย่าง ตัวเขาก็เป็นคนที่ให้ความเชื่อมั่นเราได้ดีว่าจะพาครอบครัวไปรอด ถึงแม้ว่าดูเหมือนจะไม่ค่อยมีเวลาให้ ทำเราเริ่มชินกับการอยู่คนเดียวกับลูก กว่าสามีจะขึ้นระดับรองผู้บังคับการถึงพอมีเวลามากขึ้น

 “อยากฝากถึงครอบครัวตำรวจด้วยประสบการณ์เรา คิดว่า ถ้าเป็นแม่บ้านตำรวจ ควรจะดูแลลูกให้ดีที่สุด เราเป็นช้างเท้าหลัง ต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด งานของสามีต้องปล่อยเขา เราห้ามเขาไม่ได้ ด้วยเนื้องานมันบังคับ” ภรรยานายพลปากน้ำโพทิ้งท้าย