ครก็ตามที่ถูกเรียกว่า  Perfect man” ล้วนแล้วแต่ยืดอกด้วยความภาคภูมิใจมเพราะหมายความถึง การได้รับการยอมรับว่า เป็นมนุษย์ที่มีความสมบูรณ์แบบ ทั้งรูปลักษณ์ ฐานะ หน้าที่การงาน ความรู้ ความสามารถรอบด้าน อาจหมายถึง ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพ ทางด้านพรสวรรค์ เช่น ศิลปะ ดนตรี

คำชมที่ยกย่องนี้ เอาเข้าจริงๆ ให้เราลองนึกถึง Perfect man ที่เรารู้จักในชีวิต สัก 1 คน … เราจะเลือกใคร ?

ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา นับแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 จนถึงวันนี้ ผมเชื่อว่า คนไทย ตระหนักดีว่า ใครคือ Perfect man ที่สุดในดวงใจ

จะมีใครบนโลกนี้สักกี่คน ที่เก่ง และทำได้ทุกอย่าง ทั้งเรื่องวิทยาศาสตร์ การเกษตร ประมง ปศุสัตว์ชลประทาน กฎหมาย การปกครอง เศรษฐศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สื่อสาร เทคโนโลยีสารสนเทศ   ด้านสุนทรียภาพก็ยังเป็นเลิศระดับโลก ทั้งกีฬา ดนตรี ถ่ายภาพ วาดรูป

ส่วนวิถีความคิด ก็ยังเข้าถึง แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา  แถมยังรักครอบครัว และยึดมั่นใน” การเสียสละเพื่อผู้อื่น “ โดยไม่หวังผลประโยชน์ส่วนตัวมาอย่างต่อเนื่องจวบจนลมหายใจสุดท้าย

จะมีใครบ้าง ที่จะเป็น Perfect man ได้เท่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของคนไทย !!

สิ่งที่พระองค์ท่าน ได้สร้างและมอบให้กับคนไทยมาตลอด 70 ปี และความสามารถด้านต่างๆ ทั้งดนตรี กีฬา ศิลปะที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกของพระองค์ท่านมากมาย ถูกกล่าวขาน ให้คนไทยได้เห็นภาพ อย่างคมชัดมากขึ้น และแต่ในชั่วขณะหนึ่ง ผมอดคิดในฐานะคนมีลูกไม่ได้ว่า พระองค์ท่านเติบโตเจริญวัย และผ่านการกล่อมเกลามาอย่างไร จึงทรงเก่ง และดีเลิศได้ขนาดนี้ ?? 

จะว่าไปชีวิตพระองค์ท่านระหกระเหินมาตั้งแต่เยาว์วัย ตั้งแต่กำพร้าพ่อตอน 2 ขวบ พี่ชายที่รักและสนิทกันต้องจากไปกะทันหัน ไม่ทันได้หายตกใจก็ต้องมาแบกรับหน้าที่ที่ไม่ได้ต้องการ เมื่อรับหน้าที่แล้วก็ต้องเผชิญมรสุมกับกลเกมอำนาจการเมืองรอบด้านสารพัดมาแทบตลอดพระชนม์ชีพ ภาระหน้าที่ที่มีอยู่ ทำให้ต้องละทิ้งความสุขความชอบส่วนตัว และต้องทุ่มเทลงมือ แก้ปัญหา คิดค้น วิจัย ลงพื้นที่ บุกป่าฝ่าดง เหน็ดเหนื่อยแม้ยามเจ็บป่วยอย่างไม่มีวันเกษียน

ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า ไม่มีคนไทยคนไหน จะสามารถจริงใจและกล้าเสียสละให้กับคนไทยและแผ่นดินชาติไทยได้เท่าพระองค์ท่านอีกแล้ว !!  และทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า เป็นเพราะการกล่อมเกลา สั่งสอนอบรม เอาใจใส่ จากแม่เลี้ยงเดี่ยว แบบ สมเด็จย่า ฯ

โรงเรียนทอสี  โรงเรียนวิถีพุทธ ได้มีการจัดสัมมนาเรื่อง เลี้ยงลูกแบบสมเด็จย่า โดย คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา อดีตข้าหลวงในพระองค์ มาร่วมเล่าประสบการณ์และแบ่งปันคำสอนของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ สมเด็จย่า ของปวงชนชาวไทย ถึงวิธีการเลี้ยงดูลูกของพระองค์ ที่มีทั้งความปราดเปรื่อง หลักแหลม และมีเป้าหมายที่ชัดเจน จนสมควรใช้เป็นแบบอย่างเป็นอย่างน่าสนใจ อยู่ 7 ข้อ จนอดไม่ได้ที่จะ ขอหยิบยกมาเล่า ดังนี้

  1. ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น

สมเด็จย่าทรงเริ่มจากการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ทำเป็นต้นแบบในเรื่องของการมีวินัย การรักการค้นคว้าศึกษาหาความรู้ การประพฤติตัวที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ทั้งหมดนี้คือการตั้งตนเป็นแบบอย่างให้กับลูก เพราะเด็กเล็กจะมีพฤติกรรมเลียบแบบจากคนใกล้ชิด เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องลองตั้งคำถามกลับมาที่ตัวเองว่า ทุกวันนี้ที่เราอยากให้ลูกเป็นแบบนั้นแบบนี้ แล้วเราล่ะ เป็นแล้วหรือยัง

  1. ตั้งเป้าหมายในการเลี้ยงลูก

สมเด็จย่าทรงเป็นพระมารดาที่มีเป้าหมายในการเลี้ยงลูกอย่างชัดเจน คือ ทรงตั้งใจพัฒนาอบรมลูกๆ ให้ดีในทุกๆ ด้าน เพื่อให้เป็นบุคคลที่ทำประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมือง ทรงไม่คิดถึงประโยชน์ของพระองค์เอง ของพระโอรส หรือ พระธิดา แต่ทรงมองถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ในปัจจุบันหลายครั้งที่เราเห็นพ่อแม่ส่งลูกเรียนพิเศษในทุกวิชา โดยที่ไม่ได้ถามลูกว่าอยากเรียนอะไร หรือ พ่อแม่ที่คาดหวังเรื่องผลการเรียนสูงๆ เหล่านั้น คือ การตั้งเป้าหมายกับลูก โดยเอาความคาดหวังของตัวเองไปให้กับลูก เราจึงต้องมองย้อนกลับมาดูใหม่ว่า เป้าหมายที่เราตั้งไว้ หรือ ความคาดหวังนั้น เป็นไปเพื่อใคร เพื่อลูก เพื่อตนเอง หรือ เพื่อคนอื่นๆ ด้วย

  1. จัดแบบแผนและสร้างระเบียบวินัยตั้งแต่ลูกยังเล็ก

สมเด็จย่าทรงวางแผนการดำเนินชีวิตให้กับพระโอรส พระธิดา ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เนื่องจากต้องทรงเป็นทั้ง “พ่อ” และ “แม่” ในเวลาเดียวกัน ทรงจัดการทุกอย่างเป็นเวลา โดยมีผู้ช่วย คือพระพี่เลี้ยงเพียงหนึ่งคนเท่านั้น เนื่องจากในเวลาที่เด็กยังเล็ก เขาไม่มีความรู้เรื่องขอบเขตของเวลา พ่อแม่จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องจัดเวลาให้กับพวกเขา เช่น นอน รับประทานอาหาร เล่น ไปโรงเรียน อาบน้ำ ออกกำลังกาย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะสร้างวินัยให้กับลูก ซึ่งสมเด็จย่าทรงเน้นเรื่องวินัยในการดำเนินชีวิต พระองค์รับสั่งถึงคำว่า “ระเบียบวินัยอย่างมีหลักการ” คือ การกำหนดขอบเขตของเวลา ในการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างความสมดุลให้กับชีวิต ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเติบโตของเด็กๆ ต่อไป

  1. เล่นอย่างถูกวิธี

เมื่อถึงเวลาเล่น จะปล่อยให้พระโอรสและพระธิดาเล่นอย่างอิสระ โดยจะทรงให้เล่นกับธรรมชาติ ต้นไม้ น้ำ ทรงเน้นให้เล่นกับสิ่งที่มีในธรรมชาติ มากกว่าของเล่น ทรงอนุญาตให้พระโอรสเล่นจุดไฟ แต่จะทรงบอกวิธีในการเล่นที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดอันตราย ผลจากการเล่นที่พระโอรส พระธิดา ได้ทรงเล่นคลุกดินคลุกทราย หรือ ได้ทำการทดลองกับธรรมชาติเหล่านี้ ส่งผลให้ทั้งสามพระองค์ ได้พัฒนาความคิดและความสามารถ โดยไม่ทรงรู้ตัว ตัวอย่างเช่น พระบาทสมเด็จพระเจาอยู่หัว ทรงสร้างหลุมที่เกิดจากการปลูกต้นไม้ ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทดลองขุดดิน ใส่น้ำ ปลูกต้นไม้ จนสามารถสร้างแอ่งน้ำ ได้ด้วยพระองค์เอง ซึ่งนับเป็นรากฐานที่ดีงามที่ทรงนำมาใช้พัฒนาประเทศชาติ จนถึงทุกวันนี้ การเล่นอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะการเล่นกับธรรมชาติ จึงมีความสำคัญ ซึ่งเด็กๆ ชาวเมืองยุคใหม่อาจจะขาดไป

  1. ประหยัดอดออมไม่ฟุ่มเฟือย

สมเด็จย่าทรงสอนพระโอรส พระธิดาให้รู้จักใช้เงินของขวัญ ที่ทั้งสามพระองค์จะได้มีวันเดียว คือ วันคล้ายวันประสูติ ถ้าพระองค์ใดอยากได้สิ่งใดนอกจากนั้น ต้องทรงเก็บเงินเพื่อซื้อ หรือ ทรงได้รับอนุญาตให้หุ้นกัน เพื่อซื้อมาได้ หรือ จะทรงซื้อให้ก็ต่อเมื่อ ต้องใช้ประโยชน์ เช่น แผ่นเสียง ถ้าเป็นเพลงโปรดของแต่ละพระองค์ จะทรงให้เก็บสตางค์ซื้อเอง แต่ถ้าเป็นเพื่อการศึกษา เช่น เพลงคลาสสิค จะทรงซื้อให้

  1. เรียนไปพร้อมๆ กับลูก

สมเด็จย่าจะไม่เคยเน้นเรื่องคะแนนของพระโอรส และ พระธิดา แต่ทรงช่วยในทุกขั้นตอนของการเรียน ไม่ว่าจะช่วยทำการบ้าน ช่วยศึกษาค้นคว้า จะทรงใช้วิธีทำให้ลูกดู เพื่อให้ลูกได้ทำตาม เช่น ถ้าไม่ทรงทราบเรื่องไหน จะต้องไปค้นคว้าจาก Encyclopedia หรือ มีครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ต้องทรงท่องกลอนเป็นภาษาเยอรมัน แต่ไม่ทรงโปรดที่จะท่อง สมเด็จย่าทรงไม่เคยเรียนภาษาเยอรมันมาก่อน ได้เสด็จไปหาคุณครู เพื่อเรียนท่องคำกลอนนั้นจนคล่อง และนำมาท่องให้พระโอรสฟัง ทำให้พระโอรสรู้สึกประหลาดใจ และเป็นแรงบันดาลใจ ให้ทรงหันมาเริ่มท่องกลอนนั้น การสอนของสมเด็จย่า จึงเน้นที่กระบวนการ หรือ วิธีการมากกว่าคำตอบ ทำให้พระองค์ รวมถึงพระโอรส พระธิดาทั้งสาม เป็นผู้ที่ทรงรู้อะไร รู้ลึก และ รู้จริง ในทุกๆ เรื่องที่ทรงค้นคว้า

  1. เน้นการพัฒนา EQ มากกว่า IQ

ทรงสอนให้พระโอรสพระธิดารู้จักความรับผิดชอบ นั่นคือ มาตรฐานในการใช้ชีวิต ที่ทรงอบรม เวลาพระโอรส พระธิดา ทรงทำผิด จะทรงเรียกมาอธิบายเหตุผล ให้เข้าใจเสียก่อน ทรงเน้นในเรื่องการทำตัวเป็นคนดี ซื่อสัตย์ มีระเบียบวินัย และ แข็งแรง โดยทักษะเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานในการเผชิญกับโลกเมื่อลูกโตขึ้น ทรงมีหลักในการพัฒนาพระโอรส พระธิดา เช่นต้องมีจริยธรรม ซื่อตรง ที่สำคัญคือการเน้นเรื่องการพัฒนาจุดแข็ง โดยทรงตรัสไว้ว่าในโลกนี้ ไม่มีใครดี 100% ต้องหาจุดอ่อน และ จุดแข็งของลูกให้เจอ เพื่อพัฒนาในส่วนนั้นได้ตรงจุด

 

…… นอกจากนี้ ยังทรงเน้นในอีกหลายเรื่องเช่น ต้องเสวยให้หมดจาน ห้ามทิ้งอาหาร หรือ ช่วยให้ลูกได้ช่วยเหลือตัวเองได้ คำสอนของพระองค์ทรงเป็น Practical Wisdom คือทำตามได้อย่างง่ายดาย เหล่านี้ เป็นสิ่งเล็กๆ ที่อาจลืมไป เพราะมัวไปโฟกัสในสิ่งอื่นๆ ในชีวิต

วิธีการเลี้ยงลูกของสมเด็จย่าเป็นวิธีที่พ่อแม่ทุกคน สามารถนำมาปรับใช้ได้อย่างง่ายดายและแน่นอนว่ามีประสิทธิภาพ โดยสามารถดูได้จากพระโอรส พระธิดาทั้งสามพระองค์ ที่เติบโตมาเป็นบุคคล ทรงคุณภาพที่สุดสามพระองค์ เท่าที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยเคยมีมา …

ท่านรัฐมนตรีศึกษาประเทศไทย … ถ้าจะปฏิรูปการศึกษาชาติไทยให้สร้างเยาวชนออกมาต่อยอดซ่อมแซมสร้างชาติบ้านเมืองต่อไปได้อย่างมีคุณภาพจริงๆแล้วล่ะก็ ไม่ต้องไปคุ้ยหาทฤษฎีต่างชาติที่ไหนมาหรอกครับ

น้อมนำแนวทาง สมเด็จย่าฯไปประยุกต์ใช้ ให้ได้ทั้ง 7 ข้อ ก็พอมหาศาลแล้ว !!!