ติศยศ ร.ต.ต.ลงพื้นที่แดนใต้ชายทะเลอันดามันตำแหน่งรองสารวัตรสืบสวนภูธรจังหวัดระนอง เมื่อปี 2525

ไม่มีใครคาดคิดว่า พล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว จะต้องไปใช้ชีวิตอยู่เรือนจำจังหวัดระนองในบั้นปลายชีวิตรับราชการอีก 35 ปีต่อมา

เมื่อปี 2532 เขาได้รับมอบหมายให้เป็น “หัวหน้าชุดเฉพาะกิจผาแดง” สมัยอยู่ชุมพรเรียนรู้วิชาสืบสวนปราบปรามจากนายดาบตำรวจรุ่นเก่า

เสมือนปฐมบทเรื่องราวมือปราบแดนใต้ตั้งแต่บัดนั้น

อุปนิสัยส่วนตัวเหมาะเป็นผู้นำ รักลูกน้อง แต่เอาจริงเอาจังกับงาน บู๊ล้างผลาญกลุ่มอิทธิพลและมือปืนรับจ้างในพื้นที่แบบไม่ยอมสยบก้มหัวให้เหล่านักเลงทรชนที่กระทำผิดกฎหมายสร้างความเดือดร้อนแก่สุริตชน

สมัยเป็นผู้บังคับการตำรวจจังหวัดนครศรีธรรมราชเปิด “ยุทธการสะท้านคนคุก” นำกำลังจู่โจมเรือนจำกลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ยึดโทรศัพท์มือถือ ยาบ้า-ยาไอซ์ ตรวจฉี่นักโทษเป็น “สีม่วง” กว่าครึ่งพันคาเรือนจำเมืองคอน

กระทั่งโดนหมายหัวจากผู้สูญเสียผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลในอาณาจักรคนคุก

แต่เจ้าตัวไม่สะทกสะท้านแถมประกาศท้าทายหมายปั้นผลงานให้เป็น “นครศรีธรรมราชโมเดล” จนได้รับการเสนอชื่อรับรางวัล ‘ข้าราชการไทย หัวใจสีขาว’ ตามโครงการเฟ้นหาข้าราชการต้นแบบที่ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

ปีเดียวกัน สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย  ยังมอบรางวัล สุดยอดเกียรติตำรวจไทย สาขา ปราบปรามยาเสพติด มี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานมอบ

ครั้งนั้น เจ้าตัวเปิดอกกับทีมข่าวสำนักข่าวอิศราไว้

รางวัลนี้ผมภูมิใจมากกว่าได้ตำแหน่งอีกนะครับ เพราะอยากสร้างแรงจูงใจให้กับข้าราชการ ให้คนที่มีความมุ่งมั่นในการทำงาน เพื่อบ้านเมืองมีกำลังใจกันต่อไป” เขาระบายความรู้สึก

ส่วนเรื่องที่ถูกตั้งค่าหัว

นายพลมือปราบหัวเราะและยืนยันเสียงหนักแน่น

“ส่วนตัวผมไม่ได้กลัวอะไร มันเป็นวิถีชีวิตของอาชีพตำรวจ เพียงแต่ไม่ถึงกับสบายใจซะทีเดียว เพราะเวลานอกราชการจะออกไปไหนมาไหนคนเดียว ลูกน้องก็ไม่กล้าปล่อยให้ไป แต่อย่างที่ว่า เรื่องยาเสพติดมันก็ไม่มีอะไรง่ายดายขนาดนั้น เพราะรายใหญ่บางรายเป็นถึงผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่นก็มี ค้าขายกันข้ามชายแดน มีเครือข่ายเต็มไปหมด”

เขาเล่าด้วยว่า พ่อค้ายาเสพติด ยังมียุทธวิธีอื่นที่ใช้ต่อกรกับเจ้าหน้าที่ เช่น ร้องเรียนชุดปฏิบัติการยาเสพติดที่เป็นผู้จับกุม  เป็นเรื่องปกติมาก ตัวเองเคยโดนสมัยเป็นรองผู้กำกับโรงพักทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ทำหน้าที่เป็นชุดเฉพาะกิจจังหวัดม ถูกฟ้อง ถูกร้องเรียนว่า ค้ายา แต่ก็ไล่บี้ไอ้คนที่กล่าวหาไปถึงคนสุดท้าย ปรากฏว่าเกี่ยวข้องพัวพันกับพวกค้ายา เรื่องก็จบเลยไป

นายพลตำรวจมือปราบได้เตือนสติรุ่นน้องไว้ว่า การรับราชการอย่าทำเพื่อรางวัล อย่าทำเพื่อตำแหน่ง แต่ให้ทำเพื่อหน้าที่ ทำเพื่อบ้านเมือง คำนี้ก็ตรงกับสิ่งที่ตัวเองถูกปลูกฝังจากครอบครัวมา บางครั้งถ้าทำอะไรผิดมากๆ ก็นอนไม่หลับ คิดถึงคำสอนพ่อแม่

“การเป็นข้าราชการไม่จำเป็นต้องดี  100 เปอร์เซ็นต์ แค่เป็นคนที่ทำงานเพื่อส่วนรวมมากกว่า คิดถึงตัวเองน้อยลงหน่อยก็จะเป็นตัวอย่างของคนรอบข้าง ลูกหลานได้ ผมก็ไม่ใช่คนที่ดีเด่ 100เปอร์เซ็นต์ เคยทำผิดเหมือนกัน” เจ้าตัวสารภาพ

สุดท้ายสิ่งที่ทำมาตลอดชีวิตราชการกลับมาเผาผลาญตัวเอง

เมื่อเจอ “นักการการเมืองอิทธิพล” ทำตัวนักเลงในถิ่นชักใยทำลายคุณงามความดีที่สะสมมา

ถึงเวลาที่เขาต้องจำนนต่อชะตากรรม