สู้คดีกันนานถึง 15 ปี ตั้งแต่ พล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว เป็นผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 8 แล้วไต่ลำดับเลื่อนชั้นจนขึ้นเป็นถึงรองผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดีในปีสุดท้ายก่อนจะเกษียณอายุราชการ

แถมได้รับการเสนอเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อัตรา “พล.ต.ท.” ตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่เป็นขวัญกำลังใจ

สุดท้ายต้องกลับกลายเป็น “นักโทษชาย” อิสรภาพหายอยู่หลังกำแพงเรือนจำจังหวัดระนอง

คดีที่นายวิโรจน์ สุวรรณี กับพวกรวม 3 คน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายตำรวจมือปราบกับพวกรวม 14 คน ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบใช้ไฟฟ้าช็อตบังคับให้สารภาพร่วมกันฆ่า นายเกษม คงตุก สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบางริ้น อำเภอเมืองระนอง เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2545

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลย 14 คน ขณะที่ศาลอุทธรณ์ พิพากษาให้ พล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว และ พ.ต.อ.อนุชน ชามาตย์ รองผู้บังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 8 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา หรือจัดการให้เป็นไปตามกฎหมายอาญาเพื่อจะแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ

พิพากษาจำคุกคนละ 15 ปี

กระทั่งขั้นตอนศาลฎีกา ทั้งคู่ไม่เดินทางไปปรากฏตัวรับฟังคำตัดสิน มีการเลื่อนอ่านคำพิพากษาถึง 3 ครั้ง จนศาลต้องอ่านคำพิพากษาลับหลังเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 ใช้เวลานานกว่าชั่วโมงครึ่ง มีความยาว 41 หน้ากระดาษ

“ศาลฎีกาได้พิจารณาพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 15 ปี นับว่า เหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 คนละ 15 ปี และยกฟ้องจำเลยที่เหลืออีก 12 คน”

เขาและพันตำรวจเอกลูกน้องร่วมชะตากรรมจำเป็นต้องหนี

ใช้เวลาเดือนเศษทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น เก็บตัวเงียบอยู่สถานที่ปกปิดแห่งหนึ่งท่ามกลางกระแสข่าวหลบหมายจับคดีศาลฎีกาข้ามฝั่งโขงไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน

ตำนานมือปราบคนดังเฝ้าครุ่นคิดวางแผนคำนวณเวลาที่เหลืออยู่ของชีวิต มองหน้าลูกเมีย

เขาระบายกับนายตำรวจรุ่นน้องคนหนึ่งว่า ถ้าหนีก็ต้องหนีไปตลอดไม่มีโอกาสเห็นครอบครัวอันเป็นที่รัก แต่ถ้าเลือกมอบตัวยอมติดคุกโอกาสเป็นนักโทษชั้นดีใช้เวลาไม่กี่ปีก็จะกลับออกมาใช้ชีวิตในบั้นปลายอยู่กับพวกเขา

เป็นเหตุผลสำคัญในการโผล่มอบตัวโยนทิ้งอิสรภาพนอนเรือนจำจังหวัดระนองก่อนวันสิ้นปี

เตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมพร้อม มาเกือบเดือนอยู่ในเซฟเฮาส์เคียงข้าง พ.ต.อ.อนุชน ชามาตย์ กำหนดการใช้ชีวิตประจำวัน งดเล่นไลน์ งดใช้โซเชียล และโทรศัพท์มือถือ เลิกเหล้า หรือกินอาหารหรูหรา หลังจากนั้นจูงภรรยาไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง

ใช้ชื่อ “รณพงษ์ ทรายแก้ว” พบแพทย์เพื่อขอยาประจำตัว

หากโดนจับตอนนั้นก็ถือว่า ซวย

เมื่อให้ภรรยารับรู้เรื่องยารักษาโรคประจำตัวเพื่อนำไปเยี่ยมในคุกแล้ว เขากับลูกน้องถึงยอมเข้ามอบตัว

สร้างความประหลาดใจแก่สังคม

“มันคงเป็นเวรกรรมที่กูทำไว้เยอะ” พล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว ยืนอกรับอย่างนักเลง “อย่างน้อยพ้นโทษออกมายังได้เห็นหน้าลูกเมียใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา”

นี่แหละอดีตนายพลมือปราบกับห้วงเวลาอิสรภาพที่รออยู่ !!!