หน้าแรก นาฏกรรมสีกากี จูนเครื่องโทรโข่งใหม่

จูนเครื่องโทรโข่งใหม่

0
จูนเครื่องโทรโข่งใหม่

 

เปิดตัวโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติคนใหม่

ตามคำสั่งของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หลังจาก พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และอดีตโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล หรือเออรี่รีไทร์

จำเป็นต้องยกเครื่อง “ทีมโทรโข่งสีกากี” เปลี่ยนแปลงให้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติทำหน้าที่โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติแทน

วาดหวังงานประชาสัมพันธ์ในภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นไปด้วยความถูกต้อง รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ และมีประสิทธิภาพ

เสริมขุมกำลังเดิมระดับโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกอบด้วย พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 พล.ต.ต.จตุรภัทร์ ภิรมย์แก้ว ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ

เพิ่ม พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เข้าทีมงานโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกคน

พวกเขาต้องร่วมทำหน้าที่เชื่อมโยงตำรวจกับประชาชน สื่อสารด้านการบังคับใช้กฎหมาย การป้องกันปราบปรามอาชญากรรม การตรวจสอบและความโปร่งใส บูรณาการความรู้ สื่อสารเพื่อสังคม และการต่างประเทศ

ตลอดจนการสื่อสารภายในองค์กรระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับตำรวจทั่วประเทศ

เน้นสื่อสารความจริง ถูกต้อง ชัดเจน โปร่งใส ฉับไว ทันเหตุการณ์ และสร้างสรรค์ สร้างช่องทางสื่อสารที่เข้าถึงประชาชนทุกแพลตฟอร์ม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ประเดิมภารกิจแรก พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติขึงขังด้วยการนำเอานโยบาย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำกับดูแลการบังคับใช้กฎหมายจราจร และสร้างความเข้าใจ รวมถึงวินัยจราจรแก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนโดยเคร่งครัด

ระบุสำนักงานตำรวจแห่งชาติมุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน ลดอุบัติเหตุและความสูญเสียเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ หลังจากสิ้นสุดช่วงมาตรการผ่อนผัน “เตือนก่อนปรับ” เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 และเริ่มเข้าสู่ช่วงการบังคับใช้กฎหมายจราจรตามปกติตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569

มี สถิติการจับปรับใน 10 ข้อหาหลัก ตั้งแต่วันที่ 1-5 เมษายน 2569 ภาพรวมทั่วประเทศพบการกระทำความผิดข้อหา “ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร” มากที่สุด 16,101 ครั้ง รองลงมาคือข้อหา “ขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด” 15,483 ครั้ง

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติคนใหม่ย้ำว่า การดำเนินการกับผู้กระทำความผิดกฎหมายจราจรเป็นการปฏิบัติตามกฏหมายปกติ  สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรใช้ “ดุลยพินิจ”ตามความหนักเบาตามฐานความผิดได้ 

ยืนยันเป็นการปฏิบัติตามปกติ ไม่มีการเพิ่มจุดตรวจ หรือเพิ่มสถิติการจับกุมแต่อย่างใด มุ่งเน้นการเสริมสร้างวินัยจราจรโดยเฉพาะ 10 ข้อหาหลัก ที่เป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อลดการสูญเสียชีวิตทรัพย์สินของประชาชนจากอุบัติเหตุจราจร

เนื่องจากในปีที่แล้วมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเกือบ 13,000 ราย และบาดเจ็บกว่า 800,000 ราย ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับบาดเจ็บถึงทุพพลภาพถาวร อันส่งผลกระทบต่อครอบครัวและผู้ได้รับบาดเจ็บเอง

การกวดขันวินัยจราจรของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นการปฏิบัติหน้าที่ “ด้วยความรักและห่วงใย” ในสวัสดิภาพของประชาชน

“วอนชาวบ้านเข้าใจและให้ความร่วมมือในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุ” พล.ต.ท.ไตรรงค์ย้ำ

เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้กับสังคมไทยอย่างยั่งยืน