พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ฯ และโฆษก สตม. เปิดเผยว่า ตามที่ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ได้เรียกประชุมหน่วยความมั่นคงเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อไทย ทางด้าน
ล่าสุด พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. จึงได้สั่งการด่วนให้หน่วยงานในสังกัดใช้ “3 มาตรการเหล็ก” เข้าจัดการทันที ประกอบด้วย ปูพรมข้อมูลท้องถิ่น เน้นย่านชุมชนต่างด้าว 18 สัญชาติกลุ่มคู่ขัดแย้งและตะวันออกกลาง เพื่อวิเคราะห์ข่าวกรองร่วมกับตำรวจพื้นที่, คัดกรองเข้มหน้าด่านโดยเฉพาะกลุ่ม “ฟรีวีซ่า” หากแผนการท่องเที่ยวหรือที่พักไม่ชัดเจน จะถูกปฏิเสธการเข้าเมืองทันที ซึ่งในช่วง 13 วันที่ผ่านมา มีการเรียกสัมภาษณ์ไปแล้ว 870 ราย และผลักดันกลับแล้วกว่า 30 ราย, เยียวยาตามหลักสากล สำหรับนักท่องเที่ยวที่กลับประเทศไม่ได้เนื่องจากปิดน่านฟ้า จะได้รับยกเว้นค่าปรับ Overstay แต่ต้องมีหนังสือรับรองจากสถานทูตประกอบการขออยู่ต่อครั้งละ 30 วัน
ต่อข้อกังวลเรื่องชาวอิสราเอลทะลักเข้าไทยกว่า 4 แสนคนนั้น โฆษก สตม. ชี้แจงว่า ตัวเลข 420,202 คน คือยอดสะสมทั้งปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เดินทางออกไปแล้วกว่า 4 แสนคน ปัจจุบันคงเหลือพำนักในไทยประมาณ 30,000 คนทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ตม. ยังคงถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในทุกพื้นที่ท่องเที่ยว
นอกจากนี้พล.ต.ต.เชิงรณ ระบุว่า สตม. เอาจริงกับการกวาดล้างมาเฟียต่างชาติและทุนเทา โดยในปี 2568 มีการเพิกถอนวีซ่าไปแล้วถึง 3,249 ราย ขณะที่ในปี 2569 เพียงแค่ช่วง ม.ค.-ก.พ. มียอดเพิกถอนและผลักดันออกนอกประเทศไปแล้วถึง 972 ราย โดยเฉพาะในพื้นที่ พัทยา, ภูเก็ต, สมุย และพะงัน
”เราไม่เน้นแค่ปริมาณนักท่องเที่ยว แต่เราเน้นคุณภาพ หากใครเข้ามาสร้างปัญหา ก่อความไม่สงบ หรือเป็นภัยต่อสังคมไทย เราพร้อมเพิกถอนวีซ่าและผลักดันออกทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น” พล.ต.ต.เชิงรณ กล่าวทิ้งท้าย