คุณติ๊ก-อรวรรณ เผือกไธสง พิธีกรรายการข่าวดังข้ามเวลาของช่อง 9  เธอเป็นสาวคนเก่ง หัวใจแกร่ง อุปนิสัยเป็นคนร่าเริง อารมณ์ดี มองโลกในแง่บวก มีความขยันมุ่งมั่น ตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายทุกชิ้น พร้อมฝึกฝนพัฒนาตัวเอง นำข้อบกพร่องมาปรับปรุง เอาปัญหามาแก้ไขอย่างมีสติบนพื้นฐานแห่งเหตุและผล เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เธอย้ำว่าในเมื่อต้นทุนชีวิตต่ำก็ต้องสู้ ขยัน และอดทนมากกว่าคนอื่นๆเป็นสองเท่า มีบ้างที่ท้อแต่ไม่เคยถอย

พื้นเพสาวติ๊กเป็นสาวที่ราบสูงเมืองย่าโม จ.นครราชสีมา เธอเกิดที่นั่น มี ปู่กับย่าเลี้ยงดูมาตั้งแต่เกิด นับได้ว่าเป็นเด็กที่อาภัพ เหมือนๆกับเด็กอีกจำนวนมากที่พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เด็ก ปู่กับย่าจึงเสมือนเป็นพ่อกับแม่ของเธอ แต่การที่เธอกำพร้าไม่ได้แปลว่าจะเป็นปมด้อยจนส่งผลให้ชีวิตตกต่ำ เพราะเธอได้รับความอบอุ่นจากปู่กับย่า และคุณอาผู้หญิงที่ส่งเสียค่าเลี้ยงดู ทุกคนต่างอบรมสั่งสอนในสิ่งที่ดี ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องตั้งคำถามให้เป็นปมข่มสภาพจิตใจตัวเอง ไม่เคยถามว่าทำไมพ่อแม่ต้องแยกทางกัน ทำไมต้องทิ้งเธอ คิดแค่เพียงว่ามันคงเป็นเหตุผลของผู้ใหญ่

“ติ๊กไม่เคยเอ่ยปากถามหาเหตุผลว่าทำไมเป็นลูกกำพร้า อยู่กับปู่กับย่าก็มีความความสุขดี ทุกคนรักและหวังดีกับติ๊ก ด้วยความที่อาผู้หญิงอยากแบ่งเบาภาระปู่กับย่า ก็รับติ๊กมาอยู่ด้วยที่ จ.สมุทรปราการ และเข้าเรียนที่โรงเรียนราชประชาสมาสัยในพระบรมราชูปถัมภ์ ปกติเป็นคนชอบสวดมนต์ไหว้พระตั้งแต่ตอนอยู่โคราชแล้ว สวดมนต์หมู่แบบสรภัญญะ เป็นคนที่ค่อนข้างพูดชัดถ้อยชัดคำ กล้าพูดกล้าแสดงออก กลายเป็นเด็กกิจกรรมของโรงเรียน นำสวดมนต์หน้าเสาธง เข้าร่วมวงโยธวาทิตของโรงเรียน แข่งขันกล่าวสุนทรพจน์ จนได้ที่1 ของโรงเรียน ทางโรงเรียนเห็นแววจึงส่งแข่งระดับจังหวัดก็ได้รางวัลชมเชย” พิธีกรสาวคนขยันกล่าว

ด้วยการที่ผู้ใหญ่โดยเฉพาะคนต่างจังหวัด มักคาดหวังให้ลูกหลานเรียนจบสูงๆ ทำงานเป็นเจ้าคนนายคน ถ้าจะให้ดีต้องรับอาชีพราชการ เพราะเชื่อว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง ผู้คนให้การยอมรับนับถือ เช่นเดียวกับ ติ๊ก พิธีกรสาวคนเก่งนี้ ทางบ้านก็อยากให้เธอเป็นครู หรือพยาบาล จึงเรียนสายวิทย์ แต่เธอมาค้นพบตัวเอง มีความชอบในอาชีพที่เธออยากจะทำ และต้องมีความสุขหากได้ทำงานเป็นนักข่าวภาคสนาม เพราะเธอดูรายการข่าวทางทีวี มีนักข่าวภาคสนามของช่องนั้น ช่องนี้ รายการข่าวเหตุการณ์สำคัญต่างๆทางหน้าจอทีวี จึงมีความคิดความใฝ่ฝันอยากทำงานนี้ กระทั่งตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็เลือกสอบเข้าคณะนิเทศศาสตร์ ตามความชอบและความสามารถ เพื่อเดินตามฝันของตัวเอง เลือกมหาวิทยาลัยดังทั้ง ธรรมศาสตร์ และจุฬาฯ ทว่ามหาวิทยาลัยขึ้นชื่อที่เธอเลือกกลับไม่ติด สุดได้ก็ได้เข้าเรียนเป็นเด็กนิเทศที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

พิธีกรสาวบอกว่า ไม่ได้เรียนเก่งอะไร เรียนอยู่ระดับกลางๆ แต่สิ่งที่ยึดติดคือคำสอนของปู่ ที่ให้คติการใช้ชีวิตว่า “ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ อดทน” ตอนเรียนก็กู้ กรอ. เป็นค่าเทอม เทอมละ 3.7 หมื่นบาท เพื่อแบ่งเบาภาระของอาและปู่ย่า จากนั้นก็มีโอกาสได้ฝึกงานที่ช่อง 11 โชคดีได้ฝึกงานเป็นนักข่าวสายสังคม ได้มีโอกาสลงสนามสัมผัสงานจริงๆ เป็นอะไรที่ตื่นเต้น ภูมิใจ แม้จะยังไม่ได้เป็นนักข่าวจริงๆก็ตาม พอเรียนจบก็ไปทัวร์ยื่นใบสมัครแทบทุกสำนัก ทั้งฟรีทีวีและเคเบิ้ล แต่ยังไม่มีที่ไหนเรียก ต้องทำงานที่สภาวิจัยแห่งชาติในตำแหน่งประชาสัมพันธ์ ทำงานได้ประมาณ 3 เดือน ก็ได้มีโอกาสเดินตามฝันของการเป็นนักข่าว เพราะทางวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ติดต่อให้ไปร่วมงาน เป็นนักข่าวสายการเมือง/ความมั่นคง ประจำอยู่กระทรวงการต่างประเทศ ได้ประสบการณ์มากมาย ทั้งเรื่องในอาเซียน เรื่องการทูต แถมยังมีโอกาสไปเปิดโลกที่ต่างประเทศบ้าง ที่สำคัญเคยไปเหตุการสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำข่าว ได้ช่วยเหลือผู้คน

“ตอนนั้นติ๊กยังไม่ทิ้งความฝันที่จะเดินตามฝันทำงานเป็นนักข่าวทีวี ไม่ต้องเป็นพิธีกรอยู่หน้าจอ ขอแค่เป็นนักข่าวภาคสนาม กระทั่งปี 55 ทางช่อง9 เปิดรับสมัครนักข่าวราวๆ 10 ตำแหน่ง ไปสอบ ปรากฏว่าสอบผ่าน นาทีนั้นดีใจมาก และยังไม่คาดหวังว่าจะได้ออกหน้าจอ ทำงานอยู่โต๊ะศิลปะวัฒนธรรม ติ๊กไม่ได้เป็นคนสวย แต่อาศัยความมุ่งมั่น ขยัน และอดทน ออกแนวสายบู๊ ลุยๆ ผู้ใหญ่เห็นแวว ถูกให้มาทำงานลักษณะสารคดีเชิงข่าว รายการข่าวดังข้ามเวลาได้ออกจอมากขึ้น ถือว่าติ๊กมีโอกาสดีมากๆ และไม่ปล่อยให้หลุดลอย รีบคว้าไว้ ไม่กลัวว่าจะทำไม่ได้ เพราะคิดเสมอว่า ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด ทุกอย่างอยู่ที่การเรียนรู้และฝึกฝน” เธอเล่าถึงความสำเร็จของการเดินตามฝันมาเป็นนักข่าวทีวี

หากพูดถึงการประสบผลสำเร็จในชีวิต เธอบอกว่า ความสำเร็จของแต่ละคนไม่เท่ากัน ตอนนี้สำเร็จในการเดินตามฝันของการมาเป็นนักข่าวทีวี แถมเกินความคาดหมายได้มาอยู่หน้าจอทีวี แต่ชีวิตยังไม่หยุดแค่นี้ ยังสามารถพัฒนาไปได้เรื่อยๆ ยังทำอะไรได้อีกมากมาย ถือว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ตั้งใจ ขยันทำงาน ไม่ว่าหน้าจอหรือหลังจอ หาข้อบกพร่องมาปรับปรุงแก้ไข พัฒนาให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ แต่ถ้าหากพูดถึงผู้หญิงที่สวยและเก่งนั้น ความสวยไม่ใช่สวยที่หน้าตาอย่างเดียว ความคิดต้องสวยสะอาด ฉลาดคิด มีไหวพริบ มีความเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่ ซึ่งจะส่งผลต่อบุคลิกให้ดูดี แล้วจะดูสวยไปเอง

สาวคนเก่งของรายการข่าวดังข้ามเวลาเน้นย้ำว่า ปัจจุบันนี้ผู้หญิงมีบทบาทในสังคมทุกๆด้าน มีความมั่นใจและตั้งใจในสิ่งที่ทำ เป็นผู้นำในหลายๆเรื่อง มีความเท่าเทียมกันทุกอย่างแล้วในสังคมยุคปัจจุบัน เป็นผู้บริการหน่วยงานหรือองค์กรมากมาย และจากประสบการณ์ตัวเองที่ต้นทุนชีวิตต่ำ โอกาสมีไม่มาก ค่อยๆก้าวอย่างอดทน เมื่อมีโอกาสให้รีบคว้าอย่ากลัว แล้วใช้ความขยัน มุ่งมั่น อดทน เตรียมความพร้อมอยู่ตลอด พิสูจน์ให้เห็นว่าทำได้ไม่แพ้ผู้ชาย หรือคนที่เก่งกว่า สุดท้ายแล้วผลงานที่ปรากฏจะทำให้เราเป็นที่ยอมรับเอง