คุณพัสวี ภัทรพุทธากร หรือ เจี๊ยบ รสดีเด็ด เจ้าของกิจการร้านอาหารรสดีเด็ด(สยามสแควร์ไม่มีสาขา) และรสดีเด็ดคาเฟ่ ที่เปิดขึ้นใหม่ตรงถนนบรรทัดทอง โดยร้านนี้เพิ่มเติมเมนูอาหารไทย เธอเป็นลูกสาวคนเดียว ท่ามกลางพี่ชายและน้องชาย หัวแก้วหัวแหวนของ พ่อเล็ก ภัทรพุทธากร และ แม่กัญญา แซ่เตียว เจ้าตำรับก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัว หนึ่งในตำนานของสยาม เป็นร้านที่เปิดมานานกว่า 45 ปี เติบโตอยู่ในสยามมารวมกว่า 42 ปีแล้ว เธอจึงจดจำการเปลี่ยนแปลงของสยามสแควร์ได้แทบจะทุกมุม เมื่อก่อนไม่มีใครรู้จักคำว่า สยามสแควร์ มีแต่รู้จัก คำว่า “สยาม” มากกว่า

ก่อนที่คุณพัสวี จะมาเป็นเจ้าของกิจการร้านอาหารขึ้นชื่อแห่งสยาม เธอต้องใช้ชีวิตผ่อนร้อนผ่านหนาว ฝ่าอุปสรรคกับความผกผันหลายเรื่อง เริ่มตั้งแต่การเรียน  จบการศึกษาระดับ CERTIFICATE จาก STAMFORD COLLEGE และได้ศึกษาด้านครัว ของ วิทยาลัยการโรงแรมดุสิตธานี ในรุ่นที่2 แต่เกิดเหตุการณ์ พลิกผันของคุณพ่อไปทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจประเภทบาร์แถวสีลม และอีกหลายสิ่ง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จจนเป็นหนี้สินร่วมหลายสิบล้านบาท ไม่มีใครมารับหน้าที่นอกจากคุณแม่  ภรรยาที่ถูกต้องตามประเพณี ถึงแม้พ่อจะมีผู้หญิงอีกหลายคน แต่ก็ไม่มีใครเข้ามาช่วยรับผิดชอบภาระหนี้สินที่เกิดขึ้น มีแต่เรียกร้องให้รับผิดชอบค่าเลี้ยงดูเสียมากกว่า

ขณะนั้นได้มีภรรยาของคุณพ่ออีกคนหนึ่งเปิดร้านรสดีเด็ด แต่ก็ต้องปิดตัวลงเพราะไม่สามารถดูแลกิจการ ทำให้หนี้สินเพิ่มพูนขึ้นอีก จากชีวิตวัยเรียนปกติ คุณเจี๊ยบต้องกลายมาเป็นแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวและเรียนไปด้วยจนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย คิดว่าถ้ามีโอกาสยังไงก็จะกลับไปเรียนต่อ ดั่งใจตั้งไว้ในเวลาต่อมา ด้วยความพยายามสู้ไปกับคุณแม่ในการขายก๋วยเตี๋ยวจนสามารถปลดหนี้สินจนหมด แล้วได้กลับไปศึกษาต่อจนจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเกริก คณะรัฐศาสตร์ สาขาการเมืองการปกครอง และศิลปศาสตร์ สาขานวัตกรรมการเมือง ของมหาวิทยาลัยรังสิต

“ขณะที่กำลังศึกษาได้เข้าไปร่วมทำงานกับนักวิชาการหลายท่าน มีโอกาสได้ทำงานในสายการเรียนรู้ทางด้านการเมือง แต่ก็ไม่เคยทิ้งอาชีพที่สามารถปลดหนี้สินครอบครัวได้ ยังคงเป็นแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวเช่นเดิม เมื่อมีเวลาก็ได้ไปศึกษาต่อทางด้านอาหารไทยดั่งเดิมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ ด้านอาหารไทย วัฒนธรรมทางอาหารไทย สูตรอาหารไทย ที่ สถาบัน “LE CORDON BLEU DUSIT” จนจบหลักสูตร ครัวอาหารไทย ในรุ่นที่3 ช่วงศึกษาอยู่ที่ “LE CORDON BLEU DUSIT” มีโอกาสได้ไปแข่งขัน การประกอบอาหารไทย ในงาน “THAIFEX- World of food 2012” ได้รับรางวัล “A SILVER MEDAL hot cooking culinary challenge modern Thai cuisine professional chef in Thailand ultimate chef challenge 2012” และศึกษาเพิ่มเติมในด้าน ฟู้ดสไตลิส และ เทคนิคการจัดวาง ตกแต่งอาหาร และถ่ายภาพจากอาจารย์ สุทธิพงษ์ สุริยะ ซึ่งท่านได้รับรางวัล (Gourmand Awards – Spain)” คุณพัสวี หญิงคนเก่งหัวใจแกร่ง เล่าประสบการณ์ชีวิต

คุณพัสวีบอกถึงความเปลี่ยนแปลงของสยามซึ่งเป็นทำเลร้านก๋วยเตี๋ยวรสดีเด็ดอันลือชื่อของเธอ ว่า ในแต่ละยุคของการเปลี่ยนแปลงในสยามมีหลายสิ่งเกิดขึ้นมากมาย ร้านค้าเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น มีการพัฒนารูปแบบให้เข้ากับยุคสมัย แต่ร้านรสดีเด็ดยังเป็นร้านที่คงอยู่เหมือนเดิมด้วยการบริหารสูตรของอาหาร และรสชาติให้คงที่ ดั่งที่คุณพ่อ และคุณแม่ได้ร่วมกันสร้างมา เมื่อแรกที่สยาม ร้านรสดีเด็ดเปิดอยู่ที่สยามสแควร์ซอย 2 ติดกับข้างโรงภาพยนตร์ลิโด้ หรือเรียกว่า รสดีเด็ดลิโด้ และเปิดเพิ่มที่ข้างโบนันซ่ามอลล์ ที่รู้จักกันในสมัยนี้อีกแห่ง เพราะคุณแม่ทราบมาว่า จะมีห้างมาเปิดตรงข้ามกับสยามสแควร์ คือห้างมาบุญครอง

แม่ของเธอตัดสินใจมาขยายเพิ่ม เพราะใกล้กันกับทางเชื่อมต่อเพื่อเดินข้ามไปฝั่งห้าง และเมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ โรงภาพยนตร์ลิโด้ ส่งผลให้เสียหายกับทางร้านไปด้วย หลังจากนั้นไม่นานก็ต้องปิดร้านเพราะละแวกนั้นเงียบลง เหลือแต่ที่ร้านข้างโบนันซ่า แต่หญิงคนเก่งผู้นี้ยืนยันว่า จุดผันเปลี่ยนที่ผ่านมาในชีวิตมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสุข เป็นทุกข์ เสียงหัวเราะ รอยยิ้มหรือคราบน้ำตา เลยทำให้เธอตั้งมั่นกับอาชีพแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยว เพราะตัวเธอเองได้เห็นความอดทน ต่อสู้กับทุกสิ่งทุกอย่างของคุณแม่ กลายเป็นแรงบันดาลใจในทุกสิ่งอย่าง ที่ท่านได้อุทิศให้กับอาชีพของท่านเอง ทำให้ตัวเธอรักและเคารพในอาชีพด้านนี้เช่นกัน และตัดสินใจไม่ยากที่เลือกวงการอาหารไทย และ ขนมไทย ในการทำธุรกิจร้านอาหาร ขณะเดียวกันเธอจะบอกเสมอว่า จากช่วงเวลาที่ดำเนินธุรกิจมาเป็นเพียงแค่การเริ่มต้น เพราะยังคิดว่าวงการอาหารไทยต้องไปได้ถึงระดับโลกอีกหลายสิ่ง จึงยังไม่ได้คิดว่าประสบความสำเร็จ เพียงแต่มีรากฐานที่มั่นคง และพร้อมจะไปสู่เวทีอาหารระดับโลกได้ นั่น คือ เป้าหมายในอนาคตที่ตั้งใจไว้

ทิ้งท้ายคุณพัสวีบอกเคล็ดไม่ลับในการทำงาน ทำการค้า หรือจะทำอะไรก็แล้วแต่เป็นคติประจำใจ ว่า ทำทุกอย่างด้วยความรัก และซื่อสัตย์ต่อคำพูดของตนเอง ส่วนคำว่า Working woman เธอให้ความเห็นว่า ความหมายของคำนี้น่าจะมีมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้ว เพราะเมื่อผู้ชายต้องออกไปทำสงคราม เหล่าบรรดาผู้หญิงก็ต้องดูแลครอบครัว ดูแลบ้านต้องเปลี่ยนสถานภาพกลายเป็นหัวหน้าครอบครัวแทนผู้ชาย และต้องทำทุกอย่างเหมือนผู้ชายให้ได้ ถึงแม้จะดูบอบบาง แต่แฝงไปด้วยความเข็มแข็ง ทำหน้าที่หลายอย่างให้ดีเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งพึงทำได้