ครูผู้มากลูกศิษย์กระจายไปตามสังกัดทั่วประเทศ สร้างเบ้าหลอมให้นักสืบคนแล้วคนเล่านำเอาตำราไปตามล่าอาชญากรสารพัดรูปแบบ
ปัจจุบัน พล.ต.ท.ศรกฤษณ์ แก้วผลึก อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังไม่เลิกเพาะเมล็ดพันธุ์ ยังเดินสายถ่ายทอดวิทยายุทธ์ให้นักเรียนหลายหลักสูตรของกองบัญชาการศึกษาตามความถนัดเหมือนเดิม
ชาวกรุงเกิดในครอบครัวที่พ่อแม่เป็นตำรวจชั้นประทวนสังกัดกองทะเบียนประวัติอาชญากร เข้ารั้วโรงเรียนประจำที่ ภปร.ราชวิทยาลัย รุ่น 8 อยากเป็นตำรวจเหมือนพ่อ แต่ไม่ได้สอบโรงเรียนนายร้อยด้วยความรู้สึกว่า ตัวเองมีทักษะ ไปเป็นผู้บังคับหมู่กองทะเบียนประวัติอาชญากรเหมือนพ่อกับแม่จากรากฐานคนที่ไม่มีอะไร ไม่มีเส้น ไม่มีสาย ไม่มีรุ่น ก่อนเรียนนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เอาวุฒิปริญญาตรีเข้าหลักสูตรการฝึกอบรมข้าราชการตำรวจและบุคคลที่บรรจุหรือโอนมาเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรรุ่น 3
เจ้าตัวเล่าว่า อยากทำงานโรงพัก สอบได้คะแนนดี เลือกเป็นรองสารวัตรป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลบางกอกน้อย เป็นเรื่องอะไรที่ไกลเกินฝันมากแล้ว เพราะเป็นชั้นประทวน ไม่มีอะไรเลย กลายเป็นนายตำรวจของโรงพักในนครบาลเกรดดี ทำงานระยะหนึ่งเข้าตาสารวัตรใหญ่มองเห็นหน่วยก้านดีในจังหวะโจรตี๋ใหญ่มาปล้นในพื้นที่
“สารวัตรใหญ่เรียกประชุมกันบอกว่าเอาไอ้ศรกฤษณ์นี่แหละไปเป็นชุดเฉพาะกิจตามล่าตี๋ใหญ่” พล.ต.ท.ศรกฤษณ์รับว่า เป็นคำสั่งออกทำงานที่ไม่รู้อะไรเลย ผู้ใหญ่ให้ไปโน่นไปนั่นเอากำลังสายสืบมาเซ็ตระบบ แล้วไปทำอะไรบ้าง ไม่เคยมีประสบการณ์ ตรงนี้คือจุดที่ทำให้เราต้องพัฒนาหน่วยสืบสวน เวลาสอนจะบอกลูกศิษย์เสมอ ว่า ไม่ตายก็บุญแล้ว
ด้วยความเป็นตำรวจหนุ่มไฟแรงลุยเข้าพื้นที่บ้านเกิดของตี๋ใหญ่ตั้งแต่บ้านแพ้วยันดำเนินสะดวก ทั้งบ้านพ่อ บ้านเมียบุกเข้าค้นหมด แต่ไม่มีองค์ความรู้อะไรด้วยซ้ำ เป็นการทำงานสืบสวนโดยไม่มีเบสิกเป็นเหตุให้ต้องกลับมาทบทวนการทำงานใหม่ เมื่อครั้งย้ายมาอยู่กองบัญชาการศึกษา หลังเปิดตำแหน่งอาจารย์สืบสวน “ผมอยากเรียนสืบสวนมาก เพราะอยากไปทำงานสืบสวน สมัครเป็นอาจารย์จากที่ไม่มีอะไรไปเหมือนกัน สอบนักเรียนก็ตายสิ คิดในใจเลยว่า เราต้องคิด ต้องหาไอดอลเราก่อน”
เขามองไปถึงไอดอลนักสืบยุคนั้น อาทิ ประมวลศักดิ์ ศรีสมบุญ ปรีชา ธิมามนตรี พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ สฤษฎ์ชัย เอนกเวียง กระทั่งได้ปรีชา ธีมามนตรี ขณะนั้นเป็นรองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาลพระนครเหนือชวนไปติวทักษะแบบครูพักลักจำ “วันดีคืนดี แกบอกว่า มึงต้องไปอเมริกากับพี่ ก็ถามว่า ไปทำอะไร แกบอกว่า เออ มึงไปกับพี่ บินไปอเมริกาฝึกหลักสูตรโครงการต่อต้านการก่อการร้าย นั่นคือ วันสตาร์ตอัพความรู้ของผมครั้งแรกในชีวิตเลย ในการไปเรียนที่รัฐหลุยส์เซียนน่า พร้อมกับ ธีระวัฒน์ ณ ป้อมเพ็ชร อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร ไพฑูรย์ มณีอินทร์ ธีรชาติ ธีรชาติธำรง กลับมาสร้างความคิดว่า มันมีโนวเลจแบบนี้อยู่ในโลกปัจจุบัน”

หลังจากนั้นเขาได้รับโอกาสเดินทางไปอบรมอีกหลายหลักสูตรสำคัญโดยเฉพาะเอฟบีไอเป็นหลักสูตรสร้างนักสืบจริงๆ พล.ต.ท.ศรกฤษณ์บอกว่า คือ หัวใจของนักสืบทั่วโลก ด้วยความอยากไปดูพวกเขาจัดอบรมถึงต้องขอเดินทางไปศึกษา อยากเห็นการสืบสวนคดีค้างเก่า คดีที่คลี่คลายไม่ได้เอามาสอนตำรวจนักสืบเมืองไทยว่า เริ่มนับหนึ่งตรงไหนก่อน ปกติเราต้องไปหาพยานมา แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ ที่นั่นสอนการเก็บรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุด เราไม่รู้เรื่องเลยว่าอะไรเกิดขึ้น ตัวคนร้ายจะไปตามได้อย่างไรจะไปตามจับไม่ต้องคิด ทำให้เราคิดออก
เก็บเกี่ยวตำรากลับเมืองไทยสร้างหลักสูตรสืบสวนคดีอาญารุ่นพิเศษที่ พล.ต.ท.วรรณรัตน์ คชรักษ์ รับคำสั่งจาก พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อธิบดีกรมตำรวจขณะนั้นให้เอาทีมมาปั้นนักสืบรุ่นใหม่ มีไอดอลระดับอาจารย์นักสืบนั่งกันเต็มห้องประชุม ถกกันจริงจังว่า อยากได้นักสืบแบบบไหน เขาทาง พล.ต.ท.ศรกฤกษณ์ที่นำเสนอพิมพ์เขียวจากหลักการของเอฟบีไอมาเป็นตำราสร้างนักสืบต้นแบบกลายเป็นที่มาของ 30 ทายาทนักสืบของตำรวจนครบาล กำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะเข้ามาเรียนต้องเคยทำงานสอบสวน มีผลงาน และผู้บังคับบัญชารับรอง


สำหรับการจัดการหลักสูตร พล.ต.ท.ศรกฤษณ์เดินทางไปอเมริกาอีกรอบในฐานหัวหน้าคณะเป็นหลักสูตรสร้างครูฝึก ได้แนวคิดของฝรั่งเชิงระบบ เอาหนักสติกเส้นหนึ่งยาวประมาณ 12 นิ้วให้ดูแล้วถามว่า เข้าใจอะไร ให้ยืดได้หดได้ ถึงเข้าใจเลยว่า การทำหลักสูตรฝึกอบรมต้องไม่ยืด ไม่หด ต้องเป็นมาตรฐาน บอกให้ดีไซน์หลักสูตรขึ้นมา ย้ำว่า เมื่อ 10 ปีที่แล้วก็เรียนกันแบบนี้ แต่โลกใบนี้เปลี่ยนไปแล้ว เทคโนโลยีนำหน้าไปมาก เราแทบไม่รู้จัก คนร้ายอำพรางตัวหลบซ่อน ถือว่า ได้เปิดความคิดเราในการเป็นนักเรียนสืบสวนแบบโกอินเตอร์
“ผมไม่ใช่นักสืบมาจากพื้นฐานเดินดิน ไปหิ้วคนมา ผมมาจากความคิดที่อยากจะเป็นนักสืบเท่านั้นเอง พอมาอาจารย์วรรณรัตน์ คชรักษ์พูดว่า วิทยาศาสตร์ต้องนำการสืบสวน เราเก็ตเลย ถึงมาสร้างความคิด ในเรื่องของการพัฒนานักเรียนสืบสวนให้เป็นปัจจุบัน” อาจารย์โรงเรียนนักสืบอธิบายความและบอกว่า หลักสูตรสืบสวนของตำรวจตั้งแต่ปี 2495 สมัย พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เป็นอธิบดีกรมตำรวจเดินทางไปประเทศอังกฤษเห็นโรงเรียนสกอตแลนด์ยาร์ด แล้วบอกทำไมประเทศไทยไม่มีแบบนี้บ้าง กลับมาถึงสร้างหลักสูตรสืบสวนรุ่นที่ 1 คิดอย่างเดียวว่า ตำรวจไทยต้องแบบนี้
จากวันนั้นถึงปัจจุบันผ่าน 70 กว่าปีแล้ว มีหลักสูตรสืบสวนแล้ว 114 รุ่น พล.ต.ท.ศรกฤษณ์ยืนยันว่า ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนน้ำไม่เต็มแก้ว น้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต ใครสอบอะไรมาเอาหมด กระทั่งวันหนึ่งต้องลงไปพัฒนางานสืบสวนให้ตำรวจ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คัดลูกศิษย์ฝีมือดีลงไป 40 ชีวิตตามคำสั่งของปรีชา ธิมามนตรี โทรไล่หาทุกคน ไม่มีใครปฏิเสธ ได้นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ไพฑูรย์ มณีอินทร์ไปด้วย
“ตำรวจพื้นที่ ไม่เคยจับคนร้ายตามหมายจับได้ พอชุดเราลงไปจับได้ทุกคน คนร้ายยังสงสัยถามว่า พวกพี่มาจากกรุงเทพฯ ตามจับผมได้อย่างไร ผมคนพพื้นที่ เตะตระกร้ออยู่ข้างโรงพัก ไม่มีใครจับ เพราะพวกเราไปสร้างแนวการสืบสวนให้ใหม่จากร่องรอยของพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ไม่มีการทำร้าย ซ้อมทรมาน อาศัยการสร้างสัมพันธภาพ”
พล.ต.ท.ศรกฤษณ์เล่าอีกว่า นอกจากสร้างโมเดลการสืบสวนในชายแดนภาคใต้แล้ว ยังมีโอกาสไปตามแกะรอยตามหาลูกครึ่งอิตาลีญี่ปุ่นหายตัวไปในเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิเหมือนมีโอกาสได้ทำบุญ สืบสวนจนทราบว่า เสียชีวิตแล้วมีคนนำร่างไปเผาได้เหล็กดัดฟันไปเทียบกับแม่พิมพ์ฟันที่พ่อเอามาจากญี่ปุ่น เรียกว่า เป็นวิทยาศาสตร์ทั้งนั้น นี่คือ การใช้วิทยาศาสตร์นำงานสืบสวนอย่างที่ท่านอาจารย์วรรณรัตน์พูด
อดีตรองผู้บัญชาการศึกษาบอกด้วยว่า ปัจจุบันมีคนวิ่ง ทั้งเต้น ทั้งฝากมาเป็นนักเรียนสืบสวนเยอะมาก เป็นข้อคิดเสมอว่า โรงเรียนสืบสวนพัฒนาจากรากหญ้าจริงๆ จากเบสิกจริงๆ ในปี 2495 มาแล้ว 114 รุ่น จากการที่ทำงานกันมาในสนาม เราจำเป็นต้องสร้างนักสืบรุ่นใหม่ แล้วเราไม่รู้ว่าจะเอาความรู้ที่ไหนไปสร้าง ไม่รู้จะเอาโรงเรียนที่ไหนไปทำ ทำให้เกิดโรงเรียนสืบสวนขึ้นมา แต่เราไม่เรียกโรงเรียนสืบสวน เราเรียกว่า หลักสูตรการสืบสวนคดีอาญาสร้างไม้งามขึ้นมา เพราะหลายครั้งหลายคราวที่การคลี่คลายไม่ได้ ต้องให้นักเรียนนักสืบเหล่านี้ลงไปช่วยทำ ถือเป็นเอนกอนันต์ต่อสังคม
ย้อนกลับไปเส้นทางชีวิตของ พล.ต.ท.ศรกฤษณ์ หลังพ้นตำรวจรองสารวัตรป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลบางกอกน้อยได้ขยับเป็นนายเวรท่านชวลิต มนตริวัต แล้วไปเป็นรองสารวัตรกองกำกับการ 7 กองบังคับการปราบปราม สมัย วิรัช ชุติมิต เป็นผู้กำกับ ทำงานปราบปรามยาเสพติด จับฝรั่งชาวสวีเดนโกงเงินคนแก่เปิดโรงแรมอยู่พัทยา ชลบุรี ถูกเสนอเงินสินบน แต่ไม่สนใจ เพราะถือว่า ทำตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ปรากฏว่า พล.ต.อ.เภา สารสิน อธิบดีกรมตำรวจ เรียกตัวด่วนไปพบให้เดินทางเอาผู้ต้องหาไปส่งสวีเดนคืนนั้น ทำหนังสือพิเศษไปที่กรมการกงสุล
ถึงสวีเดนตอนเช้ามือ พล.ต.ท.ศรกฤษณ์เล่าบรรยากาศว่า เหมือนดารามีนักข่าวถ่ายรูปเต็มไปหมด ยืนไมด์สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษเกี่ยวกับเรื่องไม่ยอมรับสินบน รุ่นพี่ที่ไปด้วยเป็นนักเรียนนอกช่วยตอบว่า เป็ฯหน้าที่ของเรา คือ จับกุมแล้วมาส่งตามหมายจับของอินเตอร์โพล หลังจากนั้นตำรวจขอถ่ายภาพด้วย ไม่ต่างฮีโร่ พาไปดูงานหน่วยสืบพิเศษของสวีเดน อธิบาย เรื่องเทคโนโลยี ทำให้ต้องกลับมาใช้พัฒนาน้อง ๆ ขึ้นมา
ต่อมาเป็นเหมือนโบนัส ผู้เป็นนายให้ย้ายไปอยู่สำนักงานตำรวจคนเข้าเมือง เพราะหน้าช้ำ ล่อซื้อยาเสพติดไม่ได้แล้ว “ผมชอบงานบู๊ ผมฝันว่าอยากเป็นนักสืบ ผมชอบแล้วงานตรงนี้ ได้จับคนร้าย ประกอบกับภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง ไปทำงานแบบไหนก็ไม่รู้ แต่นายบอกให้ไป ท้ายที่สุดหลงระเริงอยู่ตรวจคนเข้าเมืองอยู่เกือบ 10 ปี จนผู้เป็นนายขึ้นผู้ช่วยผู้บัญชาการศึกษา ถึงย้ายมาเป็นอาจารย์สืบสวนยาว”
ไต่ตามลำดับจนเป็นหัวหน้าภาควิชาสืบสวน ก่อนขึ้นเป็นผู้บังคับการฝึกอบรมตำรวจกลางคนแรกหลังปรับโครงสร้างยกระดับหน่วยนาน 4 ปี ร่วมพัฒนาศูนย์ฝึกยุทธวิธีตำรวจที่ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา สมัย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ตามแนวคิดต้องมี 5 อย่าง คือ สถานที่ ตัวหลักสูตรฝึกอบรม อุปกรณ์เครื่องช่วยฝึก ผู้บริหาร และงบประมาณการจัดการ
เขายอมรับว่า การศูนย์ฝึกยุทธวิธีตำรวจที่หนองสาหร่ายพัฒนาขึ้นมาเป็นกองบังคับการไม่ง่าย ต้องผ่านความเห็นชอบของผู้บังคับบัญชาทุกระดับ ตั้งผู้บังคับบัญชาระดับกองบัญชาการศึกษาเอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล กระทั่งสำเร็จสมัย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เป็นสิ่งที่สร้างมาจากเนื้อนาบุญจริงๆ ได้งบประมาณจากโครงการช่วยเหลือเพื่อการต่อต้านการก่อการร้าย (Anti-Terrorism Assistance Program : ATA) ของสหรัฐอเมริกามาช่วยทำศูนย์ฝึกที่สมบูรณ์แบบทันสมัยตามมาตรฐานสากล
อาจารย์ตำรวจวัยเกษียณเล็งเห็นปัญหาว่า ในอดีตการติดตามจับกุมไล่ล่า ตำรวจไม่เคยนั่งรถฝึกอย่างจริงจัง เปิดไซเรนไม่รู้จัก ขับไม่เป็น เราทำใหม่หมด เนรมิตหนองสาหร่ายให้มีสนามขับรถ ต้องมีรถฝึก สายตรวจที่ขี่มอเตอร์ไซค์เป็น เอามอเตอร์ไซค์ไปฝึกจริง ไม่มีปืนกึ่งอัตโนมัติ มีแต่รีโวลเวอร์ .38 ฝึกในหลักสูตร แค่ทำปากเป้ง ๆ ต้องให้ทำงบประมาณขึ้นมาจนร้องห่มร้องไห้บอกไม่ได้ ทั้งตำรวจต้องไปกู้เงินซื้อปืนกล็อก 19 ซื้อปืนซิกซาวเออร์ ไม่ซื้อหรือรีโวลเวอร์ ปืนลูกโม่ลูกโม่ กระสุน 6 นัดแล้วจะฝึกไปทำอะไร ถึงของบประมาณมาใช้ในศูนย์ฝึก รวมถึงโรงเรียนนายร้อยตำรวแจกปืนกึ่งอัตโนมัติ 9 มม.รวมถึงกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนด้วย

“ทุกหน่วยที่เป็นหน่วยฝึกทั้งหมด ต้องเหมือนกัน ผมไม่มีใต้โต๊ะ ไม่มีเปอร์เซ็นต์ พร้อมจะให้เสมอ วันหนึ่งอยากได้ปืนกลมือเอาไว้ให้ฝึก ปืนที่ดีที่สุดเวลานี้คือ เอ็มโฟร์ ต้องโคลท์ นำเสนอท่านจักรทิพย์ ชัยจินดา ก็มีคนที่เสียประโยชน์ เพราะมีหลายค่ายมาโจมตีผม บอกว่า ได้ไปเท่าไหร่ ผมบินไปอเมริกาไปดูงานโคลท์ ท่านจักรทิพย์พูดต่อหน้าเลย ถ้าไม่ดีไม่ต้องเอา ใต้โต๊ะไม่มี เอาของดีที่สุดให้ตำรวจเราใช้งาน ผมฟังคำแกแม่น ทำให้ทุกโรงพักได้จากตรงนี้” พล.ต.ท.ศรกฤษณ์ว่า
“ผมไม่มีใต้โต๊ะต้องเอาของดีที่สุดให้ตำรวจไปใช้งาน คิดดูเอาว่า วันหนึ่งลูกน้องเราไปยิงกับคนร้าย แล้วปืนขัดลำกล้อง ถ้าจากการที่เราไปรับใต้โต๊ะมาอย่างนี้ มันชีวิตเขาเลย แล้วผมจะเอาหน้าตรงไหนไปบอกกับลูกเมียเขา ไปบอกกับพ่อแม่เขา อ๋อ ปืนที่ท่านซื้อมานี่ ทำให้ลูกฉันตาย ผมไม่ทำเด็ดขาด”
ใช้เวลาเป็นผู้บังคับการฝึกอบรมตำรวจกลางนาน 4 ปี ขึ้นรองผู้บัญชาการศึกษา และได้ตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติปีสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ พล.ต.ท.ศรกฤษณ์อยากฝากข้อคิดถึงนักสืบรุ่นหลังว่า วันนี้ทุกคนเห็นสังคมเปลี่ยน ประชาชนไม่กลัวตำรวจ ประชาชนรู้เยอะ ปัญหาคือ ตำรวจควรจะพัฒนาเปลี่ยนแปลงตัวเองยังไง ต้องกลับมาคิดว่า เราเป็นตำรวจดีหรือไม่ เคยผ่านงบประมาณหลายพันล้านบาทได้มาจากภาษีของประชาชน เราถึงควรเอาเงินพวกนี้มาช่วยประชาชน ด้วยการสร้างตำรวจเก่งๆ
“ผมไปจับคนร้ายสวีเดน จับยาเสพติดหลายร้อย หลายพันเคส ผมทำความดีมาตลอด ถ้าผมตัดสินใจรับเงินครั้งเดียว ความดีที่ทำมาทั้งชีวิต จบเลย จะไปสอนลูกศิษย์ได้อย่างไรเพราะไอ้คนที่ไปรับกับเราจะบอกว่า ผมดี แท้จริงมึงก็เหี้ยเหมือนกูแหละ ฉะนั้นสิ่งที่พี่อยากจะฝาก คือ การจะเป็นตำรวจดี หรือตำรวจเลว มันอยู่แค่ช่วงเสี้ยววินาทีการตัดสินใจ ไปจับยาเสพติด ไปทำอะไรก็แล้วแต่ที่มีผลประโยชน์ ถ้าเอ็งรับตังค์ จบเลยนะ ไม่ต้องบอกว่าลูกศิษย์ผม อย่ามาอ้างว่า พลาด ไม่ต้องมาคุยเรื่องนี้กับผม”
ทิ้งท้ายเขาต้องการเห็นความยุติธรรมของตำรวจในการทำงาน ความเป็นมืออาชีพ ทฤษฎีตำรวจ ไม่มี หลักสูตรสืบสวนสอนให้เป็นมืออาชีพ การเรียนสืบสวนบ่งบอกถึงความเสี่ยงถึงการทำงานที่มีความล่อแหลมในทำงานมาทั้งชีวิต แต่คอร์รัปชั่นแค่ครั้งเดียว ความก้าวหน้าของตัวเองหมด กระทบถึงไปถึงพ่อแม่ วงศ์ตระกูล การจำเป็นตำรวจที่ดีถึงต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน
ศรกฤษณ์ แก้วผลึก !!!

