เรื่องราวของ “บ้านธรรมวัฒนะ” กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง เปรียบเสมือนนวนิยายเรื่องยาวที่ยังไม่มีใครตอบได้ว่าจะสิ้นสุดอวสานเมื่อใด พี่น้องในตระกูลที่เคยรักใคร่ปรองดองสามัคคีกันกลับต้องแตกแยกออกเป็น 2 ขั้ว มีคดีฆาตกรรมลึกลับซับซ้อนชวนขนลุกที่ยังคงเป็นปริศนาต่อเนื่องยาวนานมานับสิบปี

จนสังคมพากันกล่าวขานว่าเป็น “ตระกูลมรดกเลือดนับพันล้านบาท”

เริ่มต้นตั้งแต่ น.ส.กุสุมา ธรรมวัฒนะ ลูกสาวคนที่ 3 ของนางสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ ถูกผู้เป็นอาจ้างมือปืนมายิงตายสยองเพราะขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์กองมหาศาลภายในตลาดยิ่งเจริญ ที่หลานสาวได้สิทธิ์เป็นผู้ดูแลตลาดอยู่

คดีนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถคลี่คลายปมสังหารและสามารถจับกุมมือปืนกับผู้บงการไปดำเนินคดีได้ แต่มันส่งสัญญาณถึงจุดเริ่มความวุ่นวายในครอบครัวธรรมวัฒนะที่มีบุคคลที่สามมุ่งเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ และยิ่งก่อตัวชัดเจนขึ้นทันทีที่นางสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ เสียชีวิตทิ้งพินัยกรรมมรดกหลายพันล้านบาทให้ลูก ๆ ที่เหลือทั้ง 9 คน

นางนัยนา ตามประกอบ ลูกสาวคนที่ 8 ถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม มีชนวนพิพาทมาจากเรื่องพินัยกรรมของผู้เป็นแม่ที่พี่น้องกำลังถกเถียงกันอยู่ว่าใครทำปลอมแปลงขึ้นมาให้อีกฉบับหรือไม่ สาวไปสู่การฟ้องร้องชิงกองมรดกของน้องสาวกับ พ.ต.ท.สมาน ตามประกอบ สามีของนางนัยนา

จู่ ๆ “ผู้ใหญ่แดง” นายเทอดชัย ธรรมวัฒนะ พี่ชายคนโตที่เกิดจากสามีเก่าของแม่ก็โดนอุ้มหายสาบสูญ บรรดาพี่น้องมั่นใจว่าเกี่ยวข้องพัวพันต่อเนื่องกับการตายของนางนัยนา มีผู้ต้องสงสัยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ขาดพยานหลักฐานเอาผิดเพราะไม่เจอร่างผู้ใหญ่แดง

ผ่านมานานหลายปี อุณหภูมิเดือดในบ้านธรรมวัฒนะร้อนระอุทะลักจุดแตก เมื่อนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ อดีต ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชากรไทย พี่อีกคนยิงตัวตายปริศนาในห้องนอนของนายนพดล ธรรมวัฒนะ น้องชาย

คราวนี้รุนแรงถึงขั้นถูกมองกันว่า “พี่น้องฆ่ากันเอง”

นายนพดล ตกเป็นฆาตกรในสายตาของคนในสังคม ก่อนเป็นจำเลยตัวจริงในกระบวนการยุติธรรม หลังจากมีการรื้อฟื้นคดีการเสียชีวิตของนายห้างทองขึ้นมาอีกครั้ง พาหลักฐานนำไปสู่การขออนุมัติหมายจับข้อหาฆาตกรรมพี่ชายตัวเอง

แล้วความวุ่นวายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านธรรมวัฒนะจะยุติลงจริงหรือ

 COP’S MAGAZINE  ขอพาท่านผู้อ่านบุกคฤหาสน์มูลค่านับร้อยล้านของทายาทตลาดยิ่งเจริญเปิดความในใจของ นพดล ธรรมวัฒนะ กับสภาพบรรยากาศของบ้านธรรมวัฒนะในวันนี้ที่มรสุมร้ายกำลังจะจางหายไป

บ้านที่สังคมรอบข้างมองดูท่าทีแล้วน่าจะสงบเยือกเย็นลง หลังจากเห็นพี่น้องต่างขั้วจับมือกัน แม้ตัวคุณนพดลเองยังอยู่ระหว่างสู่คดีพิสูจน์ความจริงว่าไม่ใช่ฆาตกรฆ่าพี่ชาย

“ ผมเป็นลูกชายคนที่ 4 ตั้งแต่เล็กเติบโตมากับความทรงจำที่น่าประทับใจ รับรู้ถึงสถานะที่ลำบากยากจนของคุณแม่ ที่บางครั้งท่านยังบ่นให้ฟังว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือความยากจน และนั่นคือสิ่งที่ผมเรียนรู้จากคุณแม่ถึงการใช้ชีวิตที่ต้องดิ้นรน ปากกัดตีนถีบเพื่อเอาชนะโชคชะตา” นพดลเริ่มต้นเล่าเรื่องราวของตระกูล

สมัยที่แม่ยังมีชีวิตพี่น้องทุกคนรักกันดีมาก แม้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นต่าง ๆมากมายในช่วงเวลาที่แม่สุวพีร์เริ่มมีฐานะเป็นเจ้าของตลาดยิ่งเจริญ ตลาดสดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย กลายเป็นตำนานความผูกพันฝังรากลึงในสายเลือดของแม่สุวพีร์ที่มีต่อบรรดาพ่อค้าแม่ค้าและผู้คนย่านสะพานใหม่

กระทั่งแม่เสียชีวิตลง คุณนพดลเล่าว่า ต้องรับรู้และแก้ปัญหาต่างๆ ของพี่น้องมาตลอด มีความซับซ้อนในการดำเนินกิจการทั้งในคดีความที่เกิดขึ้น เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตอย่างผิดธรรมชาติของพี่น้องในครอบครัว พี่กุสุมาถูกยิงเสียชีวิตในตลาด น้องนัยนา ถูกฆาตกรรมอำพราง ผู้ใหญ่แดงพี่ชายโดนอุ้มหายไป ในที่สุดก็เป็นพี่ห้างทอง พี่ชายที่สนิทสนมร่วมใช้ชีวิตกันในต่างประเทศ ทำงานด้วยกันมาตลอด

“พี่ห้างทองจบชีวิตด้วยการยิงตัวตายในห้องนอนผม ท่ามกลางความโศกเศร้าและสับสน ผู้คนพากันมองหาฆาตกร เพราะความเชื่อของหลายคนที่ไม่รู้เรื่องจริงอันเกี่ยวข้องกับพี่ห้างทองและครอบครัวของผมถ่องแท้ ต่างมองกันว่าไม่น่าจะมีเหตุผลใดที่ทำให้พี่ห้างทองทำร้ายตัวเอง และผมเป็นคนเดียวที่อยู่ใกล้เหตุการณ์มากที่สุด สังคมจึงประณามว่า ผมฆ่าพี่ห้างทอง”

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้ ทายาทเจ้าของตลาดชื่อดังบอกว่า เกิดจากสภาพเศรษฐกิจ พี่น้องทุกคนได้แบ่งสันปันส่วนกองมรดกของแม่ บางคนกลับเอาเงินเอาทองไปใช้ในทางไม่ถูก ไม่อยู่ในฐานของคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงเลยเริ่มมีปัญหา เอาเงินของน้องสาวและผู้ใหญ่แดงไปใช้

“พี่ห้างทอง ทำงานทางการเมืองใช้เงินเยอะมาก อาศัยเงินกงสี หมดไปหลายร้อยล้านบาท ปัญหาจึงเกิด ผมกับอาจารย์มาลิการ์ หลีระพันธ์ น้องสาวเห็นว่าไม่ถูก เงินของน้องต้องเป็นของน้องไม่ควรเอาของเขามา สุดท้ายจะตัดน้องบางคนออกจากกองมรดก มีเงินหายไปเป็นจำนวนมาก ที่สุดเรื่องถึงผู้จัดการมรดกออกคำสั่งต้องเอาเงินมาคืน กลายเป็นความขัดแย้ง เพราะหลายคนไม่สามารถนำมาคืนได้”

ต่อมาห้างทองฆ่าตัวตาย กลายเป็นชนวนหนักกว่าเดิม นายตำรวจชุดแรกลงมาคลี่คลายคดีสรุปเป็นการฆ่าตัวตาย พอปี 2546 หมอพรทิพย์ โรจนสุนันท์ รื้อฟื้นคดีอ้างว่ามีการร้องขอจากญาติพี่น้องสร้างกระแสใหม่กลายเป็นข่าวดังครึกโครม

 “ผมไม่ใช่เป็นแค่จำเลยสังคมแล้ว ตกเป็นจำเลยของศาลด้วย มันทำให้ผมต้องต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความจริง” นพดลระบายความรู้สึก

กระบวนการต่อสู้นำไปสู่การคลี่คลายในระดับใหญ่ มีการผ่าศพนายห้างทองครั้งที่ 3 ที่ละเอียดมากกว่าทุกครั้ง มีคณะแพทย์มากที่สุดในโลกก็ว่าได้ ถึงมีการพิสูจน์ให้เห็นว่า บางคนกระทำความผิดมากมาย ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ทำรายงานตรวจสอบเป็นเท็จ ให้พนักงานสอบสวนเชื่อว่า มีความผิดอาญาเกิดขึ้น

“สร้างความเสียหายให้กับผมทั้งทางตรงทางอ้อม กระเทือนถึงลูกหลาน และธุรกิจ ผมจึงจำเป็นต้องฟ้อง แม้ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ผมว่าเป็นการทรยศต่อประเทศชาติบ้านเมือง ทำลายกระบวนการยุติธรรม ทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างแท้จริง เรื่องแบบนี้ถ้าเกิดขึ้นกับใครสักคนที่ไม่มีศักยภาพในการต่อสู้แล้วคงแย่โทษของผมคือประหารชีวิต สิ่งที่แกทำคือสร้างหลักฐานเท็จ ผมต้องการให้เป็นแบบอย่าง เป็นบรรทัดอุทาหรณ์สอนคนไม่ให้ข้าราชการลุแก่อำนาจเพื่อหวังประโยชน์สร้างลาภยศแก่ตัวเอง”

ถามว่าบ้านธรรมวัฒนะจะมีความสงบพี่น้องกลับมาสามัคคีกันได้หรือไม่ นพดลยิ้มแล้วส่ายหัวบอกว่า สิ่งที่จะสร้างความสงบคือกฎหมาย น้อง ๆ บางคนมีความเชื่อในทางที่ผิด สิ่งที่จะทำให้สงบแท้จริงคือความเคารพต่อกฎหมาย เพราะผ่านการคุยมามากแล้ว อธิบดีศาลยังเปลี่ยนไปหลายคน เคยจับมือกันหน้าศาลถ่ายรูปต่อหน้าสื่อมวลชน พอวันเซ็นสัญญาจ่ายเงินก็เป็นเรื่องอีก

ลูกชายเจ้าของใหญ่ตลาดยิ่งเจริญให้เหตุผลว่า สาเหตุของเรื่องทั้งหมด เพราะมีคนนอกเข้ามายุ่ง ประสงค์กอบโกยประโยชน์ ไม่คำนึงถึงศีลธรรมจริยธรรม พี่น้องทะเลาะกัน อีกฝ่ายก็ทุ่มค่าใช้จ่ายให้เข้ามาช่วย เป็นเพราะบุคคลที่สามชักใย หวังผลประโยชน์ในตระกูล

“พี่น้องแบ่งมรดกไปคนละ 200ล้านบาท เป็นคนธรรมดาใช้ถึงลูกหลานก็ไม่หมด แต่บางคนไม่อยู่ในพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียง ลงเล่นการเมืองหมดไปไม่ต่ำกว่า 600 ถึง 700 ล้านบาท เฉพาะแค่เงินกงสีช่วยไปไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท เงินของเขาที่ได้แบ่งไปอีกหลายร้อยล้านบาท ทุกวันนี้ยังเป็นหนี้อยู่เลย ตอนเกิดเหตุใหม่ ๆ ผมก็พยายามบอกว่าพี่เขาเป็นหนี้ มีปัญหาหลายเรื่อง แต่ไม่มีใครเชื่อ นับจากวันนั้นถึงวันนี้เกือบ 8 ปีแล้ว ยังมีหนี้อยู่ 50 กว่าล้านบาท มีหลักฐานชัดเจนอยู่ในศาล ขณะนั้นผมพูดอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อ เป็นมหาเศรษฐี กำลังจะแต่งงาน รับทรัพย์มรดกไปเป็นหมื่นล้านใช้อย่างไรก็ไม่หมด ไม่มีเหตุผลที่จะฆ่าตัวตาย สังคมให้ความสำคัญกับการสร้างภาพ หลอกลวง โดยไม่คำนึงถึงพยานหลักฐาน สื่อมวลชนทำตัวเป็นนักสืบไปด้วย”

“ทำไมคดีการตายของนัยนาน้องสาวผม  ไม่มีใครคิดจะรื้อ ช่วงนั้นผมก็เรียกร้อง รื้อคดีแล้วจะได้หลักฐานว่า ทำไมพี่ห้างทองคิดฆ่าตัวตาย แต่ไม่มีใครทำ เพราะจะพันไปถึงคนหลายคน ตรงกันข้ามผมกลับถูกอำนาจรัฐคุกคาม เอาผมเป็นเหยื่อ ถูกกล่าวหาต้องโทษประหารชีวิต ไปไหนมาไหนถูกสังคมประณามว่า เป็นฆาตกรฆ่าพี่ชาย ไม่เครียดต้องเครียด แต่ท้ายที่สุดความจริงก็คือความจริง มันพิสูจน์ได้ แม้อำนาจรัฐไม่พยายามแสวงหาความจริง พยายามสร้างหลักฐานเท็จเอาเราไปเป็นแพะ ผมยังเชื่อในเรื่องเวรกรรม มันตามสนองเร็วมากในสมัยนี้” นพดลระบุ

จำเลยคดีฆ่าพี่ชายตัวเองบอกด้วยว่า เรื่องราวของคดีที่เกิดขึ้นกลายเป็นกรณีศึกษาในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นหลักสูตรการสืบสวนสอบสวนให้นักเรียนนายร้อยตำรวจ เพราะตอนผ่าศพพี่ชายครั้งที่ 2 เป็นข่าวครึกโครม พยายามใช้สื่อปลุกกระแสบอกไม่มีมนุษย์รายใดที่จะฆ่าตัวเองได้ เพราะบางคนอ้างว่า บาดแผลประสุนปืนอยู่หลังกกหูขวา

 “คนก็ฮือฮา ขนาดตระกูลเจียวรานนท์ยังบอกว่า โอ้โห มันยิงมาจากข้างหลังนี่หว่าเพราะว่าบาดแผลอยู่หลังกกหูขวา ประชาชนสังคมเชื่อไปหมด เราพูดเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง ท้ายที่สุด ทำให้กระบวนการยุติธรรมด่างพร้อย นิติวิทยาศาสตร์เสียหาย ที่ร้ายไปกว่านั้นคือข้าราชการในกระบวนการยุติธรรมใช้อำนาจรัฐเข้ามาคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน”

นพดลทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า ความวุ่นวายของพี่น้องธรรมวัฒนะจะระบาดไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานหรือไม่นั้น ไม่ทราบ แต่วันนี้อาบางคนยังฟ้องนายจังหวัด ธรรมวัฒนะ หลานในไส้ ลูกชายของพี่ห้างทองที่เขาเคยพูดว่ารักนักรักหนา “ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แค่เรื่องผิดสัญญาเงินกู้ทุนทรัพย์เพียง 7 แสนบาท วันนี้หลานจึงตกเป็นจำเลยของผู้เป็นอา ส่วนพี่น้องอีก 2 คนที่เคยรวมกลุ่มกันก็ยื่นฟ้องเขา อย่างที่ผมบอกมันเกิดจากความไม่รู้จักพอ ความโลภ”

ไม่ใช่มรดกเลือด !!!