ผู้กว้างขวางเมืองเพชรบุรีในวัย 82 ปีผ่านชีวิตมากอย่างโลดโผนจนได้ชื่ออยู่ในตำนานทำเนียบเจ้าพ่อของเมืองไทย

“แป๋ง” ปิยะ อังกินันทน์ แบบฉบับนักเลงเมืองเพชรตัวจริง บรรเลงเพลงนักบู๊ตั้งแต่วัยเด็ก เกเรเปลี่ยนโรงเรียนเป็นว่าเล่น เริ่มต้นประถมวัดโพธาราม โรงเรียนสุวรรณประสิทธิ์ ออกไปอยู่โรงเรียนอรุณประดิษฐ์ ก่อนย้ายเรียนหัวหินวิทยาเทอมเดียวทะเลาะกับครูต้องลาออกกลับไปเรียนอรุณประดิษฐ์อีกครั้ง

เสร็จสรรพย้ายเข้ากรุงไปอยู่อำนวยศิลป์ รุ่นสุดท้ายที่ปากคลองตลาด รุ่นเดียวกับสุจินดา คราประยูร ชวลิต ยงใจยุทธ สร้างวีรกรรมแทงกระเป๋ารถเมล์ที่ถีบเพื่อนร่วมสถาบันตกรถหัวฟาดพื้นกลายเป็นหัวโจกด้วยความเป็นคนเมืองเพชรไม่ยอมใคร ต่อมาพ่อเรียกกลับจะให้ไปเรียนที่ราชบุรีโดยให้เงินมัดจำค่าเทอม 2 พันกว่าบาทขึ้นรถไฟไปลำพังกับเพื่อนอีกคนดันเฉไฉไถลขึ้นรถไฟหนีไปหาดใหญ่ สงขลา อยู่กับน้าญาติทางแม่

เงินหมดกระเป๋าหันไปเดินสายชกมวย แม่ตามหาทั่วไม่รู้ลูกชายหายไปไหนจนพ่อจับได้ว่าอยู่กับน้าเลยโทรเลขไปหลอกว่า แม่ป่วยหนักกำลังจะตาย เท่านั้นแหละเจ้าตัวรีบตีตั๋วกลับเมืองเพชรและเรียนต่อโรงเรียนวัดคงคารามจนจบมัธยม 6 มีโอกาสเข้ากรุงกลับเรียนต่ออีกครั้งที่สวนกุหลาบวิทยาลัย ไม่วายเล่นบทนักเลงคุมวินรถ บขส.ที่พ่อเป็นที่ปรึกษากฎหมายอยู่

“สมัยก่อนรถไม่กล้าวิ่งมาเพชรบุรีเพราะกลัวถูกปล้น ผมบอกว่า ถ้าไม่ไปจะเอาไม้ตี เดี๋ยวกูจะขับไปเอง เขายอม ผมก็พาไปนอนโรงแรมศิริเพชร ดูแลทุกอย่างจนตอนหลังเริ่มกล้ามาวิ่งมากขึ้น ในเมืองเพชรผมเบ่งกินฟรี นอนฟรีได้หมด แต่เอาเป็นว่าหมากับผม เขาไม่เอาผมละกัน เขาเกลียดผม นั่งหน้าวัดมหาธาตุ ใครผ่านมา ผมชกเขาก่อนเลย ไม่มีสาเหตุเลย แค่ว่ามึงมองหน้ากูทำไม ผมไม่กลัว ตำรวจจับ พ่อผมเป็นทนาย ตอนนั้นเกจริง อายุยังไม่ถึง 20 รู้จักกันทั้งเพชรบุรี”

พอปี 2499 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศกวาดล้างนักเลงครั้งใหญ่ พ่อของเขาสนิทสนมกันดี รู้สมยานามว่า “เสือผาด”  วันหนึ่งจอมพลผ้าขาวม้าแดงเรียกไปทักว่า รู้จักเด็กหนุ่มนักเลงเมืองเพชรคนนี้ไหม มีรายงานมาจะให้ทหารลงมาหิ้วตัวแล้ว ปิยะรอดอาญาประกาศิตของผู้นำประเทศครั้งนั้นหวุดหวิด เมื่อผู้พ่อแก้ลำให้ไปบวชเพื่อบ่มนิสัยนักเลงอยู่วัดเกาะ

สึกออกมาได้งานทำเป็นพนักงานธนาคารออมสินอยู่แผนกบัญชี อาศัยรู้ทุกพื้นที่ในถิ่นแนะนำผู้บริหารให้ซื้อที่ดินสร้างสาขาของธนาคารเรียกความเจริญเข้าชุมชนอยู่ประมาณ 5 ปีก็ลาออก พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ที่สนิทสนมรู้จักกันดึงให้เป็นประธานรับเรื่องราวร้องเรียนต่าง ๆ ในจังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ หลังจากนั้นปี 2512 ตัดสินใจลงสมัครผู้แทนราษฎรแพ้ไปแบบกังขาแค่ 47 คะแนน

อีก 4 ปีต่อมาเกิดเหตุการณ์นองเลือด 14 ตุลาคม 2516 จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และพ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ต้องเดินออกนอกประเทศ ปิยะเดินทางตามไปส่ง พ.อ.ณรงค์ ทำให้ตัวเองถูกอยู่ในลิสต์บัญชีดำโดนสันติบาลตามสะกดรอยตลอดเวลา “ตอนนั้นคิดจะเอาเหมือนกัน ตำรวจผมไม่กลัวถึงขั้นล่อให้ออกนอกเมืองแล้วยิงด้วย  ถ้าลุยมาก็ยิงหมด ไม่สนตายเป็นตาย สมัยนั้นไม่กลัวใคร เพราะผมคนเดียวที่ขนทรัพย์ไปให้จอมพลประภาส จอมพลถนอม และพ.อ.ณรงค์ระหว่างลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ”

วันหนึ่ง พล.อ.กฤษณ์ ศรีวรา ให้คนมาตามหา ผู้กว้างขวางเมืองเพชรยอมรับว่า หวั่นใจอยู่เหมือนกัน กลัวถูกเก็บ  ตัดสินใจเข้าไปบ้านที่สวนรื่น เจอหน้าครั้งแรก แกทักเลยว่า อ้าว.. ว่าไงมือปืนเมืองเพชร มาเมื่อไหร่ เราก็ใจไม่ดี แกเปิดลิ้นชักหยิบเอกสารมาร่ายยาวว่า วันนั้นวันนี้เราไปไหนมาบ้างละเอียดยิบ “แกทิ้งถามว่า รับพี่ตุ๊ (จอมพลประภาส จารุเสถียร) มาหัวละ 2 ล้าน ยิงอา ยิงไอ้จวบ (พล.ต.อ.ประจวบ สุนทรางกูร) ยิงไอ้แม้ว(พล.ต.อ.วิฑูรย์ ยะสวัสดิ์) ใช่ไหม ผมก็บอกว่าไม่คิดเลย เพียงแต่คิดยังไม่เลยแล้วจะยิงได้ไง คุณอาก็เหมือนพ่อผม ผมไม่ได้ไปรับจ้างอะไร แกพูดออกมาว่า รู้ว่าผมไปเพราะความซื่อสัตย์ ลงจากเครื่องบิน แล้วแกก็เขกหัวป๊อก”

ปิยะเล่าอีกว่า เคลียร์ใจ พล.อ.กฤษณ์แล้ว แกสั่งให้ไปหาวิฑูรย์ ยะสวัสดิ์ ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจรอเป็นชั่วโมงกว่าจะได้พบ ผู้ช่วยวิฑูรย์ถามถึงการไปหา พ.อ.ณรงค์ เราก็บอกว่า พ.อ.ณรงค์ฝากขอบคุณมา ทั้งที่เราไม่รู้เลยว่า ก่อนหน้านั้น ผู้ช่วยวิฑูรย์เป็นคนเอาปืนจี้ พ.อ.ณรงค์ให้ออกนอกประเทศ เรียบร้อยแล้วก็ขอให้ผู้ช่วยวิฑูรย์สั่งหยุดตำรวจตามเสียที แกรับปาก แต่เราต้องไปบ้าน พล.อ.กฤษณ์สัปดาห์ละอย่างน้อย 2 ครั้ง ทำให้รู้ว่า ลูกน้องของ พ.อ.ณรงค์ แปรพักตร์มาอยู่ฝั่งนี้หมดแล้ว

ผ่านพ้นวิกฤติบ้านเมืองถึงปี 2518 ปิยะลงเลือกตั้งอีกครั้งในนามอิสระถึงชนะแบบแบเบอร์ แถมมีตำแหน่งทางการเมืองเป็นพลเรือนคนแรกที่ได้เป็นเลขานุการพล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขยายอาณาจักรความกว้างขวางสู่ย่านบางพลัดเมื่อได้เข้าคลุกคลีอยู่กับเจ้าแม่บ่อนพนันดังอย่าง “เจ๊นวล” เล่นเอาตำรวจกองปราบปรามยังไม่กล้าแตะเมื่อเจอป้ายติดประกาศเป็นเขตหวงห้ามของทหารกระทรวงกลาโหม

ปีเลขานุการรัฐมนตรีปีเดียวเกิดปฏิวัติอีกครั้ง เลือกตั้งใหม่นามพรรคชาติไทยแต่หลุดโผ ต้องรอจนปี 2522 ถึงคืนสภาหินอ่อนร่วมงานเคียงข้าง พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ในตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่ช่วยงานถึงวันสุดท้ายที่ประกาศลาออกจากเก้าอี้ผู้นำประเทศเมื่อเผชิญปัญหาราคาน้ำมันแพง

ตำนานผู้กว้างขวางเมืองเพชรผู้ช่ำชองในสนามการเมืองไทยเล่าว่า น้ำมันขึ้นราคา 25 สตางค์ นายกฯเกรียงศักดิ์บอกให้สั่งน้ำมันเข้ามา เซ็นหนังสือแต่งตั้งนายปิยะ อังกินันทน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้สั่งน้ำมันดิบภายนอกประเทศ เข้ามาในประเทศแต่เพียงผู้เดียว พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ นายกรัฐมนตรี คิดเอาเองแล้วกัน ถ้าเป็นสมัยนี้ยกหูนิดเดียวก็ได้แล้ว แต่ตอนนั้นหมดปัญญา

มือขวาอดีตนายกรัฐมนตรีบอกว่า ในที่สุดแกเรียกไปหาที่บ้านตอน 6 โมงเช้า แล้วให้นั่งรถไปสภาด้วยกัน บอกกับรถนำว่า ไม่ต้องวิ่งเร็ว ระหว่างทางแกหยิบเอกสารให้อ่านดัง ๆ แกจะฟัง เป็นร่างหนังสือลาออก พอถึงสภา มีแต่คนถามว่า จะยุบสภา หรือลาออก เราก็ปัดว่า ไม่รู้ เดี๋ยวก็รู้กันเอง พอเปิดประชุม แกก็อ่านทันที

วินาทีประวัติศาสตร์ครั้งนั้น ปิยะบรรยายภาพว่า นายกฯเกรียงศักดิ์พูดว่า “ข้าพเจ้าขอ”แล้วก็หยิบแก้วน้ำมาจิบ ในห้องแทบไม่มีเสียง แล้วก็ว่าต่อ “ข้าพเจ้าขอลาออก” คนปรบมือกันทั้งสภา นี่คือสปิริตผ้นำ แต่เราใจหาย แกสั่งขับรถไปกองบัญชาการทหารสูงสุด ให้โทรไปบอกคุณหญิงสั่งก๋วยเตี๋ยวมา 1 คันรถไว้สำหรับเลี้ยงลูกน้อง “ผมเสียดาย นายผมคนนี้ดีจริงๆ ลาออกแล้วผมก็ยังอยู่กับแกนะ ตอนหลังก็มีแบ่งเป็นก๊ก แบบนักเลง เห็นแล้วเหนื่อย นายเป็นคนดีมาก ถ้าแกยังมีชีวิตอยู่ อย่าว่าแต่เปรมเลย ตอนนี้บอกสิ จะเอาอะไร แกเซ็นให้หมด กระดาษใบนั้นไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนจะเอามาดูเป็นที่ระลึก สมัยนี้เหรอ เพียงแค่ยกหูไปที่สิงคโปร์น้ำมันก็เข้ามาแล้ว”

ยึดตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรีมายาวนานชนิดผูกขาดยกตระกูล 3 พี่น้องอังกินันทน์อยู่หลายปี  ปิยะมองว่า สมัยก่อนอิสระมาก เขาไม่โกรธกัน เถียงกันแทบจะฆ่ากัน แต่พอเลิกประชุมกอดคอไปกินเหล้ากันต่อ ผิดกับปัจจุบันไม่สนุกเหมือนสมัยที่เราเป็น ถึงอายุ 82 แล้วก็ยังจำได้ทุกเรื่องราว เวลานี้การเมืองใหญ่ยังเล่นอยู่ แต่ทีหายไป เพราะสอบตกบ้าง โดนบีบบ้าง ไปอยู่กับพรรคไทยรักไทย ชื่อในปาร์ตี้ลิสต์ก็อยู่อันดับ 180 กว่า แต่การเมืองที่เล่นกันอย่างนี้ เราไม่ชอบ ไม่สนุก ผู้แทนต้องรักกัน มีอะไรต้องพูดกันได้ นี่ไม่ใช่แล้ว ด่ากัน ยกเก้าอี้ทุ่ม มันนักเลงแล้ว

“ถ้านักเลงอย่างนี้ต้องโดนยิงตาย ผมก็ไม่อยากไปยุ่ง ไม่มีใครไปเสี่ยงเหมือนผมหรอก เอาชีวิตไปเสี่ยง ที่อยู่มาสร้างบารมีได้ เพราะมีพวก ให้ถามเลย ผมกล้าท้าเลย จังหวัดไหนบ้างผมไม่มีพวก ทางภาคใต้ก็มี ไปอยู่มาแล้ว เพชรบุรีเป็นเมืองดุ สมัยก่อนพูดถึงเพชรบุรีต้องปิยะ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ยุคนั้นทหาร ตำรวจ ผู้ว่าฯ ย้ายได้หมด ผมโทรกริ๊งเดียว ย้ายเลย เหมือนเวลามีการยิงกันเมื่อไหร่ก็โทษผมทุกครั้ง บางทีเด็กมันไปทำ แล้วผมไม่รู้จริงๆ”เจ้าพ่อเมืองเพชรว่า

ขนาดว่าแน่ บ่อยครั้งเขายังตกเป็นเป้า แม้กระทั่งลูกน้องคนสนิทยังไม่รอดถูกลบเหลี่ยมเย้ยบารมีเขา เมื่อกำนันช้อง คล้ายคลึง ถูกมือปืนถล่มด้วยอาวุธสงครามตายคารถเก๋งวอลโว่ช่วงโค้งสุดท้ายการหาเสียงลงสมัครผู้แทนราษฎร ปิยะย้อนอดีตเหตุการณ์เลือดครั้งนั้นว่า กำนันช้องเป็นลูกน้องเรา เคยเป็นครูประชาบาลมาหาบอกว่า สอบสำนักงานข้าราชการพลเรือนไม่ติดสักที เพราะตกวิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เลยไปวิ่งกระทรวงให้ ต่อมาก็บอกอยากเป็นกำนัน ไปบีบให้กำนันคนเก่าออก เสร็จแล้วก็มาขอลงผู้แทนคู่กับเรา เราก็ยินดี แต่มีคู่แข่งอีกคน คือ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร

วันสุดท้ายของชีวิตกำนันเมืองเพชร นักการเมืองพี่ใหญ่ตระกูลอังกินันทน์เล่าว่า ตอนเที่ยงนัดกันไปกินข้าววัดพระพุทธบาทเขาลูกช้าง กราบหลวงพ่อจ้วน พักผ่อนอยู่ถึงบ่าย 2 กว่าแล้วแยกย้าย บอกว่าตอนมืดจะไปหาเสียงด้วยกัน ก็นั่งรอที่คอนเสิร์ตสายัณห์ สัญญา ถึง 4 ทุ่มกว่า กำนันช้องไม่มาสักที รอจนหลับเพราะกินเหล้าด้วย ลูกน้องมาบอกให้กลับ เราก็ยืนยันจะรอกำนันช้อง เพราะนัดไว้แล้ว เดี๋ยวจะเสียผู้ใหญ่ ทำไปทำมาลูกน้องเห็นเมามากเลยพาขึ้นรถกลับบ้าน

“พอนอนเสร็จ ลูกน้องมาเรียกตอนตี 5 บอกว่า กำนันช้องถูกยิงตาย รีบลุกขึ้นใส่เสื้อเลยไปเจอสภาพโอ้โห มันยิงหมดเลย เรียกว่า เดินยิงถล่มรอบรถ ผมก็คิดว่าฉิบหายแล้ว ไม่ได้เป็นผู้แทนแล้ว ไปงานศพก็ภาวนาอย่าให้ พ.อ.ณรงค์ ไป ไม่อย่างนั้นอาจโดนล้างแค้น จากนั้นเวลาหาเสียงเราก็ต้องหลบแก

บุญคุณแกท่วมหัว ผมต้องยอม แต่แล้วก็ไม่พ้นเจอหน้าแกเรียกไอ้แป๋ง แล้วชวนไปหาเสียงด้วยกัน เล่นเอาชาวบ้านกับลูกน้องงงว่า ผมจะเอายังไงกันแน่ ต้องอธิบายว่า แกมีบุญคุณกับกูนะ แต่สุดท้ายคะแนนกำนันช้อง เทมาที่ผมหมดเลย”

ถามว่าใครสั่งฆ่ากำนันช้อง เจ้าพ่อคนดังพยักหน้าตอบว่า รู้ เป็นเมียคนอิทธิพลเมืองเพชรเหมือนกัน เห็นใครใหญ่กว่าผัวไม่ได้ “ผมมันยังสั่งให้ยิงเลย จ้างไอ้ที่อยู่กับหลวงพ่อจ้วน เป็นลูกศิษย์ หลวงพ่อถามว่า คิดยังไงจะไปยิงไอ้แป๋ง มันก็บอกว่าได้เงินจ้างมา 7 หมื่น หลวงพ่อให้เอาเงินไปคืน พอผมรู้ก็ให้ลูกน้องไปจัดการ ยิงตายห่าเลย มีอย่างที่ไหน รับจ้างมายิงกู กูไปทำอะไรให้พวกมึง มีแต่ช่วยเหลือพวกมึง เพราะไม่อย่างนั้น สักวันมันก็ยิงเราแน่ ผมรู้ไม่ได้หรอก ถ้าใครจะยิงผม ผมก็ต้องจัดการก่อน ขืนช้าก็โดนก่อน ใครจะมาช่วยเราล่ะ” ปิยะสารภาพความจริงในดงเดือดเมืองเพชรยุคโบราณ เขารับด้วยว่า มีเพียง 3 ศพเท่านั้นในชีวิตที่เขาเป็นผู้ลั่นไกเด็ดหัวเอง แม้ขณะเป็นนักการเมือง เพราะไม่ต้องการให้กฎหมายสาวถึง

“ปัจจุบันซุ้มมือปืนเจ้าพ่อเมืองเพชรไม่มีแล้ว แต่เลี้ยงลูกน้องไว้หลายคน บางทีมีพวกนักเมืองมาหา ก็บอกว่า อยากให้ทำบาปอีกเลย ขออยู่เฉย ๆ บ้าง ที่ต้องเลี้ยงลูกน้อง เพราะลูกชายเล่นการเมืองท้องถิ่นอยู่ ยุคการเมืองที่แรงๆ มายุคนี้ต่างกันเยอะเลย ไม่เหมือนกันเลย ผมไม่อยากจะยุ่งแล้ว ผมแกแล้ว ถ้าเป็นสมัยก่อน ผมระดมคนเอง ไปลุยแล้ว ลองดู ต่างคนต่างมีปืน ไม่กลัวแล้ว แต่เดี๋ยวนี้พูดตรงๆ นะ อะไรที่พอหลบเลี่ยงได้ก็หลบ ลูกเต้าจะได้ไม่บอกว่า พ่อเอาอีกแล้ว” เขาหัวเราะทิ้งท้าย