“ด้วยการที่เป็นเภสัชกรเป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคน การทำอาชีพนี้อย่างหนึ่งที่ต้องยึดถือก็คือการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยมากที่สุด ต้องสั่งซื้อยาจากบริษัทที่เชื่อถือได้ บริหารสต๊อคให้มีแต่ยาล๊อตใหม่ๆ อยู่เสมอ ลูกค้าจะได้ไว้วางใจเพื่อให้ดูแลความปลอดภัยให้เขา” นี่เป็นการตอกย้ำถึงบทบาทหน้าที่ของตัวเอง ของ “คุณซี” ชัชฎา เพชรเปี่ยมศิริ เภสัชกรสาว และทำธุรกิจเปิดร้านยาของตัวเอง
คุณซีจบชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนพรหมานุสรณ์ จ.เพชรบุรี ก่อนเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และคว้าปริญญาโท คณะเภสัชศาสตร์ เอกโภชนาการทางการแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หากถามว่า คิดอย่างไรกับงานที่ทำอยู่ ทำไมถึงเลือกอาชีพนี้ เจ้าตัวบอกว่า จริงๆ เริ่มมาตั้งแต่คณะที่เลือกเลย ในช่วงปีที่ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย ยุคนั้นเป็นปีที่เปลี่ยนระบบจากเอนทรานซ์ มาเป็นO-net A-netรุ่นแรก เลยไปสมัครสอบตรงเยอะมาก แล้วสุดท้ายก็สอบติดที่เภสัช มข. แต่ที่ได้เลือกคณะนี้ เพราะที่บ้านพ่อเริ่มทำธุรกิจร้านยา แล้วช่วงนั้นรายได้ดี และตัวเราเองก็เรียนสายวิทย์มาอยู่แล้ว มีความชอบด้านนี้ประมาณหนึ่ง ก็เลยลงตัวที่อาชีพนี้ เนื่องจากเป็นอาชีพเฉพาะทางที่ควรเรียนรู้ เพื่อนำมาช่วยธุรกิจที่บ้านได้
“พอมาเป็นเภสัชกรร้านยาจริงๆ ก็ถือว่าเป็นอาชีพหนึ่งที่ช่วยบรรเทาทุกข์ของผู้คนได้ ทั้งผ่านการจ่ายยาเพื่อลดอาการไม่สบายตัว และผ่านการพูดคุยและรับฟังปัญหาของผู้ป่วยในบางทีก็ช่วยให้ผู้ป่วยสบายใจขึ้นได้ แล้วก็ต้องมีหลายทักษะในตัว ต้องมีทั้งทักษะการจัดซื้อ บริหารสินค้าในคลังให้เพียงพอกับความต้องการ ต้องมีองค์ความรู้เพียงพอที่จะจ่ายยาเพื่อรักษาลูกค้าให้หาย ให้ถูกคนถูกโรค ต้องอัพเดทความรู้ใหม่ๆตลอดเวลา เพราะมีสินค้าทั้งยา อาหารเสริมและเวชสำอาง ออกใหม่ทุกเดือน ทักษะการพูดคุยและรับฟังลูกค้าอย่างเข้าใจก็สำคัญเพราะการขายยาไม่ใช่แค่การรักษาทางกายอย่างเดียว บางทีก็ต้องรักษาทางใจไปด้วยเป็นสิ่งที่สำคัญต่อสุขภาพเช่นกัน” เภสัชกรสาวคนเก่ง บอกพร้อมกับยิ้มด้วยความภูมิใจ
สำหรับคติประจำใจ เธอบอกว่า ถ้าเรายังไม่ล้มเลิก สิ่งนั้นก็ยังไม่ล้มเหลว สู้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะทำได้ทำสำเร็จนั่นแหละ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำแต่แบบเดิมแล้วคิดว่าผลลัพธ์จะเปลี่ยน ต้องทำในหลายๆ หนทางเพื่อหาหนทางที่สำเร็จ โดยส่วนตัวแล้วในการทำงานทุกอย่าง ความซื่อสัตย์ และความจริงใจคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะเมื่อไหร่ที่เราเริ่มต้นด้วยสองอย่างนี้ถ้าพาร์ทเนอร์ เข้าใจตรงกันทุกอย่างหลังจากนี้จะไปต่อได้ง่ายและเข้าใจตรงกัน เราจะทำงานบนพื้นฐานmindset ที่ว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องได้รับสิ่งที่แต่ฝ่ายต้องการ และเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย เช่น ลูกค้าได้รับยาที่ปลอดภัยและหายจากโรค เภสัชกรก็ได้รับค่ายาตอบแทนในระดับที่พอประมาณเพื่อดำเนินธุรกิจต่อไปได้
“ไอดอลของเรา คือ พ่อกับแม่ของตัวเองเอง เพราะตั้งแต่เกิดมาทั้งสองคนเป็นนักสู้กันมาตลอด ทำมาทุกธุรกิจ ขายมาทุกอย่าง อันนี้ไม่ดีเอาใหม่ รื้อใหม่ ทำใหม่ เป็นผู้นำคิดธุรกิจใหม่ๆ ในท้องถิ่น แม่จะเป็นไอดอลของเราในด้านความขยัน ความมุมานะ อะไรที่คนอื่นหามาขายไม่ได้ แม่หามาขายได้หมด ส่วนพ่อก็เป็นไอดอลด้านความเข้มแข็ง อดทน และเป็นผู้ให้ที่อ่อนโยน พ่อคือคนที่สอนให้เรารู้ถึงความรักที่ไร้เงื่อนไขอย่างแท้จริง พ่อชมว่าลูกพ่อเก่ง และทำได้ดีที่สุดแล้วทุกครั้งไม่ว่าเทอมนั้นเราจะสอบได้ที่ 2 ที่3 หรือ ที่ 20 หรือต่อให้สอบอะไรไม่ผ่าน พ่อก็ยังบอกรักเราเสมอ เราว่าสิ่งนี้แหละเป็นเมล็ดพันธุ์หลักที่ทำให้เราเข้มแข็งและพร้อมลุยกับทุกปัญหา” เภสัชกรสาวว่า
“การเติมกำลังใจให้ตัวเอง ก็มองหาความสุขจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ การมีความสุขกับเรื่องง่ายๆ ระหว่างทาง เช่น วันนี้กาแฟอร่อยมีความสุขมากเลย จะได้มีความสุขในทุกวันไม่ต้องไปรอความสุขแค่ปลายทาง อ้อ แล้วก็คำชมจากลูกค้าเวลาเขากลับมาอัพเดตว่ายาที่เราจ่ายไปถูกโรคกับเขา หายดีแล้ว และคำปรึกษาเรื่องสุขภาพอื่นๆ ที่เขาเอาไปปฏิบัติแล้วเขาดีขึ้น วันไหนได้รับรู้อะไรแบบนี้จะใจฟูขึ้นไปอีก”
ส่วนมุมมองเรื่องผู้หญิงสวยและเก่งในความคิดของคุณซีอธิบายว่า ผู้หญิงสวยสำหรับเรา คือ คนที่ดูแลตัวเองดี ไม่ต้องถึงขั้นหน้าตาเพอร์เฟกต์ สวยเป๊ะ หรือแต่งหน้าจัดทุกวัน แค่เสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน แต่งตัวตามกาลเทศะ และมีมารยาท พูดจาน่ารัก ให้เกียรติผู้อื่น แค่นี้ก็ดูน่ารักมากๆ แล้วค่ะ หรือถ้าเราเห็นผู้หญิงคนไหนยิ้มเยอะๆ คนนั้นยิ่งดูมีเสน่ห์สำหรับเรา ส่วนผู้หญิงเก่งในความคิดเรา คือ ผู้หญิงที่รักตัวเอง คนที่รู้จักตัวเองว่าต้องการหรือไม่ต้องการอะไร บริหารจัดการชีวิตตัวเองได้ดี ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ มีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจนและตั้งใจทำในสิ่งนั้นอย่างเต็มความสามารถ พร้อมทั้งสามารถแบ่งเวลาให้กับความรื่นรมย์อื่นในชีวิตได้ด้วย และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนที่เธอรัก
ทิ้งท้าย เภสัชกรสาวคนเก่งให้ความเห็นเกี่ยวกับผู้หญิงในยุคอดีตกับปัจจุบัน ว่า ผู้หญิงในปัจจุบันต้องใช้ชีวิตแตกต่างจากผู้หญิงสมัยก่อนมาก ในยุคปัจจุบันทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก ต้องมีความมั่นใจในตัวเอง มีความกระฉับกระเฉง พร้อมที่จะปรับตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ ในขณะที่ผู้หญิงสมัยก่อนก็เก่งเหมือนกัน แต่เน้นเป็นฝ่ายซัพพอร์ตสามีอยู่เบื้องหลังมากกว่า แต่ในบางกรณีผู้หญิงยุคปัจจุบันก็ต้องฝึกซัพพอร์ตให้เป็นเหมือนกัน เพราะไม่มีใครเก่งไปทุกเรื่อง เพราะเรื่องบางอย่างก็ควรหาพาร์ทเนอร์ช่วยเหลือกันและกัน แต่ด้วยความที่ยุคปัจจุบันเรารับข้อมูลข่าวสารเยอะมากในแต่ละวัน บางวันหาเวลาอยู่เงียบๆ คุยกับตัวเองเหมือนผู้หญิงสมัยก่อนบ้างก็ดีเหมือนกัน

