“เราได้ปวารณาตัวเองว่า เราจะมารับใช้พระศาสนา”

 

ตัดสินใจทิ้งยศ ตำแหน่งบรรดาศักดิ์กับอนาคตยาวไกลบนเส้นทางอาชีพผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

พ.ต.ท.เพทาย พรล้วนประเสริฐ เลือกเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ก้าวสู่ถนนสายธรรม ปลงผมอุปสมบทครองผ้าเหลืองมุ่งมั่งทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา

ดับกิเสส ถือศีลเพ่งจิตภาวนานั่งสมาธิให้เกิดปัญญา

กระทั่งปัจจุบันเป็น พระครูปลัดสุตวรวัฒน์ หรือ พระอาจารย์เพทาย นันทวโร เจ้าอาวาสวัดเจริญวิจิตรังสีสุทโธ ตำบลจันจว้าใต้ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 

เริ่มต้นชีวิตพนักงานสอบสวนภูธร ก่อนมาเป็นสารวัตรเมืองหลวง

พระครูปลัดสุตวรวัฒน์ย้อนประวัติก่อนมาครองสมณเพศว่า เป็นคนหัวหิน จบมัธยมต้นโรงเรียนหัวหินวิทยาลัย แล้วไปต่อมัธยมปลายโรงเรียนทวีธาภิเศก สอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 39 เพราะแม่อยากให้เป็น ด้วยความที่บ้านเปิดร้านขายของชำ อยากให้ลูกรับราชการ เลยไม่อยากขัดใจแม่ ยิ่งเป็นลูกคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง 9 คนด้วย

บรรจุครั้งแรกตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองร้อยเอ็ดได้แค่ 10 เดือนทำเรื่องย้ายเพื่อจะมาเรียนปริญญาโทต่อในกรุงเทพมหานคร แต่ติดหลักเกณฑ์ที่ย้ายได้ต่ออยู่ 2 ปี ปรากฏได้รับเมตตาจากท่านชลิต วิเศษชาญ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน รับมาอยู่เป็นรองสารวัตรทะเบียนพล กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน

ต่อมาได้เป็นนายเวร พล.ต.ท.ชลิต วิเศษธาร ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนได้ 2 ปี จะให้ขึ้นเป็นผู้บังคับกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดน คิดว่าไม่ใช่ทางตัวเอง ขอโยกลงเป็นรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลลุมพินี รับโล่พนักงานสอบสวนดีเด่นของกรมตำรวจ แล้วเป็นรองสารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางโพงพาง ขึ้นเป็นนายเวร พล.ต.ท.พินิจ สุนสะธรรม จเรตำรวจ ปีเดียวลงเป็นสารวัตรป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม

 

 

 

 

 

 

 

จ่อเป็นนายเวรเทียบตำแหน่งรองผู้กำกับ กลับตัดสินใจขอลาบวช

กลายเป็นนายตำรวจหนุ่มเนื้อหอมรูปหล่ออยู่โรงพักชนะสงครามนาน 4 ปี ท่านดรุณ โสตถิพันธุ์ เห็นเป็นคนชอบไหว้พระชงนไปเป็นนายเวรผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เทียบเท่าตำแหน่งรองผู้กำกับการ ระหว่างรอคำสั่งแต่งตั้งเกิดจุดหักเหของชีวิตเมื่อตัดสินใจขอลาบวช ก่อนทำเรื่องลาออก เพราะไม่ขอลาสิกขา ปวารณาตัวเองจะถือครองผ้าเหลืองไปตลอดชีวิต

อดีต พ.ต.ท.เพทายให้เหตุผลว่า ลึก ๆ เกิดจากเมื่อสมัยอยู่โรงเรียนนายร้อยตำรวจชั้นปีที่ 4 ได้อ่านประวัติครูบาอาจารย์หลายท่าน โดยเฉพาะหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี เป็นพระเถระฝ่ายวิปัสสนาธุระสายพระป่า ศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เลยสนใจ พอสนใจเสร็จแล้วก็ศึกษา อ่านประวัติท่านตั้งธงว่า ถ้าเราจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจจะไปกราบท่าน เก็บข้อมูลแล้วไปหา พอไปสัมผัสท่าน เหมือนกับว่า เราไปเจอหลวงปู่ ไม่ต่างญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง เพราะปู่ ย่า ตา ยาย เราสิ้นไปหมดแล้ว

“ตอนนั้น ท่านอายุเกือบ ๆ 90 แล้วเรารู้สึกเหมือนเราไปเจอญาติผู้ใหญ่ มันอิน จากนั้นเราก็ชอบไปหาท่านเรื่อย ๆ จนสุดท้าย รู้สึกว่า เราได้ปวารณาตัวเองว่า เราจะมารับใช้พระศาสนา คือ อารมณ์ติดท่าน ไปหาท่านบ่อยเลย อยู่กรุงเทพฯ นั่งรถทัวร์ไปหาท่านที่วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ปาวารณาว่า ถ้าพ่อแม่สิ้น เราจะออกมารับใช้พระศาสนา ตั้งใจไว้ตั้งแต่ตอนนั้นเลย”

 

รักษาศีล 8 มาก่อนหน้า ศรัทธาในหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

พระอาจารย์เพทายเล่าต่อว่า  แล้วจังหวะพ่อสิ้นไปก่อน แม่สิ้นไปปี 2539 ตอนนั้นเป็นสารวัตรป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม มีจังหวะแค่อาศัยรักษาศีล 8 เคร่งครัดสัก 4-5 ปี  รักษาศีลบำเพ็ญตน พอเป็นนายเวรผู้ช่วยผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็หาจังหวะลาออกเลย ไม่มีพ่อแม่คัดค้านแล้ว ตัดสินใจอย่างนั้น ความจริงมีคววามคิดมาตั้งแต่ ร.ต.ต.ตอนที่ไปกราบหลวงปู่เทสก์แล้ว

เจ้าตัวอ่านประวัติหลวงปู่เทสก์สมัยอยู่นักเรียนนายร้อยตำรวจเห็นเป็นพระที่มีในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินมากราบ หนังสือประวัติท่าน ท่านเขียนเอง ระบุคำนำว่า ท่านเขียนเองดีกว่า ถ้าให้คนอื่นเขียนจะมีแต่การยกย่อง แต่เรื่องดี ๆ กลายเป็นเรื่องทำให้เราประทับใจ แล้วเราก็สนิทกับท่านเลยไปกราบท่านอยู่เรื่อยตั้งแต่ ร.ต.ต.-ร.ต.อ.

อดีตนายตำรวจคนดังมีแนวคิดอันหนึ่งว่า รถยนต์ เราต้องไปล้างอัดฉีดทุกเดือน ฉะนั้นเมื่อเราเป็นพระ เราเป็นฆราวาส ก่อนจะเป็นพระ เราควรจะเอาเวลาของเราไปอัดฉีดเดือนละ 2 วัน เดือนนี้ไม่ได้ไป เดือนหน้าก็จะทบเป็น 4 วัน  จะหาเรื่องไปมาตลอด  ถามว่าทางโลก ยังทำไหมผิดศีลไหมก็ทำ  ทำทุกอย่าง เป็นสายสืบ เขาอะไรกัน ตามหลักเทคนิคการสืบสวนเราก็ทำ แต่ว่า เราเดินคู่ขนาน  สึกว่า ถ้าเราใส่เครื่องแบบ เราก็ทำหน้าที่ตำรวจให้ดีที่สุด คือ แต่งเครื่องแบบเราทำให้ดีที่สุด จะมีศีล ครบหรือไม่ครบ เราไม่คำนึง  พอหมดหน้าที่เครื่องแบบ เราจะปฏิบัติธรรม

 

มุ่งมั่นรักษาศีลครึ่งทาง ระหว่างเดินงานนอกเครื่องแบบ

“การปฏิบัติธรรมของอาตมา คือ ไปคิดค้นสมัยตอนเป็นรองสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางโพงพาง ตอนนั้นงานเยอะ แล้วเราจะปฏิบัติธรรมได้อย่างไร ได้แนวคิดว่า เราไปทำงานสาย กลับเข้าโรงเรียนสาย ดีกว่าไม่ไป เราได้สูตรนี้ พอได้สูตรนี้ อาตมาเลยได้ปฏิบัติธรรมครึ่งทาง นี่แนวคิดตัวเองนะ หมายความว่า กลางวัน ศีล 5 ข้อ อธิษฐานในจิต  ขอรักษาศีลให้ดีที่สุด เป็นหัวหน้าสายสืบ บางทีไม่มีศีลสักข้อ  ต้องรักษาศีลครึ่งทาง สมมตินอนห้าทุ่ม อธิษฐานรักษาศีล มะยังภันเต แต่พอนอนตื่นมา งัวเนีย เหมือนเดิม ไม่รู้สึกดีขึ้น”

รองสารวัตรสืบสวนโรงพักบางโพงพางเก่าบอกว่า ไปเข้าใจตอนหลัง ลาวันศุกร์เพื่อได้เสาร์-อาทิตน์เป็น 3 วัน หรือหยุดนักขัตฤกษ์หัวท้ายได้ 6 วัน ทำให้ได้ หมายความว่า ถ้าเรานอนห้าทุ่ม เราทำสักสี่ทุ่ม สักชั่วโมงหนึ่ง รักษาศีล ไม่ต้องมะยังภันเต แค่พนมมือในใจว่า แค่เรามีเจตนางดเว้น เราจะรักษาศีล 5 พอทำจริงๆ ชั่วโมงหนึ่ง ปรากฏว่า ได้อานิสสงส์ด้วย ตั้งสัจจะว่าจะตื่น 6 โมง แล้วพอตื่นเช้ามา รู้สึกสดชื่น หลังจากนั้นไปถามหลวงปู่เทสก์ ท่านบอกว่า ได้สิ เพราะว่า เรามีเจตนางดเว้น แล้วได้จนถึงเช้า ท่านแนะเพิ่มเติมว่า แทนที่เราจะนอนเฉยๆ เราก็ภาวนาก่อนนอน เช่น ท่องพุทโธๆ สูดลมหายใจเข้าออก แล้วหลับ ท่านบอกว่า ตื่นเช้ามาเราจะได้ 2 อย่าง รักษาศีล 5 ก่อนนอนกับได้ภาวนาก่อนนอน เราก็ทำมาตลอด

“เวลาอาตมาไปบรรยายให้ตำรวจจะบอกว่า รักษาศีลครึ่งทางพอ แล้วพอรักษาศีลครึ่งทาง ผลต่อมาคือ อะไร มีการเปรียบเทียบเหมือนเด็ก มีลูก ลูกเกิดมา ใครสอนให้มันคลาน ให้มันตะแคง ให้มันคว่ำหน้า มันเองทั้งนั้น ยกเว้นตั้งไข่ เพราะฉะนั้นจิตดวงนี้ก็เหมือนกัน มันไม่เคยมีศีล 5 ในจิตเลย มันไม่เคยรักษาจริงจัง พอเรารักษาครึ่งทางได้ระยะหนึ่ง สัก 4-5 เดือน มันจะมีอารมณ์อยากรักษาศีล 5 เต็มวัน มันจะคิดเอง เพราะฉะนั้นเราเลยพัฒนาตัวเองว่า จะรักษาศีลครึ่งทาง”

 

 

 

 

 

 

สละทางโลกลาจนครบสิทธิ ไม่มีความคิดกลับไปสวมเครื่องแบบ

ทำงานเป็นตำรวจ 17 ปี ขั้นเดียว 5 ครั้ง นอกนั้นได้ 2 ขั้นมาตลอด เพราะรับรางวัลพนักงานสอบสวนดีเด่นบ้าง จากหน้าที่นายเวรบ้างคู่ขนานกันไป ชีวิตไปได้ อดีต พ.ต.ท.เพทายยอมรับว่า เวลาเก เราก็เก กินเหล้า สูบบุหรี่ แต่เวลาเราปฏิบัติ เราก็ปฏิบัติ บางทีบางวันละมุดกลิ่นออกเลย แต่เรามีสติ เรารักษาศีล 5 ก่อนนอน บางทีตี 2-3  เอาสักชั่วโมงหนึ่งก็ยังดี ทำไปแล้วก็ทำให้เรารู้สึกสดชื่น เพราะว่าถ้าเราไม่มีตรงนี้ สังเกตว่า ทำงานอะไรจะมีปัญหา

พระครูปลัดได้สอนแนวทางกับสอนเพื่อนที่เป็นฆราวาสว่า ทำแค่นี้พอ ไม่ต้องไปเข้าคอร์สอะไร เพราะการเข้าคอร์สบางทีสร้างปัญหา  เคยเจอสมัยเป็นเป็นฆราวาส ไปเข้าคอร์ส 9 วัน หลักสูตร คือ 3 วันแรก ต่างคนไม่รู้จัก พอไม่รู้จักกัน ไม่คุยกัน พอวันที่ 4-6 พอรู้จักก็ถามกัน ผู้หญิงก็ถาม เธอมาจากไหน พอวันต่อมา มันก็นินทาฝั่งตรงข้าม เสร็จแล้วก็ขอเบอร์โทรกลับไปสร้างปัญหาอีก เพราะฉะนั้นการปฏิบัติจริงๆ ต้องปฏิบัติด้วยตัวเอง ถึงได้บอกว่า วัดไม่ได้อยู่ที่ไหน วัดอยู่ที่ใจเจ้าของ แต่ต้องมีคนชี้ทางด้วย ถ้าไม่มีคนชี้ทาง คิดเอง เออเองไม่ได้  เพราะฉะนั้นพระปัจจุบันนี้ พอไม่มีครูบาอาจารย์มักใช้อารมณ์ทางโลก

ส่วนตัวของพระอาจารย์เพทายสละทางโลกลาออกจากตำรวจเริ่มจากลาทุกอย่างจนครบสิทธิหมดแล้ว นายเวรเลขานุการตำรวจตำรวจโทรมาถามจะเอาอย่างไรต่อ พวกนาย ๆ ทักท้วง เจ้าตัวยืนยันคำเดิมว่า ตัดสินใจแล้วตั้งแต่แรกตอนแม่เสียเมื่อปี 2540  เพียงแค่รอจังหวะเวลาจนประจวบเหมาะตอนนั้นพอดี ไม่มีทางได้กลับไปเป็นตำรวจอีกแล้ว

 

อยู่วัดบวรได้ 3 พรรษา ออกไปฝึกวิปัสนาวัดป่าบนเขา

เข้าบวชที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหารปี 2545  จำวัดได้ 3 พรรษา ออกไปวัดป่าภูสังโฆญาณวิสุทธิโสภณ  บ้านโนนสว่าง ตำบลกุดหมากไฟ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ฝึกปรือด้านวิปัสสนากับพระอาจารย์วันชัย วิจิตฺโต เตรียมทหารรุ่น 8  ลูกศิษย์ของหลวงตามหาบัว บนพื้นที่  7,500 ไร่ ไม่มีน้ำไฟ ต้องอาศัยน้ำจากภูเขา แทบไม่เจอใคร เดินบิณฑบาตวันละ 6 กิโลเมตร ฉันข้าวแล้วเดินกลับกุฏิประมาณ 1 กิโลเมตรได้โอการฝึกจิต

“บางทีนั่งร้องไห้กลางป่า มีอารมณ์ที่แบบอ่อนแอ ทำไมวันนี้เรารู้สึก เหนื่อย ลำบาก ท้อแท้ ต้องการกำลังใจ แต่ไม่รู้จะถามหาใคร มองหาใครก็ไม่ได้ไง จะโทรหาพี่พูดมาคำหนึ่งว่า ก็พระน้องตัดสินใจเอง นับจากนั้นมาเลยตั้งปณิธานว่า ต่อไปนี้เราจะข่มจิตตัวเอง ไม่ยอมอ่อนแอ ตั้งแต่พรรษา 4  ไปอยู่ป่า เพราะว่า กุฎิเขาหลังหนึ่งเวลาเรามองไป 360 องศา ระยะสุดสายตา ไม่เจอใคร ไม่เจอกุฎิเลย มีแต่ป่า งูเงี้ยวเคี้ยวขอ งูจงอางยังมี ไม่สบาย”

หลวงพ่อเพทายเล่าอีกว่า ตอนไปอยู่ใหม่ๆ อยู่กุฏิใกล้ๆ ได้ไหม ก็ได้ แต่รู้สึกว่า เรามาทั้งทีจะเอาสบายก็ไม่ได้ น้ำบางที ต้องอาบน้ำฝน หน้าแล้งบางทีอาบน้ำแค่ 3-4 ขัน  เพราะน้ำไม่มีไง  อันดับแรก คือ ล้างหน้า แปรงฟัน น้ำแปรงฟันก็ล้างหน้า ล้างเท้า ถูตัว มีชาวบ้านบิณฑบาต ใส่ข้าวเหนียว แต่ด้วยจำนวนพระสมัยนั้น 40 รูป ไม่มีสิทธิ์เลือก หมายความว่า  นั่ง 40 รูป จะมีพระเวร มะละกอคนละชิ้น สับปะรดคนละชิ้น อันไหนที่ไม่อยากฉันก็ต้องฉัน เพราะพระเวรตักให้หมด เราเลือกไม่ได้ แล้วห้ามเหลือ เพราะว่าอยู่ในป่า แล้ววิธีการก็คือ ให้แม่ครัว ไปซื้อวัตถุดิบมาเก็บไว้ อาทิตย์หนึ่ง 2 อาทิตย์มาครั้ง เก็บไว้แล้วก็ทำ ไฟฟ้าก็ไม่มีนะ ใช้โซล่าร์เซลล์

 

อารมณ์เตลิดเจอความเหงา เหมือนจิตตกไร้การควบคุม

“ลำบาก บางทีมันเหงา ภาวนาไม่ได้ เราเร่ง  เข้าใจว่า เฮ้ยอยู่วัดบวร อาตมาปฏิบัติมาก  ฉันข้าวกับไข่ต้มลูกหนึ่ง ข้าวเหนียวก้อนหนึ่ง อยากปฏิบัติ คิดว่า ต้องมีการวางแผนจะไปอยู่ป่าแล้ว ฉันแค่นี้ บิณฑบาตได้เยอะแต่ฉันแค่นี้ เพื่อต้องต่อยอด บังคับตัวเองเ พอทำวัตรเย็น 2 ทุ่ม เลิกเกือบ 3 ทุ่ม กลับมาเดินจงกลมชั่วโมงหนึ่ง แล้วรีบนอน บังคับตื่นตี 2 เพื่อมาเดินจงกลม เพราะพระวัดบวรไม่ให้เดินจงกลม มีแต่นั่งสมาธิบ้าง เราก็มาเดิน”

 

 

 

 

 

พอเวลากุฏิอื่นตื่นขึ้นมา พระเพทายรีบกลับเข้ามา พอถึงมื้อเพล ไม่ฉัน เลือกฉันมื้อเดียว ตั้งแต่บวช เพราะต้องการจะเป็นอย่างนี้ อุตส่าห์ลาออกจากตำรวจมา อยากให้ก้าวหน้า เลยบอกว่า ถ้าเราจะมีเหตุต้องสึก มันอายเพื่อน  เลยพยายามเข้มงวด แล้วทีนี้พระผู้ใหญ่เข้าใจ แต่พอไปอยู่วัดป่า ภาวนาดีหมด นั่งสมาธิ 6 ชั่วโมง  ตั้งแต่ 6 โมงเย็นจนถึงเที่ยงคืน แต่จิตมันไม่พัฒนา แถมรวนไปหมด รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ คือมันไปเร่งเยอะ ประคองตัวเองอยู่ 7 ปี บางปีไม่ได้ลงจากวัด

“เรื่องจิตสำคัญ เปรียบเสมือนรถยนต์กับคนขับ จิตกับกาย คนขับก็คือ จิต รถยนต์ก็คือกาย เพราะฉะนั้น รถยนต์จะดีขนาดไหน แต่ถ้าคนขับมันเมา หรือมันไม่ได้เรื่อง มันก็พาไปล่ม  ฉะนั้นจิตมันควบคุมกาย แล้วจิตอาศัยกายในการทำงาน  เราเข้าใจว่า จิตเรา ความคิดทั้งหลายคือ สุดยอด  บอกว่าจิตเรา คือมันสมอง จริงๆ ไม่ใช่ ถ้ามันสมองจริง เวลาเผา มันสมองไหม้ แล้วทำไมวิญญาณที่เรียกว่า จิตมันถึงเผาไม่ได้ แสดงว่า มันคนละส่วนกันไง แต่นักวิทยาศาสตร์บอกว่า ไอ้จิตก็คือ ส่วนหนึ่งของมันสมอง อาจจะเป็นก้านสมอง แต่เวลาเผา สมองหายหมด  จิตมันออกไปก่อน แสดงว่า นอกเหนือ ภาษาพระเรียกว่า  นอกเหนือจากอาการ 32 ประการ จิตนี่มันสำคัญ ถ้าเราควบคุมมันได้ เราก็สามารถใช้งานมันได้” พระนักวิปัสสนาถ่ายทอดหลักชีวิต

 

ญาติโยมชวนไปเชียงราย แผ่เมตตาจนเจอนิมิตบางอย่าง

อยู่วัดป่าภูสังโฆญาณวิสุทธิโสภณ 7 พรรษา เจอโยมท่านหนึ่งเป็นคนแม่สาย นิมนต์ให้ไปสำนักแม่ชีบริเวณป่าไผ่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย แล้วเหมือนมีเหตุบังเอิญที่ต้องไปสำนักแม่ชี พร้อมพระอีก 4 รูป โยมท่านนั้นขอให้ช่วยแผ่เมตตา พระอาจารย์เพทายบอกไม่ได้เตรียมอะไรมา ถ้าอย่างนั้นทำได้แค่บอกบุญกุศลที่เราทำมา อุทิศให้เจ้าที่เจ้าทาง กลายเป็นเรื่องบุพกรรม เป็นที่ที่เราเคยอยู่เก่าไม่รู้กี่ภพชาติ ต้องกลับมา พอฉันข้าวเสร็จก็กลับ วันรุ่งขึ้นจะไปพระธาตุดอยตุงมานอนวัดที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

 

 

 

 

 

 

ปรากฏว่า รถตู้มีเหตุให้คนขับลืมปิดฝาหม้อน้ำ รถน็อกระหว่างทางขึ้นดอยตุง พระเพทายจำแม่นว่าเป็นปลายปี 2555 ต้องเอารถสไลด์จากแม่สายมายกลง ไม่มีที่ไป นึกถึงป่าไผ่พื้นที่ 169 ไร่ เลยเข้าไปนอน ตกกลางคืนฝันเห็นคนแปลกหน้ามาหา เรียกกันว่า ภพพญานาค แต่ไม่ได้มาในรูปงู มาในรูปคน ทักทาย เราก็ไม่ค่อยเชื่อ อยู่ 3 วัน ให้เราไปโปรดเขาหน่อย เขาถูกปิดถ้ำมานานแล้ว อยู่กลางป่าไผ่ พอเราเข้าไปเป็นแค่ทางน้ำไหล เป็นดินสไลด์  ไม่มีอะไร ได้แผ่เมตตาให้

“คราวนี้ตกกลางคืน ฝันมีความรู้สึกว่า งูออกมาเป็นฝูงใหญ่ พันตัวเราหมดเลย บางทีนิ้วนี่ 2-3 ตัว โดยเฉพาะคอ  หน้า เต็มไปหมดเลย เหมือนเรามามีส่วนช่วยทำให้ พูดทำนองว่า เราเคยเกี่ยวข้องกัน อย่างนั้น ถึงเวลาต้องมา ตัวที่เป็นเจ้าเมืองเป็นรูปแบบชีปะขาว บอกชื่อ ถามว่า พระคุณเจ้าจะต้องมาอยู่ตรงนี้ เราก็ถามว่า ทำไมอาตมาจะต้องมาอยู่ตรงนี้ เขาว่าพระคุณเจ้าตั้งปณิธานไว้นานแล้ว หลายปีแล้วว่าจะต้องมาโปรด แล้ คนที่ปลดปล่อยพวกเขาได้ คือ พระคุณเจ้าเท่านั้น เราเลยบอกว่า ยังไม่ได้ลาครูบาอาจารย์ เราไม่ได้คิดจะมาอยู่ เราคิดว่าเราจะกลับไปภูสังโฆ ตอนนั้นพรรษา 10 เงินก็ไม่มี แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาสร้างวัด เป็นแค่ที่ดินเปล่า ๆ”

 

ได้พระ 4 รูปร่วมติดตาม พยายามภาวนาสร้างวัดสำเร็จ

พระเพทายกลับไปถามพระอาจารย์วันชัยตัดสินใจมาซื้อที่ดินป่าไผ่ แต่ต้องภาวนามากขึ้น ตั้งจิตอธิษฐาน มีพระตามมาด้วย 4 รูป เดินบิณฑบาตไม่มีชาวบ้าน เพราะละแวกนั้นไม่มีพระบิณบาต ไปไหนไม่ได้ต้องในป่า นั่งนึกขึ้นมาได้ ถ้ามีเหตุจริงอย่างที่ฝันจะลองดูสักตั้ง กลายเป็นต้องเร่งภาวนา  อยากจะให้มีญาติโยมใส่บาตร เริ่มต้นจากศูนย์เป็นป่าชุมชน ชาวบ้านสงสัยมาอยู่ได้อย่างไร ตอนหลังมีโยมซื้อที่ให้ 1 ไร่ แต่ไม่พอสร้างวัด  ก่อนมาซื้อเพิ่ม 13 ไร่ใช้พื้นที่ป่าอีก 4 ไร่ เริ่มโครงการสร้างวัดใช้เวลา 6 ปี ขยับขยายไปซื้อที่ดินฝั่งตรงข้ามอีก  98 ไร่ มูลค่า 38 ล้านบาท เพราะไม่ต้องการบุกป่า เตรียมไว้สร้างเจดีย์

เงินส่วนใหญ่นำมาจากขายที่ดินมรดกของแม่ในอำเภอหัวหิน และมีญาติโยมมาร่วมถวาย พระเพทายพัฒนาพื้นที่จนชาวบ้านยอมรับ เพราะปกติพระทางเหนือจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อต้องเป็นคนอีสาน แล้วชุมชนต้องเป็นคนอีสาน คนเหนือเน้นเรื่องภาวนา ไปงานทำบุญ มีสนุกสนานเล็กน้อย ร้องรำทำเพลง ไม่มีกฐิน ผ้าป่า “ครูบาอาจารย์ท่านสอนให้เรียบง่าย เราอาศัยความเป็นตำรวจเก่า ทำเรื่องมวลชน  ขุดน้ำบาดาลได้ ทำถัง 20 ลิตร ให้ชาวบ้านเลย แจก 100 กว่าใบ มาเอาน้ำฟรี คุณขี่มอเตอร์ไซค์แจกให้ขนมเด็กทุกวันจันทร์ ให้เด็กมีกำลังใจไปเรียนหนังสือ ให้วันละ 10 บาท  ตื่นมาเรียนได้ฟรี 10 บาท ไปเอาที่ร้านค้า”

พระอาจารย์นักพัฒนาบอกอีกว่า เวลามีงานอะไรในชุมชน วัดโน้นวัดนี้มีงาน เราไปช่วย แต่ไม่ได้เอาตัวไปช่วยนะ ช่วยเงิน ตั้งโรงทานบ้าง กลายเป็นว่า ชาวบ้านแถวนี้เป็นคนเหนือหมด สนับสนุนวัดเรา 4 หมู่บ้าน หลังจากสร้างวัดเป็นรูปเป็นร้างตั้งชื่อวัดเจริญวิจิตรังสีสุทโธ ตามครูบาอาจารย์เก่า เจริญมาจากสมเด็จพระสังฆราชองค์ก่อนท่านชื่อเจริญ สุวฑฺฒโน เราอยู่กับท่านตอนเป็นสารวัตรชนะสงคราม ส่วนวิจิต มาจากฉายาพระอาจารย์วันชัย วิจิตฺโต แล้วนำเอารังสี ของหลวงหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ที่ไปกราบท่านตอนเป็นฆราวาสประจำ ส่วนสุทโธเป็นเจ้าที่ของที่นี่ ชื่อยาวนิดหนึ่ง แต่มีที่มาทั้งหมด

 

มีโอกาสเทศนาบรรดาตำรวจ  สวดยับเรื่องเงินไม่บริสุทธิ์

 

 

 

 

 

 

บ่อยครั้งถูกนิมนต์ไปเทศนาให้ตำรวจหลายระดับฟัง พระอาจารย์เพทายจะเน้นหลักความเป็นจริง ต้องเข้าใจว่า เราพยายามอธิบายตำรวจ ทำบุญจริง ๆ อย่าเข้าใจว่า ได้บุญ เพราะการทำทานจริง ๆ  ต้องอาศัย 2 อย่าง คือผู้ ให้กับผู้รับ ถ้าเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ ผู้ให้ 50 ผู้รับ 50 ผู้ให้ คือเมล็ดข้าวพันธุ์ดี ผู้รับ คือนาพันธุ์ดี  ต้องเท่าๆ กัน ทีนี้ต้องแบ่งย่อยอีก ผู้ให้ก็ต้องแบ่งจิตก่อนทำ ขณะทำ หลังทำ นอกจากความบริสุทธิ์ คือ เงินบริสุทธิ์ ขณะทำต้องอิ่มเอิบ เลื่อมใส หลังทำแล้ว รู้สึกสดชื่น

“ถามว่า ตำรวจ เวลาทำบุญ 50 เปอร์เซ็นต์แรกจะได้สักเท่าไหร่ ก็รู้อยู่ เอาซองไปก็ต้องรับไปให้หมด ใช่ไหม เพราะฉะนั้นตำรวจเวลาทำทาน ผู้ให้แทบจะไม่ได้เลย น้อยมาก อาจจะได้สัก 10-15 ส่วนผู้รับ ถ้าเป็นพระที่ไม่ปฏิบัติ ไม่มีศีลยิ่งน้อย เพราะฉะนั้นบางคนทำบุญเยอะแยะ แต่เขาบอกว่าไม่ได้บุญ ก็ผู้ให้นิดเดียว ผู้รับก็นิดเดียวจาก 100 เปอร์เซ็นต์ บางคนได้แค่ 30 แล้วมันจะส่งผลได้อย่างไร  เพราะเหตุนี้ พระตามป่า ตามเขา ควรได้แสวงหา เพราะถ้าเป็นนาบุญ โยนเมล็ดพันธุ์ไหนก็ได้ ทีนี้ถ้านาไม่ดี เราเอาเมล็ดพันธุ์ดีไปโยนในนาหิน มันก็ขึ้นหร่อมแหรม” พระนักเทศน์ว่า

“ เพราะฉะนั้นตำรวจทั้งหลายที่อ้างว่าทำทานเยอะ มันไม่ใช่ เอาซองมางานผ้าป่าต้องได้ยอดเท่านี้ เอาใจนาย อาตมาชอบพูดความจริงกับตำรวจในประเด็นที่ว่า ตำรวจส่วนใหญ่ เงินที่ได้มาเป็นเงินที่ไม่บริสุทธิ์เยอะมาก สามารถทำงานด้วยกันได้ จริง ๆ อาชีพตำรวจมันคู่ขนาน สมัยอาตมาเป็นฆราวาส เราอาศัยปฏิบัติแบบครึ่งทาง เพราะฉะนั้น บุญทั้งหลายส่งได้ในบางจังหวะ ยกตัวอย่าง สปริง เวลามันยืดก็ต้องหด สมมติยุคไหนที่มันแย่ๆ ต้องมีคนดีมาหน่อยหนึ่ง อาจจะระยะสั้นปีหนึ่ง แต่ที่แย่ ๆ อาจจะ 9-10 ปี สวิงเป็นวงรอบของมัน”

 

สร้างอุโบสถอย่างเรียบง่าย ไม่เน้นหรูหราสวยงามอลังการ

พระครูปลัดสุตวรวัฒน์ยังมองว่า พระไทยในปัจจุบันบางส่วนไปเน้นการทำทาน ให้ญาติโยมมาลงทุนกลายเป็นว่า พระพุทธศาสนาเจริญทางวัตถุ คือทาน แต่ในเรื่องสมาธิด้อยลง ไม่แก้ปัญหาในเรื่องความทุกข์ที่เป็นนามธรรม ก็ทำอะไรไม่ได้ บางคนบอกว่า ครูบาอาจารย์วัดพระป่าต้องเจริญในสายนี้ถึงจะหลุดพ้น เราก็มีความเห็นแย้งนิดหนึ่ง คุณจะเป็นแก่นได้ คุณก็ต้องมาจากเปลือกกะพี้ ต้องทำทาน รักษาศีลก่อน แล้วค่อยมาแก่น ถ้ามันมีแก่นอย่างเดียวก็แค่เป็นเสาบ้านเฉย ๆ  แข็งแรง แต่ความสวยงามไม่มี  ถ้าต้นนั้น มีแก่น มีเปลือก มีกะพี้ มีสะเก็ดแสดงว่า มีชีวิต มีราก มีใบ มีออกดอก ออกผล มีแมลง มีอะไรมาบินอยู่ สวยงาม เพราะฉะนั้น สายปฏิบัติกับไม่ปฏิบัติต้องไปด้วยกัน เพื่อที่จะให้คนที่ปฏิบัติน้อยหันมาตรงนี้ อาจจะมีแค่ 10 เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมด ทว่าปัจจุบันความเจริญทางวัตถุเยอะจริง

พระอาจารย์เพทายใช้เวลาสร้างอุโบสถในเวลา 5 เดือนครึ่ง ไม่ต้องหรูหรายิ่งใหญ่อลังการ เพราะอุโบสถที่มีเสมาใช้ทำสังฆกรรมบางประเภท  เช่น บวชพระ ทำปาฎิโมกข์ แล้วรับกฐิน แค่นั้น นอกนั้นไม่ได้ใช้ถามว่า มีพระ ไม่สามารถบวชได้ ไม่มีพระอุปัชฌาย์ หรือไม่สามารถปาฎิโมกข์ เพราะต้องมีพระ 5 รูป แต่พระวัดนั้นมี แค่ 2 รูป จะทำอะไรไม่ได้เลย รับกฐินไม่ได้อีก เพราะพระมีไม่ถึง อุโบสถจริง ๆ ถึงใช้แค่ 3 ภารกิจ แต่ปรากฏว่า หลายวัดไปเน้นสร้างอุโบสถกันมูลค่า 10 ล้าน 50 ล้าน หรือ 100 ล้าน เพื่อความสวยงาม

“ในอนาคต พระต้องปฏิบัติเพื่อเข้าใจนามธรรมให้น้อยลง ส่วนตัวอาตมากังวลวาส ฆราวาสที่จะเข้าใจพระจะน้อยลง เพราะฉะนั้นต่างคนต่างน้อยนะ ปัญหาที่ความเสื่อมโทรมมีสูง อาตมาถึงได้สร้างอะไรง่ายๆ กำแพงเหมือนกัน แม้กระทั่งเจดีย์จะใช้ปูนเปลือย ไม่ต้องทาสี ให้เป็นธรรมชาติ เวลาโดนฝน โดนอะไร ไม่ต้องไปดูแลมาก ไม่ต้องไปวิจิตรพิสดารมาก”

 

ซื้อที่ดินเพิ่ม 98 ไร่ไว้สร้างเจดีย์ เป็นปอดชั้นดีของชาวบ้านย่านนั้น

บุกเบิกสร้างวัดเจริญวิจิตรังสีสุทโธจากเดิมที่มีพระจำวัดอยู่ 4 รูป ตอนหลังได้ผู้มีจิตศรัทธามาบวชเพิ่ม เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ 3 รูป คนหนึ่งเป็นรุ่นเดียวกัน คือ จิโรจน์ อนันตานนท์ ปัจจุบันมี 10 รูป พอสร้างวัดเอง อดีตนายตำรวจนักบุญว่า ไม่ได้ตั้งตัวเป็นเจ้าอาวาส  เพราะต้องทำเรื่องขอสร้าง มีกติกาว่าพื้นที่ขนาดไหน เสนาสนะเบื้องต้นกี่หลัง พอสร้างเสร็จแล้ว มีศาลาการเปรียญเพิ่ม  “ผ่านลาภ ยศ สรรเสริญ เย็น ร้อน อ่อน แข็งมาเยอะ รู้สึกว่า ต้องทำอะไรเป็นภาระต่อคนรุ่นใหม่น้อยที่สุด เหมือนอาตมาซื้อป่า คนแถวนี้หาว่าบ้าทั้งนั้น ที่ดินแม่จันบอกว่าไม่เคยมีพระองค์ไหนซื้อที่ดิน 98 ไร่ราคา 38 ล้าน  มีแต่ขาย อาตมาซื้อ เสร็จแล้วท่านพัชรวาท วงษ์สุวรรณ ท่านมาเป็นโยมอุปัฏฐากวัด ก็ไม่รู้จักกันมาก่อน รู้จักลูกน้องแกมาวัด”

     พระอาจารย์เพทายเล่าว่า นายเวรท่านพัชรวาทขับรถพามาดู พร้อมเพื่อนร่วมรุ่นและดำรงค์ พิเดช เราตอบข้อสงสัยได้หมด ตอนหลังแกเผยไต๋ว่า เฉย ๆกับเพราะ เพราะพ่อเป็นมัคนายกวัดมาก่อนบอกเสมอ ถ้าเป็นคนดีไม่จำเป็นต้องห้อยพระ นับจากนั้น แกดูแลมาตลอด เห็นว่า เราจริงใจ เนื่องจากว่า แกเคยไปสร้างวัดแห่งหนึ่งที่นครพนม 10 ปี หมดไปตั้ง 70 ล้าน ยังไม่ถึงไหนเลย อุโบสถหลังเดียวเข็ดเลย พอมาเจอเรา แต่ไม่ได้ให้หมดทยอยให้ตามเทศกาล ช่วยสมทบทุนสร้างอุโบสถ เป็นเจ้าภาพกฐิน 2 ครั้ง ก่อนถามว่า ทำไมต้องซื้อที่ดินสร้างเจดีย์เยอะแยะ เราบอกว่า ป่าแถวนีไม่มี ถูกตัดหมด เราต้องการสร้างป่าเปิด ไม่ต้องสร้างกำแพงเพื่อที่จะ เป็นปอดของแถวนี้ เพื่อจะให้พระรุ่นใหม่มีรายได้จากคาร์บอนเครดิต เพราะแล้วว่า อีก 5 ปี เห็นผลแล้ว มีรายได้เข้าวัดแล้วทุกเดือน

เจ้าอาวาสวัดเจริญวิจิตรังสีสุทโธอธิบายความเพิ่มเติมด้วยว่า ถ้าเราไม่สร้างพวกนี้ สักวันจะหมดไปพร้อมชีวิตเรา มองว่า เราทำงานเป็นตำรวจมา 17 ปี ขั้นเดียว 5 ครั้ง ใช้ความขยันทำงาน เอาแค่ 75-80 เปอร์เซ็นต์ได้แล้ว 2 ชั้น อย่าไปพูดถึงตำแหน่ง แต่ความเป็นพระสภาพจิตต้องฟิต อย่าขี้เกียจ อย่าท้อแท้ ต้องหมั่นภาวนา ขี้เกียจต้องหาต้นเหตุให้เจอ แล้วรีบภาวนา กระตุ้น แก้ไข ต้องใช้ความพยายามแบบนี้ 95 เปอร์เซ็นต์ ไม่อย่างงั้นอยู่ไม่ได้ วัน ๆ เช้าบิณฑบาตเสร็จกลับมา ว่างทั้งวัน แล้วเวลาว่างไปไหน เริ่มฟุ้งซ่านสิ บางคนฟุ้งซ่าน จมอยู่กับโซเชียล ดูยูทูบ ดูนั่นดูนี่ แต่ที่จริงจิตไปแล้ว พอมันไปเสพเรื่องข้างนอกเข้า วัน ๆ มันก็คิดแต่เรื่องข้างนอก  รู้สึกเพลิน จิตมันหลุดไปแล้ว ไม่เหมือนตอนอยู่ภูสังโฆ 7 ปี โทรศัพท์มือถือใช้ไม่ได้ สัญญาณไม่มี

 

ตั้งมั่นในการฝึกสัมมาสติ  ไม่ปล่อยเตลิดแล้วจะเกิดปัญหา

นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 39 ตัดสินใจก้าวสู่รสพระธรรมตลอดระยะเวลา 20 ปีเล่าอีกว่า อยู่วัดไม่มีกิจกรรมอะไร กิจนิมนต์ไม่มี สวดศพไม่มี เพราะไม่อยากไปแย่งพระท้องถิ่น เรื่องของลาภสักการะ ไม่มีไปฉันที่โน่นที่นี่  ภารกิจมีแค่เช้ามาบิณฑบาต มีอยู่วัดเดียว เพราะวัดเมืองเหนือ นิยมตกปิ่นโต  ชาวบ้านเห็นเราบิณฑบาตบ่อย ๆ เริ่มมีจิตศรัทธามาใส่จนอาหารเหลือเฟือ แต่เราจะสอนพระทุกรูปว่า การภาวนาดีที่สุด เราไม่เคยเรี่ยไร ไม่เคยบอกบุญ ถ้าเรามีบุญบารมี ขอให้มีคนมาหาเราเอง เราคิดอย่างนี้ ไม่มีประเภทแบบ เรี่ยไร ไม่เอา กฐินวัดเราปีหนึ่ง 10 ล้าน อาศัยช่วงนั้นแหละ เป็นเรื่องท้าทาย หนักกว่าตอนเป็นตำรวจ เพราะขี้เกียจไม่ได้

ปัจจุบัน พระเพทายนอน 4 ทุ่มครึ่ง ตี 3 ตื่นขึ้นมาต้องภาวนา ทำให้จิตชุ่มชื่นทั้งวัน  แก้ปัญหาได้ดี เพราะการภาวนา  เรียกว่า สมาธิ คือ ความตั้งมั่นของจิต ฝึกสัมมาสติ ให้สติมันตั้งมั่นกับปัจจุบัน พอสติดี ปัญหาเกิดก็แก้ได้ทันที แล้วปัญหาแก้ได้ตรงประเด็น  เรียกว่า สติมาปัญหาเกิด สติเตลิดจะเกิดปัญหา ดังนั้นสติสำคัญสุด ครูบาอาจารย์สายกรรมฐาน ท่านมีสติเยอะมาก ท่านไม่ค่อยไปไหน แล้วท่านก็ไม่ค่อยอยากจะไปทำอะไรให้มันยุ่งยาก

“มีเพื่อนเราหลายคนบอกว่า หลวงพี่ทำไมไม่ไปโปรดสัตว์ เราย้อนถามว่า เฮ้ย ถามจริงเหอะ ถ้าเรามีชื่อเสียงขึ้นมา แล้วมันได้อะไร เขาว่า หลวงพี่ก็ได้ยศ เราเฉย ๆ นะ หลวงพี่ได้บริวาร ได้ลูกศิษย์ ได้ชื่อเสียง แล้วบอกได้มาแล้วทำไม ได้ลูกศิษย์ ได้บริวาร แล้วสิ่งที่ตามมาจากการได้ลูกศิษย์ ได้บริวาร คือ อะไร ได้เงิน ถ้าได้เงินตรงนั้นมาแล้ว ตรงไหนเสร็จ  สร้างวัด สร้างวัดเสร็จ เงินเหลือทำยังไง ชุมชนขอ สร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน กลายเป็นว่า เราปฏิบัติให้หลุดพ้น ต้องมานั่งทำทานอีก ไม่เอาด้วยคน แล้วพอเวลามีชื่อเสียงมาก เวลาส่วนตัวก็ไม่มี จะไปทำโน่นนี่ก็ไม่ได้ จะไปส่วนตัว ปลูกต้นไม้ ดูต้นไม้ จะมาเล่นกับหมา ให้อาหารหมา ไม่มี รับแต่แขกทั้งวัน เราไม่เอาด้วยคนหรอก”

มองอาชีพเก่าอาจปฏิบัติธรรมไม่ได้ ทว่าเอามาใช้ประยกต์ได้เหมือนกัน

พระอาจารย์นักบุญสายเหนือฝากบอกด้วยว่า อาชีพตำรวจอาจไม่ใช่เส้นทางที่ไม่สามารถปฏิบัติธรรมได้  แต่เราสามารถประยุกต์ได้ ถามว่า ถ้าไม่รักษาศีลจะได้ไหม มันไม่ได้ เพราะถ้าเราเป็นคนพุทธ เราอ้างว่าเราเป็นพุทธศาสนิกชน เราจะต้องมีศีลเป็นพื้น แต่ศีลเราจะรักษายังไงให้ดี เพราะศีลไม่ได้เกิดมาเอง ศีลจะเกิดต่อเมื่อ มีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ อริยสัจ 4 ก็ไม่มีทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ที่ย่อลงมาเหลือศีล เพราะฉะนั้นศีลมาจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แต่ที่จริง มีอยู่ในธรรมชาติ แต่ปัจจุบันจะรักษาศีลอย่างนั้นได้ไหม ไม่ได้ แค่โซเชียลไลน์ทั้งวัน ไม่อ่านก็ผิดศีลแล้ว  ไลน์มา บางคนบ้าข้อความยาวๆ ทุกวัน ไม่อ่านเลย จิ้มไป โอเคทราบก็ผิดศีลแล้ว

“เพราะฉะนั้นต้องประยุกต์ตัวเองว่า เราจะรักษาศีลแบบไหนให้ดีที่สุด ต้องบอกพวกตำรวจทั้งหลาย รักษาศีลครึ่งทางพอแล้ว ไม่ต้องไปอะไรมากมาย ไม่ต้องไปทำอะไรเยอะ จะยากอะไร ทำได้จริง เดี๋ยวนี้ การปฏิบัติของพระ กลายเป็นเรื่องของพระ โยมบอกว่า ให้พระท่านปฏิบัติเถอะ เราแค่มาทำทานพอ มันคิดกันอย่างนี้ แต่จริง ๆ พุทธศาสนา เน้นตรงที่ปฏิบัติ พุทธศาสนาไม่ได้เน้นเรื่องทาน เพราะศีล สมาธิ ปัญญา มีทานที่ไหน พระพุทธเจ้าบอกว่า ทานเป็นลักษณะของเด็กกำลังตั้งไข่ คนที่จะเข้าสู่ลูกศิษย์ตถาคตจริง ๆ ต้องเริ่มจากศีล แต่เรากลับไปเน้นทาน เพราะง่าย เรื่องศีลเลยมองเป็นของยาก ยกให้พระปฏิบัติทั้งหมด”

ตรงกันข้าม พระอาจารย์เพทายมีความเห็นว่า ปัจจุบันแทนที่พระจะสอนให้คนอยู่กับร่องกับรอย เช่น จะมีหน้าที่ของอุบาสก อุบาสิกาที่ดี ต้องไม่คลอนแคลนในพระรัตนตรัย ไม่ถือเป็นคนตื่นข่าว เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่า พระเองไปให้นับถือจิ้งจก 2 หาง บ้าง อะไรไปเรื่อยเปื่อย มีปีชงบ้าง ไม่สอนลักษณะว่า แท้จริงพุทธศาสนา อยู่ที่การปฏิบัติ จับประเด็นผิดหมด คนอยากจะได้ทาน อะไรที่รวยไปหมด มีบางวัดคนไปไหว้พระธาตุ พอท้าวเวสสุวรรณดัง คนไปไหว้ท้าวเวสสุวรรณมากกว่าพระธาตุ ไปวัดเดียวกัน แต่ไปไหว้ท้าวเวสสุวรรณ เป็นอย่างนี้ไปแล้ว ต่อไปจะเละเทะหมด  บางวัดเต็มไปด้วยวัตถุ สร้างขึ้นใหญ่โต ต่อไปใครจะบูรณะ ปล่อยเป็นที่อยู่ของหนู ตุ๊กแก  หลายวัดต้องเปลี่ยนทำเป็นอันซีน ต้องมีสิ่งดึงดูด ให้คนมาทำบุญ เป็นแบบนี้กันไปหมด

 

ทุกคนเกิดมามีน้ำมันอยู่เต็มถึง แต่ไม่คิดเติมมันสักวันก็จะหมด

อดีตนายตำรวจลูกศิษย์พระอาจารย์สายวิปัสนาอยากให้สติอยู่กับปัจจุบัน อาชีพตำรวจก็เช่นเดียวกัน  ถ้ามัวแต่ทำงานต่าง ๆ แล้วบอก ไม่มีเวลาจะทำ  นั่นคือ ข้ออ้าง ถ้าเกิดตายไปแย่เลย เพราะ พระพุทธเจ้าบอกว่า ชาตินี้เป็นผลของชาติที่แล้ว ท่านเปรียบว่า วันนี้เป็นผลของเมื่อวานนี้ แล้ววันนี้ก็เป็นเหตุของพรุ่งนี้ ถ้าวันนี้ทำดี ไม่ต้องคำนึงถึงผล  ท่านก็บอกว่า อดีตที่ผ่านมาแล้ว ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว ให้ละออกจากจิต เพราะไม่สามารถเรียกร้องกลับคืนมาได้ ท่านกำลังจะบอกว่า เมื่อวานนี้มี วันนี้มี พรุ่งนี้มี ท่านสอนว่า ชาตินี้มี ชาติก่อนก็มี ชาติหน้าก็มี คุณสบายตอนนี้ คุณมาเป็นตำรวจ ทหาร คุณมีหน้าตาดีทั้งหลายแสดงว่า คุณต้องทำความดีมาระดับหนึ่ง คนมีศีล ร่างกายต้องสมประกอบ คุณไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต  มีผลของมันอยู่

“ทีนี้ ถ้าคุณไม่ทำต่อ มันก็หมดตรงนี้ เหมือนน้ำมัน คุณเกิดมา น้ำมันเต็มถัง รถคุณใช้อย่างเดียว คุณไม่เติมเลย มันก็หมดถัง ดังนั้นบางคนถึงได้มีเหตุ ตายไปแล้วไปไม่ดี มีเยอะแยะ เพราะว่าไม่ได้สร้างใหม่ ไม่สร้างจนกระทั่งหลง งมงาย มีอะไรยกให้วัดหมด ทำให้วัดหมด มันไม่ใช่ มันงมงาย จริง ๆ หลักพุทธศาสนา อยู่ที่จิตเฉย ๆ ปฏิบัติวันละนิดวันละหน่อย ถ้าเราทำจริง ๆ รักษาศีลก่อนนอน เอาแค่ภาวนาก่อนนอน ก็เหลือเฟือแล้ว ถ้าพัฒนาอีกนิดหนึ่ง เอาแค่ก่อนนอน ภาวนาให้ได้ 15 นาที หรือเวลาไหนก็ได้ ตามสะดวก นั่งท่าไหนก็ได้ ไม่ต้องขาขวาทับขาซ้าย นั่งพิงหลังก็ได้ ท่องในใจ พุทโธ ๆ หรือนะโมพุทธายะ หรือ อิติปิโส ได้หมดแหละ ให้มันอยู่อย่างนี้ ทุกๆ วัน เหลือเฟือแล้ว มันสามารถมีสติได้แล้ว”

เจ้าตัวย้ำว่า  อาจจะเป็นประเภทมีสติแบบหาเช้ากินค่ำ แต่ดีกว่าไม่มีเลย เพราะความตายยังไม่มาเยือน อย่าไปคิดว่า เราจะไปรอเวลานั้น แก่แล้วเราถึงจะทำ เหมือนกับขับรถจะมาชนเราตอนไหน ไม่มีทางเลือกหรอก เดี๋ยวนี้คนตายเยอะแยะไป  เด็ก 20 กว่ามะเร็งบานตะไท มีโยมคนหนึ่งเป็นนักธุรกิจใหญ่ โครงการเยอะแยะ เดินพลาดพลั้งลื่นตกลงมา 10 ชั้นลงมาตาย  ไม่ทันได้สั่งเสียอะไรสักอย่าง ถ้าเรารอวันหน้า จริงๆ พุทธศาสนามันดีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า คนเรามันไม่เข้าใจว่าท่านสอนตรงไหน

 

 

 

RELATED ARTICLES