ประกาศเป็นวาระแห่งชาติอีกระลอก
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล เป็นประธานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงผลการดำเนินงานปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการตัดวงจรเครือข่ายนอมินีข้ามชาติ
มี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และรองผู้อำนวยการ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นั่งประกบเคียงข้าง
“การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เครือข่ายสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และวงจรเครือข่ายนอมินีต่าง ๆ ล้วนเป็นภารกิจที่รัฐบาลให้ความสำคัญ” นายกรัฐมนตีย้ำ
เนื่องจากเป็นอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อประชาชนเป็นวงกว้าง จำเป็นต้องยกระดับการดำเนินงาน
ประกาศให้การปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าวเป็น “วาระแห่งชาติ”
ทั้งนี้ รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 341/2568 เพื่อกำหนดนโยบาย มาตรการ และแนวทางการดำเนินงาน ตลอดจนกำกับติดตามผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง
พร้อมผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่าง 15 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ภาคสถาบันการเงิน และผู้ให้บริการโทรคมนาคม เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมทั้งยกระดับการช่วยเหลือให้เข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
สำหรับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายนอมินีต่างชาติที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมายและใช้คนไทยเป็นนอมินี เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่รัฐบาลกำลังเร่งรัดแก้ไข รัฐบาลกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามการใช้นอมินีในการประกอบธุรกิจผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทย และรักษาเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ
นายกรัฐมนตรีบอกว่า แม้การดำเนินงานจะต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งในและนอกพื้นที่ หรือแม้แต่ในหน่วยงานราชการ แต่ด้วยการยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ทำให้สามารถดำเนินการกับผู้กระทำผิด และสามารถรายงานความคืบหน้าต่อประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง
“การบำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด และพิชิตอันธพาล เป็นหลักการที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อปราบปรามการใช้กลไกหรืออำนาจในทางมิชอบอย่างจริงจัง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไม่ยอมรับการกระทำผิดและการทุจริตทุกรูปแบบ”
ผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ผ่านมา เจ้าตัวว่า มีส่วนสนับสนุนให้ประเทศไทยได้รับการประเมินและจัดอันดับด้านความน่าเชื่อถือและความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน นักท่องเที่ยว และประชาคมระหว่างประเทศต่อการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทย
ทิ้งท้ายชื่นชมการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งและเสียสละ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันหรือความพยายามแทรกแซงจากกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ แต่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังคงยึดมั่นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างสุจริต พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าดำเนินการตามนโยบายอย่างต่อเนื่อง
เพื่อสร้างความเป็นธรรมและความสงบสุขแก่ประชาชนและประเทศชาติ

