“การทำคดีสืบสวนสอบสวนส่วนใหญผมจะเน้นความร่วมมือในหลักการรวบรวมพยานหลักฐาน ใช้วิธีต่อจิ๊กซอว์”

 

ายพลตำรวจเก่งระดับตำนานมากประสบการณ์คนหนึ่งแห่งท้องทุ่งปทุมวัน

พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น อดีตจรตำรวจแห่งชาติวาดลวดลายในเชิงบู๊ และบุ๋นบนยุทธจักรสีกากีจนเป็นที่ยอมรับแก่ผู้บังคับบัญชาและประชาชนทั่วไป  ชาวอำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ เป็นลูกชายคนโตของครอบครัวชาวนาฐานะยากจน เริ่มต้นเรียนชั้นประถมอยู่โรงเรียนวัดบ้านไร่จนจบ ประถม 7 เข้าต่อโรงเรียนลาดยาว หลังพ้นมัธยมต้น ย้ายไปต่อมัธยมปลายโรงเรียนชายประจำจังหวัด

วัยเด็กเกเรมาก พ่อแม่เอาไม่อยู่ต้องส่งมาอยู่วัดลาดยาว อาศัยกุฏิหลวงตาจันทร์ที่ใต้ถุนเต็มไปด้วยโกดังเก็บศพ ถูกหลวงตาจับเคี่ยวเข็ญให้ตั้งหน้าตั้งตาเรียน เพราะตอนประถมสอบเกือบตกตลอด จากที่เคยอยู่ห้องบ๊วยสุด พอเข้ามัธยมโรงเรียนประจำอำเภอ สอบเทอมแรกได้เหรียญทอง ทำคะแนน 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ นับแต่นั้นสอบได้ที่ 1 มาตลอด เป็นเพราะพระคุณหลวงตาจันทร์และข้าวก้นบาตร

ฝันอยากเป็นตำรวจมานานตั้งแต่เด็ก  เพราะที่บ้านกับพวกตาไปซื้อควายจากแม่สอด จังหวัดตากแล้วต้อนมาไว้ที่บ้านเพื่อรอขาย บางทีก็ถูกโจรปล้น เคยเจอกับตัวเองอยู่ครั้งตอนประถม 6 เห็นตาถูกมัดไว้เลือดเกรอะกรังเต็มไปหมด พ่อต้องจัดทีมตามล่า มีการยิงตายกันกลางทุ่งนาหลายศพ ทำให้รู้สึกว่า ต้องเป็นตำรวจ

หลังเรียนจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เขาไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารทำคะแนนดี แต่กลับไม่ได้ไปสัมภาษณ์ เพราะดันไปชกมวยหาเงินอยู่จังหวัดพิษณุโลก แบกน้ำหนักคู่ต่อสู่จนโดนเตะขาแตกหมดสิทธิ์สัมภาษณ์เข้าโรงเรียนเตรียมทหาร กลับมาเรียนมัธยมปลายทำคะแนนโดดเด่นได้สิทธิของจังหวัดเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่เลือกสอบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ควบคู่กับสอบเป็นนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ ได้หมดทั้ง 2 แห่ง สุดท้ายเลือกรับบทผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 32 ทำความฝันวัยเด็ก

จบออกมาทำคะแนนเป็นที่ 1 ของรุ่น บรรจุตำแหน่งรองสารวัตรป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง เจอ ปัญญา ยิ้มเจริญ พิชิต ควรเดชะคุปต์ เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ อำนวย นิ่มมะโน ที่เก่งในงานสอบสวนและปราบปราม แถมยังได้เป็นหัวหน้าสายสืบต่อจากสุรสีห์ สุนทรศารทูล คุมลูกน้องออกทำงานสืบสวนกว่า 10 คน ได้แนวคิดวิชาการสืบสวนมาตั้งแต่บัดนั้น

อยู่จนโรงพักมีเรื่องมีราวขัดแย้งกันภายในระหว่างกลุ่มที่จบนายร้อยตำรวจกับนายร้อยอบรม โยกลงเป็นรองสารวัตรสายตรวจ 191 ทำหน้าที่สายตรวจรถวิทยุเก็บเกี่ยวกับประสบการณ์ด้านป้องกันปราบปราม ควบคู่ไปกับการเรียนภาษาอังกฤษ ก่อนลัดฟ้าไปเรียนต่อปริญญาโท สาขาบริหารงานกระบวนการยุติธรรม มหาวิทยาลัยอลาบามาบอร์นิ่มแฮม ประเทศสหรัฐอเมริกา และระดับปริญญาเอก สาขาอาชญวิทยา มหาวิทยาลัยฟลอริดาสเตต

คว้าดีกรีดอกเตอร์นักเรียนนอกจากอเมริกาคืนถิ่นเกิด กลับมาติดยศ ร.ต.อ.ลงตำแหน่งอาจารย์โรงเรียนนายร้อยตำรวจใช้หนี้คืนทุนรัฐบาลนาน 1 ปี เอาประสบการณ์ไปร่วมทีมศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถ วางระบบบป้องกันรถหายออกขายชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน  จากนั้นไปช่วยราชการอยู่สำนักงาน พล.ต.อ.เภา สารสิน อธิบดีกรมตำรวจ

“ท่านเภาเป็นคนฉลาด วาระประชุมท่านทำพร้อมกับการลงมติในเรื่องต่าง ๆ ท่านรู้ว่าจะต้องลงมติแบบนี้ ต้องตัดสินใจแบบนี้ แต่ท่านจะไม่ตัดสินใจเลย จะมาถามในที่ประชุม เรียกประชุมทุกสัปดาห์ไม่มีขาด อธิบดีหลายคนทำมาต่อเนื่อง แต่ด้วยความที่ทักษะในการประชุมบางทีไปเก่งกว่าเขา พอเก่งกว่า ผู้ใต้บังคับบัญชาจะไม่กล้าพูด ไม่กล้ามา สิ่งนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมได้มาเยอะพอสมควรตอนอยู่อธิบดีเภา” พล.ต.อ.ปัญญาว่า

ขยับลงเป็นรองผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดสกลนครเขต 2   พื้นที่สีชมพูเก่า ทำโครงการตำรวจไฟกระพริบทั่วสกลนครเขต 2 ตั้งด่าน 3 ทุ่ม ออกตรวจเอง เพื่อลดคดีลักวิ่งชิงปล้น แต่เหตุผลลึก ๆ คือ ไม่ให้หัวหน้าสถานีเอารถไปใช้ส่วนตัว ไปเที่ยวอุดรธานีบ้าง เที่ยวเมืองสกลนครบ้าง

กระทั่งปี 2537 มีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของกรมตำรวจยกระดับกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดขึ้นเป็นกองบังคับการ ส่วนโรงพักปรับตำแหน่งสารวัตรใหญ่ให้เป็นผู้กำกับ เขาถูกคำสั่งให้ดำรงตำแหน่งผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี ร่วมคลี่คลายปมสังหาร พ.ต.ท.ทวีศักดิ์ ธุวานนท์ เพื่อนนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 24 ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ที่ตอนนั้นเป็นผู้บังคับการวิทยาการเขต 3 ควบคุ่กับการปราบปรามบ่อนการพนัน และจัดระเบียบแม่บ้านตำรวจ เพราะเดินเก็บหวยวุ่นวายกันไปหมด

“ ผมมีแรงจูงใจอย่างหนึ่ง คือ พอไปดูรายชื่อสารวัตรใหญ่เมืองอุดรธานีที่ผ่านมา แรก ๆ จะดีมาก บุญทิน วงษ์รักมิตร ประชา พรหมนอก พิชัย สุนทรสัจบูลย์ บุญชู วังกานนท์ เคยอยู่หมด” พล.ต.อ.ปัญญาบอกก่อนเปิดฉากลุยกำราบบ่อนการพนัน วางนโยบายไม่รับเงิน เพราะธรรมชาติของบ่อนพนัน มีคนรับอยู่ไม่กี่คน ไม่ได้จ่ายทั้งหมด มีผู้หลักผู้ใหญ่ในทุกสายไปร่วมหุ้น อาจไปในรูปของการปล่อยเงินกู้ในบ่อน มีมือปืน อยู่กันแบบนี้เป็นสูตรสำเร็จ

“เสร็จแล้วผมก็จะให้คนไปติดป้าย บ่อนนี้ปิดกิจการแล้ว วันดีคืนดีไม่รู้ใครหมั่นไส้ก็เอาปืนไปยิงใส่บ่อน เมื่อหมดความมั่นคงก็ไม่มีคนกล้าไปเล่น สิ่งที่ตามมา คือ กำกับมือปืนให้ดี มึงไปทำชั่ว ไปทำร้ายเขา ตอนนั้นก็โดนวิสามัญฯไปหลายศพตายกันระนาว เมื่อก่อนผมก็บอก ถ้าใครวิสามัญฯไอ้พวกนี้ เมื่อมันสู้ เอ็งสู้มัน มีรางวัลเป็นค่าปืน 4 หมื่นบาท ตอนหลังผมให้ไม่ไหว เพราะมันเยอะจัด แต่ปัญหาก็เบาลง” อดีตผู้กำกับโรงพักอีสานเหนือยิ้มภูมิใจผลงาน

การแก้ปัญหาบ่อนพนันเมืองอุดรธานีหมดไป เหลือคดีฆ่า พ.ต.ท.ทวีศักดิ์ ธุวานนท์ อดีตรองผู้กำกับการ 4 กองปราบปราม คดีสะท้านเมืองนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2536 พ.ต.ท.ทวีศักดิ์ ที่ลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัวถูกทีมสังหารใช้ปืนอาก้ายิงเสียชีวิตคารถเบนซ์รุ่น 500 เอสอีแอล สีเหลือง ทะเบียน 7 จ-2244 กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย พ.ต.ท.ขจรเดช พวงสงวนวงศ์ รองผู้กำกับอำนวยการ งบประมาณ นักเรียนนายร้อยรุ่น 30 ซึ่งทำหน้าที่ขับรถ มีนางบุณฑริกา เสนา ภรรยาของ พ.ต.ท.ทวีศักดิ์ บาดเจ็บสาหัสอีกคน เหตุเกิดบนถนนสายอุดรธานี-หนองคาย กิโลเมตรที่ 14 บ้านนาข่า อำเภอนาข่า เมืองอุดรธานี

พล.ต.อ.ปัญญาไปรับตำแหน่งกุมภาพันธ์ 2537 เรียก ศักดา เตชะเกรียงไกร คัชชา ธาตุศาสตร์ บุญชอบ คงน้อย นายตำรวจมือดีในถิ่นมาคุย  ขอ พล.ต.อ.ชาญ รัตนธรรม รองอธิบดีกรมตำรวจเอา สมภพ พงษ์ฤกษ์ เพื่อนร่วมรุ่นตอนนั้นเป็นสารวัตรสืบสวนหัวหินมาอยู่ทีมคนเดียว เดินเรื่องปืนอย่างเดียว ตามแกะรอยอยู่ 2 เดือน ได้ตัวละครส่งชุดเฉพาะกิจของกรมตำรวจกระจายกำลังกันไล่ล่า แบ่งเป็นทีมของทวี ทิพย์รัตน์ ตอนนั้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มี สมคิด บุญถนอม เจริญ ศรีศศลักษณ์ เป็นตัวหลัก อีกทีมของเขตต์ นิ่มสมบุญ มี อัศวิน ขวัญเมือง เฉลิมพันธ์ อจลบุญ และทีมกองปราบของวรรณรัตน์ คชรักษ์ มี ประมวลศักดิ์ ศรีสมบุญ เป็นตัวชูโรง ตามจนได้ตัวมือปืนและรับสารพัดหมด

ทำผลงานโดดเด่นในตำแหน่งผู้กำกับเมืองอุดรธานีได้ 3 ปี ขยับขึ้นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานีคุมงานปราบปรามยาเสพติด และคดีอาชญากรรมราบคาบอยู่นานจนแทบเรียกได้ว่าชำนาญพื้นที่อีสานตอนบน ก่อนผงาดติดยศ พล.ต.ต.ข้ามห้วยนั่งเก้าอี้ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว นาน 4 ปี สนองนโยบายรัฐบาลด้วยการปราบปรามอาชญากรข้ามชาติ พร้อมใส่เกียร์เดินหน้าลุยผู้ประกอบการที่เอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นทัวร์เถื่อน ไกด์ผี งัดกฎหมายออกมาจัดการเพื่อสร้างความอุ่นใจแก่นักท่องเที่ยว

 พอถึงยุค พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส เรืองอำนาจเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อดีตผู้กำกับที่สามารถคลายปมคดีสังหารเพื่อนรักร่วมรุ่นของเขาได้รับการตอบแทนให้กลับถิ่นอีสานเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4  แค่ 6 เดือนต้องโยกคืนกรุงเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางแทน เปิดเกมติดตามขบวนการคอลเซ็นเตอร์ตุ๋นเหยื่อโอนเงินทางตู้เอทีเอ็มที่อาละวาดทั่วประเทศลุยทลายรังใหญ่ถึงแดนมังกรเป็นครั้งแรก  ขอกำลังจากทางการจีนดึงหน่วยสันติบาลที่ดีที่สุดใช้กำลัง 300 กว่านายกระจายเข้าค้น 8 จุดได้ผู้ต้องหา 350กว่าคน เป็นคนไทย 42 คนจนสื่อพากันยกให้เป็นมือปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ต่อมาเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 กวาดขบวนการค้ายยานรกไปเกือบ 40,000 คดี  พล.ต.อ.ปัญญาเล่าว่า ตำรวจที่เกี่ยวข้องดำเนินการเด็ดขาด จับตรวจฉี่ค้นบ้าน ทำให้เป็นตัวอย่าง เหมือนสมัยอยู่อุดรธานี บางคนเข้าไปเกี่ยวข้อง เราจะเตือนว่า มี 2 ทางเลือก หนึ่งเป็นตำรวจอยู่ต่อไป สวมเครื่องแบบ แต่วันหนึ่งอาจไม่รู้ใครมายิงตาย เราแค่จะเอาธงชาติคลุม อันที่สอง ลาออกไป แล้วเลิกอย่าเกี่ยวข้อง แล้วชีวิตจะปลอดภัย ปรากฏว่า บางคนเลือกจะลาออก เพราะถ้ายังอยู่ชัดเจนว่า โดนแน่นอน

ไม่นานเผชิญมรสุมทางการเมืองเด้งเป็นผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ แล้วกลับมาเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค8 ดูแลริมฝั่งทะเลภาคใต้ตอนบนคลายคดีฆ่าแหม่มบนเกาะเต่า สุราษฎร์ธานี เลื่อนขึ้นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นจเรตำรวจแห่งชาติที่ต้องดูแลความประพฤติตำรวจทุกคนทั่วประเทศรวมผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตำแหน่งสุดท้ายจนเกษียณอายุราชการ ร่วมเป็นคณะปฏิรูปตำรวจ อนุกรรมการข้าราชการตำรวจ ผู้ทรงคุณวุฒิในสมาคมพนักงานสอบสวน

 “การทำคดีสืบสวนสอบสวนส่วนใหญผมจะเน้นความร่วมมือในหลักการรวบรวมพยานหลักฐาน ใช้วิธีต่อจิ๊กซอว์ เอาพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ใกล้ที่เกิดเหตุ ห่างจากที่เกิดเหตุไป หรือจุดพักคนร้าย เอาพยานหลักฐานที่คนร้ายทิ้งไว้ ปะติดปะต่อเชื่อมโยงหาว่า คนร้ายเป็นใคร  เราใช้แนวนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเรื่องเกาะเต่าที่ได้ผู้ต้องหาพม่าจะได้มาจากพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทั้งนั้น อยากให้พวกนักสืบในยุคปัจจุบัน เน้นเรื่องนี้ บางทีจะไปเน้นด้านการข่าว ด้านอะไรที่มีข้อผิดพลาดเยอะ มันหมดสมัยแล้ว”

อดีตตำรวจนักสืบมากประสบการณ์อธิบายเพิ่มเติมว่า ไม่ถึงกับหมดสมัย แต่หมายความว่า จะมีข้อโต้แย้งต่างๆ มาก ถึงอยากให้นักสืบรุ่นหลังๆ ได้พิจารณา หลังจากเราเกษียณออกมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้องชมพู่ คดีดาราแตงโมตกเรือ ปัญหาหลักในการที่จะทำคดี คือ โซเชียลมีเดีย จำเป็นต้องมีผู้รับผิดชอบคดี นั่งหัวโต๊ะ ให้รู้ว่าสื่อ หรือโซเชียลมีเดีย อาจจะมีความเชื่อ อาจจะมีประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับคดีว่าจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ มโน ไปเรื่อย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ น่าจะมีคนที่ช่วยทำความเข้าใจ ให้คำตอบสังคม ไม่ปล่อยให้มโนกันไป จนคดีเป๋ ประชาชนที่อยู่วงนอก หรือผู้มีอำนาจที่อยู่วงนอก บางทีไปเชื่อตาม ส่งให้เกิดผลเสียในความรู้สึก ความมั่นใจ เมื่อตำรวจฟันธงไปแล้วว่าคดีจะเป็นอย่างไร แต่สังคมจะไม่เชื่อ

เจ้าตัวอยากเน้นให้ฝ่ายสืบสวนรุ่นใหม่ๆ เอาประเด็นนี้เป็นตัวหลัก เพราะเห็นตกม้าตายกันไม่น้อย ไม่กล้าที่จะมีใครไปนั่งหัวโต๊ะ ขณะเดียวกันผู้หลักผู้ใหญ่เรา ไม่ว่าจะนักการเมืองระดับสูง หรือระดับไหนไม่ควรจะไปตั้งธง หรือแสดงอาการให้เห็นตามธงว่า ควรจะเป็นใคร จุดนี้เคยเจอกับตัวเราเอง ด้วยความที่เราผ่านอะไรมาเยอะ เราอาจจะกล้าชี้แจงกับรุ่นพี่ รุ่นน้อง เพื่อให้เข้าใจว่าที่คิดไปแบบนักสืบเทวดา ไม่ใช่ มันผิด  “ พยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ หรือว่าสิ่งที่จะนำไปเชื่อมโยงมันไม่ใช่  ทำให้คนไม่ค่อยกล้านั่งหัวโต๊ะ เพราะกลัวจะไปขัดกับผู้บังคับบัญชา แต่อยากให้ทุกคนเห็นว่า เป็นแนวทางที่จะต้องทำ”

เขาฝากด้วยว่า อยากให้นักสืบรุ่นใหม่ปั้นนักสืบรุ่นน้อง และไม่ต้องคิดว่าเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรอย่างเดียว เพราะที่ทำงานประสบความสำเร็จมา อาจจะไม่มีผลงานออกหน้าออกตา ล้วนเป็นผลมาจากชั้นประทวน ทำให้ประสบความสำเร็จ และคนหาพยานหลักฐานสำคัญอีกหน่วยนี่ทิ้งไม่ได้ คือ พิสูจน์หลักฐาน เพราะว่า จริงๆ แล้ว พนักงานสอบสวนนาน ๆจะเจอสักเคส   ต่างจากความชำนาญในการเข้าที่เกิดเหตุ ความชำนาญในการรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุจะสู้พิสูจน์หลักฐานไม่ได้ เพราะเจอมาหลายเคส

ส่วนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กำลังระบาดหนักในปัจจุบัน พล.ต.อ.ปัญญาบอกว่า เป็นหน่วยแรกที่บุกเบิกเอาทีมงานไปทลายถึงประเทศจีน ให้คนไทยเห็นว่า แก๊งพวกนี้อยู่ต่างประเทศจะได้ระมัดระวัง เบอร์โทรศัพท์แปลก ๆ สุดท้ายยังระบาดอยู่  เนื่องจากเป้าหมายคนร้ายต้องเอาเงินเหยื่อออกจากธนาคาร มีขบวนการไปเปิดบัญชีม้าโยกเงินออกนอกประเทศ อัยการสูงสุดจะเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ เพราะเป็นคดีนอกราชอาณาจักร เมื่อรูปคดีเป็นแบบนี้ ผู้เสียหายคือธนาคาร ในอนาคตธนาคารจะต้องกำหนดวิธีการเอาเงินออกจากบัญชี มีเงื่อนไขโน้น เงื่อนไขนี้ทำให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่สามารถเอาเงินออกได้ เข้มงวดในการเปิดบัญชีอาจจะต้องเสีย 25 เปอร์เซ็นต์ต่อความเสียหาย รวมถึงพวกบริษัทโทรศัพท์ หรือผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตที่ปล่อยให้ลิงก์ต่างๆ เข้าไป ต้องจ่ายค่าเสียหายด้วยเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน

“มีคำพิพากษาศาลฎีกาออกมาแล้วว่า ผู้เสียหายสามารถเอาคืนได้ครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าบรรยายไปมากกว่านั้น บริษัทตรวจสอบอาจจะต้องเสียอีก 25เปอร์เซ็นต์ได้ เพราะฉะนั้นผมว่า แนวนี้ อาจจะทำให้เรื่องคอลเซ็นเตอร์ เรื่องคนร้ายข้ามชาติเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์น่าจะเบาบางลงไป แต่ปัจจุบันยังไม่เป็นรูปธรรม ยังจุดกระแสกันไม่ได้ แล้วตำรวจยังใช้วิธีสอบสวนกันแบบเก่าๆ ว่า คนนี้ถูกเขาหลอก มีการโทรมายังไม่พยายามเชื่อมไปสู่ต่างประเทศว่า มีการกระทำผิดในต่างประเทศ เพราะการเชื่อมไปต่างประเทศ อัยการจะเป็นผู้ทำคดี ยุ่งยากในกระบวนการสอบสวน ผมว่าตรงนี้จะเป็นจุดหนึ่งในการแก้ปัญหาคอลเซ็นเตอร์ นอกจากที่จะทำประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนแล้ว นะ ตรงนี้ก็จะเป็นจุดแตกหัก แล้วแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถ้าจะต้องสู้กับแบงก์ พักเดียว สู้ไม่ได้หรอก เนื่องจากต้องผ่านบัญชีของธนาคาร” ตำนานมือปราบคอลเซ็นเตอร์ให้แนวคิด

 

 

เจ้าตัวกังวลด้วยว่า ภาพลักษณ์องค์กรตำรวจกำลังตกต่ำ ผู้บังคับบัญชา นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ต้องรวมกลุ่มกันดูว่า สถานการณ์ของตำรวจเป็นอย่างไร ถ้าเสียสละมากขึ้น สั่งการให้น้อยลง ทำให้หน่วยปฏิบัติเข้มแข็ง อาจจะทำให้ประชาชนรู้สึกดีขึ้น “ผมเคยพูดกับอุดรธานี ตำรวจที่จะได้ใจประชาชน คือ ตำรวจที่จะต้องเข้าถึงใจประชาชน ต้องเข้าไปสัมผัสโดยตรง เข้าไปช่วยเหลือ เข้าไปดูแลประชาชน เพราะฉะนั้นต้องขับเคลื่อนหัวหน้าสถานีระดับโรงพักให้ลงไปสัมผัสถึงประชาชน จัดสรรงบประมาณลงไปดูแล อย่าใช้คำว่าปฏิรูปตำรวจเลย ใช้คำว่าปรับปรุงดีกว่า”

เขามองว่า คณะกรรมการข้าราชการตำรวจต้องแข็งใจปรับหน่วย ไม่ให้เป็นแบบหัวโต นายพลคนสั่งการระดับบนเต็มไปหมด ถึงเวลาอาจต้องลงจำนวน ปรับลงไประดับล่าง รวมถึงเพิ่มเงินพิเศษในการทำงาน ให้ความสำคัญแก่ผู้ปฏิบัติ เป็นจุดแตกหักที่ข้างบนต้องทำ

ปัญญา มาเม่น !!!

 

 

 

 

 

 

RELATED ARTICLES