“ตำรวจต้องมีศักดิ์ศรี ต้องให้ประชาชนเกรงใจ” พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเคยกล่าวไว้ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
นับเป็นความสูญเสียปูชนียบุคคลระดับตำนานอีกครั้งของวงการตำรวจ
เจ้าตัวมีประสบการณ์ครบเครื่องอยู่เบื้องหลังคดีสำคัญที่เต็มไปด้วยบริวารลูกน้องมือดี สอบติดทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมถึงโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 19 มีรถบัสจากกรมตำรวจตรงไปยังสามพรานล้มลุกคลุกคลานเข้าโรงเรียนประเดิมชีวิตนักเรียนนายร้อยตำรวจวันแรก
ประเดิมเป็นรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชยเขต 1 อยู่ได้ 2 เดือนถูกส่งไปช่วยภูธรที่ต้องการนักเรียนนายร้อยตำรวจจบใหม่ประจำอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช รับผิดชอบปราบโจรฤดูแล้ง ชอบปล้นวัวกับชาวบ้านยากจน แม้แต่แม่ลูกอ่อน เลี้ยงลูกต้องให้กินนมข้นหวาน ตรามะลิเพราะไม่มีนมให้ลูก โจรมันยังลักเอาไปด้วย
ออกตามล่าบรรดาเสือร้ายต้องออกไปในทุ่ง นั่งเรือหางยาวตรวจพื้นที่อยู่ 4 ปี ไปอบรมที่อุดรธานีเพื่อจะกลับมาเป็นครูฝึกตำรวจนครศรีธรรมราช หลังจากนั้นขอกลับมาอยู่รถวิทยุนครบาลขี่มอเตอร์ไซค์ฮาเลย์นำขบวนถวายความปลอดภัยในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่กี่เดือนย้ายไปอยู่ป่าไม้
ทะเลาะกับนาย ถูกกล่าวหาไถเงินผู้ประกอบการรถเสาเข็มที่มาจากกาญจนบุรี แต่ความจริง มีจ่าคนหนึ่งอยู่ตาพระยา ปราจีนบุรี อยู่เบื้องหลังเรียกรับผลประโยชน์
ต่อมาย้ายไปอยู่กองปราบปราม ทำงานอยู่เบื้องหลังสืบสวนคดีฉุดผู้หญิงไปข่มขืน ลวงไปขายปักษ์ใต้ แวะไปหาดใหญ่ข่มขืนอีก เหตุอึกทึกครึกโครม เหตุที่เป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงประเทศ เกิดกลางตลาด ชาวบ้านตื่นตระหนกตกใจที่พาดหัวข่าว แล้วตำรวจท้องที่ชักไม่อยากทำแล้วแจ้งกองปราบลงไปทำ บางทีญาติพี่น้องผู้เสียหายไม่พอใจท้องที่ไม่ธรรมร้องเรียนให้กองปราบปรามคลี่คลาย
รับผิดชอบกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม คุมพื้นที่พระนครกับธนบุรี แต่เวลามีคดีต่างจังหวัด มักถูกเรียกไปเสริมเพราะเห็นความสามาถในการสืบสวนสอบสวน ไล่จับ ไล่ยิงกัน
“ผมทำงานไม่ชอบเป็นข่าว แต่หมู่ตำรวจด้วยกันรู้ว่า ผมทำอะไร และเกรงใจ ไม่ว่า นายหรือลูกน้องที่อยู่กองปราบปรามจะรู้ดีว่า ผมเป็นตัวจักรสำคัญในคณะ ไม่ค่อยโชว์ออกสื่อ เพราะอันตราย คนขี้อิจฉาเยอะ ที่ผมเดินขึ้นมาได้ยังโดนเรื่องอิจฉาเยอะ เป็นพวกบัตรสนเท่ห์ หมั่นไส้แบบนี้ นักข่าวสมัยนั้นจะคอยจ้องตามผม บางครั้งผมต้องหลบไปทำคดี” พล.ต.ท.ชัจจ์ว่า
ประจำกองปราบปรามจนได้ขึ้นสารวัตรและเป็นรองผู้กำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม มีอำนาจทั่วประเทศ ปราบปรามอิทธิพลบ่อนการพนันจนเข็ดขยาด โดยเฉพาะ “เสี่ยเล้ง ขอนแก่น” เอาตัวมาดำเนินคดีอาญาที่กรุงเทพฯ ไม่ให้ใช้อิทธิพลเงินทองหว่านคนในพื้นที่ตามคำสั่งของ พล.ต.อ.ณรงค์ มหานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ
กระนั้นก็ตาม ปฏิเสธคำสั่งจับบ่อน วัฒนา อัศวเหม เพราะเห็นเป็นคนคุ้นเคย ทำให้ถูกย้ายไปอยู่ในกรมตำรวจ ผ่านถึงยุค พล.ต.อ.เภา สารสิน ยังโดนย้ายกระเด็นกระดอน ต้องขอสมัครใจอยู่ในกรมตำรวจ แต่ยังมองเป็นผู้มีอิทธิพลรู้จักสนิทสนม แคล้ว ธนิกุล ทั้งที่อีกฝ่ายเกรงใจมากกว่า
“ผมไม่ได้ทำอะไร เพียงแต่ว่า มึงผิดกูจับนะ ถ้ากูห้าม มึงต้องหยุดนะ ถ้าหยุดก็โอเค เราเป็นตำรวจ นายบอกให้ดู มันเรื่องจากนายทั้งนั้น คดีฆ่ากันตายส่วนใหญ่แคล้วจะกระซิบข้อมูลให้หมดว่าใครทำ เพราะกลัวกิตติศัพท์ผม กลายเป็นว่า ผมไปคุ้มครองสนับสนุน ผมไม่เจริญก้าวหน้าเพราะแคล้วส่วนหนึ่งตรงนี้แหละ”
กว่าฟ้าจะเปิดให้ขึ้นเป็นผู้กำกับทะเบียนประวัติ กองบังคับการกำลังพล โยกเป็นผู้กำกับการประจำกองบังคับการปราบปราม ได้ทำคดีเกียวกับเรื่องราชาเงินกู้ เรื่องเกี่ยวกับหุ้น เป็นจุดเริ่มที่ต้องไปเรียนวิชาเพิ่มกับธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะโรงเรียนนายร้อยตำรวจไม่มีสอนไว้ เอาตำราจากเมืองนอกมาอ่านเรื่องข้อกฎหมายเอาผิดกรรมการบริษัทที่ยังยอกถ่ายเงินปั่นหุ้นหลอกชาวบ้านลงทุนด้วยวิธีการแยบยลสารพัดเหลี่ยมเป็นเหตุผลให้ต้องตั้งกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจขึ้นครั้งแรกจากแนวคิดของเขาเพื่อทำคดีเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยเฉพาะ
ถามถึงคดีประทับใจ เจ้าตัวรับว่า ไม่ค่อยได้บันทึก คิดว่า ชีวิตตายไปแล้ว อย่าเหลืออะไรทิ้งไว้ ไม่ต้องดี ไม่ต้องชั่วผ่านมาก็ผ่านไป ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน
แต่ไม่เคยลืมคดีฆ่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส รู้จักกันตั้งแต่ยังเป็นผู้หมวด สืบสวนร่วมกับสล้าง บุนนาค จับคนร้ายเป็นผู้หญิง 2 คนวางยาชิงทรัพย์ในโรงแรม
ขึ้นรองผู้บังคับการปราบปรามไม่ลงรอยกับ “บุญชู วังกานนท์” ผู้บังคับการปราบปราม เพราะมีบางคนแทงข้างหลัง เป็นเหตุให้ถูกย้ายเป็นรองผู้บังคับการกองทะเบียนประวัติ เป็นรองผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 1 กระเด็นกระดอนไปตามจังหวะผู้ใหญ่ที่นับถือโดนมรสุมไปด้วย
อยู่ตำรวจภูธรภาค 1 แทบไม่ไปทำงาน กินอาวุโสขึ้นเป็นผู้บังคับการวิทยาการเขต 4 จังหวัดสงขลา ทำเรื่องหาที่ราชพัสดุสร้างอาคารที่ทำการแห่งใหม่อยู่ตรงทางเข้าน้ำตกโตนงาช้าง ยังโดนป้ายสีพัวพันค้ายาเสพติดในเรื่องที่ไม่มูล
เพียงแค่มีตำรวจไม่ชอบหน้ากันสมัยอยู่กองบังคับการปราบปรามใส่ความ
ชี้แจงพ้นข้อครหาได้เลื่อนเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการสำนักงานวิทยาการตำรวจ เป็นรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ขยับเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ทำหน้าที่หัวหน้าชุดเฉพาะกิจปราบปรามน้ำมันเถื่อน จนถูกย้ายไปอยู่จเรตำรวจเพราะมีบางคนอยากเป็นหัวหน้าปราบน้ำมันเถื่อน
ขึ้นผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่ประสานงานสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และลงเอยตำแหน่งสุดท้ายผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางก่อนเกษียณอายุราชการ
พล.ต.ท.ชัจจ์มีมุมมองฝากถึงตำรวจยุคปัจจุบันว่า จากหน้ามือเป็นหลังมือ อยากให้ผู้มีอำนาจการแต่งตั้งโยกย้าย อย่าไปต้องเสียเงิน เสียทองกัน ตำรวจจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อตำแหน่ง จะลาออกก็ไม่ได้ เพราะเป็นอาชีพต้องเลี้ยงลูก เลี้ยงเมีย ต้องไปค้าขาย ไปทำอะไรอีก หรือไปรีดไถพนันบอล ใครจะทนไหว ไม่มีกินมีใช้ ในเมื่อเขามาให้บางทีต้องเอา
“อย่าให้ตำรวจมันต้องไปเสียเงินอย่างนี้ แล้วจะต้องไปทำอย่างอื่นเอามาคืน จะไปหาจากใครนอกจากรีดจากชาวบ้านชาวช่อง เสร็จแล้วตำรวจก็เสียชื่อ ไปไหนคนก็เกลียด ทั้งกลัว ลับหลังก็ด่าแม่ ไม่มีใครรักจริง แล้วจะไปทำงานกับประชาชนได้อย่างไร”
ตำนานนายพลคนดังยอมรับว่า สมัยก่อนก็มี อย่างบ่อนการพนันเวลาลูกน้องเรา พ่อแม่มันเข้าโรงพยาบาลก็ต้องไปขอ ลูกจะเปิดเทอมก็ต้องไปขอ ไม่อย่างนั้นต้องหาของไปจำนำ แต่พวกนั้นเต็มใจให้
ทุกวันนี้ขอไม่ได้ นายรับแล้วห้ามลูกน้องแตะแล้วมันจะอยู่กันได้อย่างไร
ติดตามเรื่องราวเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ https://www.cops-magazine.com/topic/123631/

