พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท. นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สนง.ผบ.ตร. และ พล.ต.ต. ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ.ตร. นำกำลังตำรวจสืบสวนภาค 8, ตม.สุราษฎร์ธานี สนธิกำลังร่วมกับกรมการปกครอง, ดีเอสไอ (DSI) และสำนักงาน ป.ป.ท. เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายชาวโรฮิงญาสวมบัตรเลข 0” เพื่อกวาดล้างขบวนการทุจริตทางทะเบียนราษฎร

จากการลุยตรวจค้นในพื้นที่ อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ศาลได้อนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมด 17 ราย สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้แล้ว ประกอบด้วย อดีตปลัดอำเภอดอนสัก 1 ราย (นายไพรัช ทำหน้าที่ผู้ช่วยนายทะเบียน), อดีตลูกจ้าง สย. อำเภอดอนสัก 1 ราย, เจ้าบ้านผู้ให้การรับรองเท็จ 3 ราย, ชาวโรฮิงญา (ผู้สวมสิทธิ์) 12 ราย (อยู่ระหว่างหลบหนี 6 ราย) ในข้อหา ข้อหา ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, ทำและรับรองเอกสารอันเป็นเท็จ และใช้หลักฐานเท็จเพื่อให้มีชื่อในทะเบียนบ้านโดยมิชอบ

พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า คดีนี้เริ่มจากพลเมืองดีร้องเรียนเมื่อต้นปี 2569 ว่ามีกลุ่มชาวโรฮิงญาหัวหมอ ลักลอบทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรสีขาวเลข 0) ที่อำเภอดอนสัก เมื่อชุดทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E.) ของกรมการปกครองเข้าตรวจสอบ ก็ต้องตะลึง! เพราะพบว่าอดีตปลัดอำเภอกับพวก แอบลักลอบออกบัตรเลข 0 ให้กลุ่มต่างด้าวไปแล้วสูงถึง 240 คน ในช่วงปี 2564–2566

เส้นทางผลประโยชน์แบ่งเป็น 2 กลุ่มชัดเจน คือ กลุ่มนายหน้า ทำหน้าที่หา “เจ้าบ้าน” มายอมรับคนต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้านตัวเอง โดยให้ค่าจ้างรายละ 1,000–2,000 บาท จากนั้นจะเรียกเก็บเงินก้อนโตจากชาวโรฮิงญาที่อยากได้บัตร รวมมูลค่าความเสียหายและเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 15,000,000 บาท และกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐขี้ฉ้อ มีปลัดอำเภอ 1 ราย และเจ้าหน้าที่ทะเบียน 1 ราย คอยเซ็นอนุมัติและอำนวยความสะดวกออกบัตรให้สะดวกโยธิน

รอง ผบ.ตร. ระบุต่อว่า ขบวนการนี้อันตรายต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง เนื่องจากชาวโรฮิงญาเหล่านี้เดินทางมาจากรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา โดยใช้ไทยเป็นทางผ่าน แต่เมื่อตกค้างและได้ “บัตรเลข 0” ไปครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่สามารถจับกุมในข้อหาหลบหนีเข้าเมืองได้ เพราะสถานะในบัตรจะกลายเป็น “บุคคลที่อยู่ระหว่างรอพิสูจน์สัญชาติ” ทันที
เมื่อกฎหมายทำอะไรไม่ได้ กลุ่มคนเหล่านี้จึงเริ่มรวมตัวตั้งแก๊ง สถาปนาผู้นำหรือ “ผู้ใหญ่บ้าน” ขึ้นมาเองในชุมชน ยิ่งไปกว่านั้นยังพบพฤติกรรมสุดเถื่อน ข่มเหงรังแก กรรโชกทรัพย์เรียกค่าไถ่ชาวโรฮิงญาด้วยกันเอง และมีการใช้อาวุธปืนทำร้ายร่างกาย ขยายตัวเป็นซุ้มอาชญากรรมในพื้นที่
สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่าจะไม่หยุดแค่พื้นที่ภาคใต้ แต่จะขยายผลขุดรากถอนโคนขบวนการทุจริตทางทะเบียนราษฎรทั่วประเทศในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นนายหน้า ชาวต่างชาติ หรือข้าราชการที่ใช้อำนาจในทางมิชอบ จะไม่มีการละเว้นอย่างเด็ดขาด
ขณะเดียวกัน ได้ประสานไปยังสำนักงาน ปปง. เพื่อให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด และเตรียมสั่งอายัด-ยึดทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เพื่อตัดวงจรไม่ให้ขบวนการนี้กลับมาทำลายความมั่นคงของชาติได้อีก

