เริ่มจากศูนย์ที่เหลือ คือ กำไรชีวิต  

 

ชอบเรื่องราวสะท้อนชีวิตจริง

ขออนุญาต พ.ต.อ.วงศกร เหมือนเขียว รองผู้บังคับการกฎหมายและคดีตำรวจภูธรภาค 8 นำมาถ่ายทอดให้อ่านกัน

เจ้าตัวพูดถึงแก่นสารของอาชีพ “ตำรวจ”

หลังจากสอบเข้าตำรวจได้ที่ 9 ของประเทศ จบนักเรียนพลตำรวจรุ่น 38 โรงเรียนภูธร 7 จังหวัดนครปฐม เริ่มต้นงานสายตรวจสถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน ในสมัยที่ยังสังกัดกองบังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือ  เดือนแรกรับเงินเพียง 1,420 บาท

รับราชการผ่านมาหลายกองบัญชาการเหลืออายุราชการอีก 2 ปีกว่า

เขาบอกว่า ตำรวจสอบเข้ายากที่สุดในบรรดาข้าราชการไทยทั้งหมด  ต้องผ่านการสอบข้อเขียน สอบวิ่ง 1,000 เมตร 4 นาที (สมัยนั้น) สอบว่ายน้ำ 25 เมตร สอบสัมภาษณ์ สอบประวัติ ตรวจโรคอย่างละเอียด

รอยสักห้ามมี อัณฑะต้องมีสองลูกครบ

เงินเดือนน้อยเมื่อเทียบลักษณะงานที่ต้องรับผิดชอบ และเทียบกับตำรวจประเทศอื่นที่มีประชากรและ GDP เท่าๆ กัน”

ทว่า อำนาจเยอะมาก” จนล้นเกล้าล้นกระบาล มีอำนาจสืบสวนจับกุมทั่วราชอาณาจักรและตลอด 24 ชั่วโมง

เป็นอาชีพติดตัวตลอดเหมือนอาชีพหมอ ไม่ว่าในเวลาวันหยุด วันลา เวลากิน ขี้ ปี้ นอน ก็ยังเป็นตำรวจ”

กระนั้นก็ตาม อาชีพติดตัวของตำรวจจะเหมือนกับอาชีพหมอ แต่เงินเดือนน้อยกว่าเยอะเมื่อเทียบกับงานที่รับผิดชอบ

เสี่ยงตายได้ตลอดเวลาถ้าต้องเผชิญเหตุ ดังนั้นความกล้าหาญเป็นหัวใจสำคัญ

มีโอกาสโดนไล่ออกสูงกว่าอาชีพอื่น เพราะอำนาจสูงอาจ “ลุแก่อำนาจ” สุ่มเสี่ยงที่จะทำผิดกฎหมายเสียเอง

หน้าที่ ”ครอบจักรวาล” ชาวบ้านขี้ไม่ออกเยี่ยวไม่ออก หลงทาง งูเข้าบ้าน ก็เรียกตำรวจและต้องรับแจ้งความตลอด 24 ชั่วโมง ไม่รับโดน 157

ต้องวางมาด “เหมือนเก๊กตลอดเวลา” ตำรวจจะถูกฝึกให้มีบุคคลิกภาพที่ดีจะ “ข่มไพรีพินาศ” ได้

อกหักบ่อยเพราะสาวคิดว่าตำรวจรวยพอคบกันสักพักก็รู้ว่าเป็นแฟนตำรวจไม่มีจะแดก..ไปดีกว่า” นายพันตำรวจเอกติดตลก

ยิ่งเป็นตำรวจนานเท่าไหร่งานจะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เงินเดือนเท่าเดิม..

เริ่มจากศูนย์ที่เหลือ คือ กำไรชีวิต  

RELATED ARTICLES