“ตั้งใจจะเป็นปลัดอำเภอ แต่จบมหาวิทยาลัยมาปีนั้นไม่เปิดรับสมัคร  พอดีตำรวจเปิดเลยไปสอบเพราะว่างงาน ไม่ได้อ่านหนังสือด้วยซ้ำดันติด ไปอบรม ชีวิตจึงพลิกผัน ถ้าอยู่ฝ่ายปกครอง ขี้หมูขี้หมา ผมน่าจะได้เป็นรองผู้ว่าฯ นิสัยเรามันนักปกครอง มีหลักรัฐศาสตร์ในการทำงาน ไม่ได้เรียนมาเพื่อจะฆ่าคน ปราบปรามคนร้าย พอเป็นตำรวจกักขฬะ ไม่เคยพูดจากูมึงก็พูด ชีวิตผันผวนหมด” พ.ต.อ.วิจิตร อภัยวงศ์ ย้อนลำดับชีวิต ก่อนกลายไปเป็นนายตำรวจมือขวา พ.ต.อ.ถวิล เปล่งพานิช อดีตรองผู้การมือปราบผู้ล่วงลับ

เขาเรียนจบคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่น 3 รุ่นเดียวกับ พล.ต.อ.บุญฤทธิ์ รัตนะพร อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับราชการครั้งแรกเมื่อปี 2516 เป็นรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองราชบุรี

“วันแรกมาอยู่ราชบุรี ไปถึงเย็นวันนั้น เขาก็ยิงกันเลย ถูกสั่งให้ขึ้นรถไปดูที่เกิดเหตุกำลังยิงกัน ใจผมมันหล่นไปที่ตาตุ่ม แต่งตัวครึ่งท่อน จะรายงานตัวดูงานต้องไปที่เกิดเหตุแล้ว ไม่มีปืนเลยด้วยซ้ำ พอเข้าไปถึงเขายิงกันสงบแล้ว เดิน ๆ ไป คิดไป กูมาเป็นตำรวจทำไม วันแรกก็เจอแบบนี้เลย”

พ.ต.อ.วิจิตรบอกว่า เสมือนเป็นจุดเริ่มต้นก้าวแรกของชีวิตผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ราชบุรีสมัยนั้นคดีโจรปล้นชาวบ้านเยอะมาก ทำให้เขามีโอกาสเรียนรู้งานปราบปราม ทั้งที่รับผิดชอบฝ่ายสอบสวน ตามล่าบรรดาเสือที่ออกปล้นชาวบ้านในคลองดำเนินสะดวกในเวลากลางคืน อาทิ เสือบุญมี เสืออ้น หรือสำรวย จุฑาวรรณ ตำรวจสมัยก่อนเป็นนักปราบปรามทั้งนั้นกว่าจะเป็นผู้กอง ไม่ใช่รีดไถ จับซีดีเถื่อน จับบ่อน แต่ได้รับมอบหมายเข้าไปสืบสวนคดีอุกฉกรรจ์กวาดจับคนร้าย

 ผ่านประสบการณ์มานานหลายปี กระทั่งสารวัตรปราบปรามโรงพักบ้านโป่งตาย พ.ต.อ.ถวิล เห็นว่าไม่มีคนทำงานด้านปราบปรามจึงมอบหน้าที่ให้ พ.ต.อ.วิจิตร ที่ขณะนั้นเป็นแค่ผู้กองทำหน้าที่หัวหน้าชุดปราบปรามรับผิดชอบในพื้นที่ราชบุรี เน้นคดีอาชญากรรม ลักวิ่งชิงปล้น โดยเฉพาะคดีปล้นรถบรรทุก เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน รุนแรงถึงขนาดเอาคนขับไปฆ่าทิ้ง

อดีตนายตำรวจฝีมือดียอมรับว่า พ.ต.อ.ถวิล มีนโยบายการปราบปรามที่รุนแรงแต่ละพื้นที่จะมีชุดปราบปรามพิเศษ ปราบปรามรุนแรงแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ค่อนข้างนอกกรอบของกฎหมาย เพราะใช้วิธีปกติเอาไม่อยู่ เนื่องจากสมัยนั้นไม่ค่อยเน้นวิทยาการตำรวจ จับผู้ต้องหามาส่วนใหญ่ก็หลุด ทั้งที่เป็นตัวจริงก่อคดีมากมากมาย ฆ่าคนตายมาหลายศพ

“ท่านรองถวิลจะเลือกนายตำรวจที่ไว้ใจได้ รอบคอบ เพราะงานแบบนี้ทำไปมันอันตราย ใช้วิธีคัด ผมไม่รู้ว่าท่านเลือกอย่างไร แต่บางเรื่องผมขอปิดเป็นความลับ มันผิดกฎหมาย เป็นข้อเท็จจริง แม้จะหมดอายุความแล้ว ยกตัวอย่าง มีอยู่วันหนึ่ง ท่านสั่งให้ผมเอาผู้ร้าย 3 คนไปส่งที่แห่งหนึ่ง เข้าไปลึกมาก พอถึงที่นัดหมาย ท่านมารออยู่แล้ว ผมยังไม่ทันเปิดประตูลงจากรถ เสียงปืนก็ดังลั่น แกลงมือหวดเอง และเหมือนจะลองใจเราด้วย”

“ผมค่อนข้างรักษากฎหมาย ผมรับไม่ได้ ไม่ชอบ หลังจากนั้นก็มีอีกหลายขั้นตอน ผมเห็นหมด เหมือนซื้อใจ ทั้งที่ผมอยากทำงานในกรอบของกฎหมายมากกว่า จับกุมปะทะกันผมได้ ถ้าแบบนี้ ผมไม่เห็นด้วย ผมค้านตลอด เรียนท่านว่า ใช้วิธีการแบบนี้มันไม่ดี ถ้าผมถูกจับ ท่านก็เสร็จด้วย เขาเกิดฉีดยาผมล่ะ ให้สติไม่ดีสารภาพหมด พาดพิงถึงท่านแล้วจะทำยัไง ท่านรองถวิลกลับชอบ บอกว่า ดี ๆ ผมเอาคุณ แล้วให้คำปรึกษาผมด้วยเรื่องของกฎหมาย เพราะลูกน้องหลายคนของท่านโฉ่งฉ่าง” พ.ต.อ.วิจิตรเล่าเหตุการณ์ครั้งแรก ๆที่ได้มีโอกาสเจอหน้ามือปราบปืนโหด

นับแต่นั้นมา เขาเลยกลายเป็นลูกน้องคู่ใจที่ทำงานลับ ๆ ให้ พ.ต.อ.ถวิลมาตลอด ทุกคืนจะออกตระเวนขี่รถมอเตอร์ไซค์ปฏิบัติภารกิจสำคัญที่ได้รับมอบหมาย ชนิดที่ไม่มีใครรู้ เพราะภาพของ พ.ต.อ.วิจิตร เวลานั้นดูเหมือนเพลย์บอย ออกท่องราตรี กลับบ้านพักมานอนตอนสายเกือบทุกวัน “การทำงานของท่านรองถวิล ได้วางจุด มีขั้นตอน วางแผน รัดกุม คัตเอาต์อย่างน้อย 3-4 ขั้นตอน บางคนผมยิงเอง แต่ต้องถามให้ชัดเจนก่อนว่าเป็นผู้ต้องหาจริงหรือเปล่า เหมือนอีกหลายพื้นที่ที่ท่านคุม หัวหน้าชุดจะเป็นระดับผู้กอง ไม่ใช้ชั้นประทวนเด็ดขาด เพราะมันแยกแยะไม่ออก บางทีเอาเรื่องส่วนตัวไปใส่ร้ายเขา พวกเราถือคติว่า ต้องเป็นโจรจริง ๆ ผิดครั้งเดียวมันบาปไปตลอดชีวิต คดีลักวิ่งชิงปล้นที่ชาวบ้านเดือดร้อน คนร้ายทำผิดเป็นอาจิณ เคยต้องโทษออกมาแล้วไม่เลิก จะมีการขึ้นบัญชีดำเอาไว้ สกรีนแล้วสกรีนอีก เน้นปราบรุนแรงก่อน จะไม่จับเป็นแล้ว มันเสียเวลา ตั้งเป้าวิสามัญฯ กันเลย สู้นิดนึงก็เอาเลย”

ต่อมา พ.ต.อ.ถวิล เลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 3 รับผิดชอบพื้นที่ 7 จังหวัด ตั้งแต่นครปฐมไปจนถึงประจวบคีรีขันธ์ ปรากฏว่าเพชรบุรี กลายเป็นพื้นที่ที่มีคดีอาชญากรรมมือปืนรับจ้างสูงขึ้นมาก เพราะเป็นจังหวัดที่กำลังเจริญ ผู้มีอิทธิพล นักการเมืองระดับชาติและท้องถิ่นเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ในการประมูลงานก่อสร้างกับข้าราชการบางหน่วยงาน กระทั่งกำนันช้อง คล้ายคลึง ถูกยิงถล่มเสียชีวิต พ.ต.อ.ถวิล จึงเรียก พ.ต.อ.วิจิตรเข้าไปช่วยทำคดี ตั้งให้เป็นสารวัตรประจำอยู่โรงพักเขาย้อย เพชรบุรี ถิ่นอิทธิพลของผู้ใหญ่สมจิตร พวงมณี ที่มีมือปืนในสังกัดจำนวนไม่น้อย

       “ผมกำลังจะขึ้นสารวัตรใหญ่โพธาราม ท่านขอร้องให้ไปช่วยเป็นสารวัตรเดี่ยวที่เขาย้อย เพราะตำรวจที่นั่นเป็นคนของผู้ใหญ่สมจิตร และพัวพันคดีฆ่ากำนันช้อง แล้วผมจะทิ้งนายได้อย่างไร ท่านพูดมาคำเดียว มึงมาดูหน่อย กูผ่านเขาย้อย กูผวา ต้องตื่นจับปืนระวัง เพราะมีรถตามกูตลอด ผมก็เลยต้องไป รักษาความปลอดภัย ช่วยท่านทำงาน มอบหมายให้ ผู้ใหญ่หลายคนก็เห็นดีด้วย บอกคุณทำไปเถอะ เดี๋ยวนายถวิลขึ้นผู้การ คุณก็สบาย”

พ.ต.อ.วิจิตรเล่าว่า วันแรกที่ไปโรงพักเขาย้อยก็โดนลองของจากลูกน้อง มันนินทากันว่านี่หรือ สารวัตรมือปราบ แต่งตัวและรูปร่างอย่างกับพระเอกลิเก เราเรียนรัฐศาสตร์การปกครองมาพอดี คิดว่าจะทำอย่างไรให้เอาชนะใจลูกน้อง เริ่มแรกเลยชวนลูกน้องไปหลังเขา หยิบกระป๋องมาวางแล้วเอาปืนยิง “ผมยิงปืนแม่นอยู่แล้ว พอยิงกระป๋องกระเด็น ก็หันมาท้าลูกน้องว่าใครกล้าเอาบุหรี่มาคาบ เดี๋ยวกูจะยิงให้ดู เพราะที่ราชบุรีผมเคยให้ผู้ต้องคาบบุหรี่แล้วยิงดับไฟมาแล้ว ตอนนั้นลูกน้องเริ่มรู้แล้วว่าสารวัตรแม่นปืน จริง ๆผมก็แค่ข่มมัน และแสดงความเป็นผู้นำเท่านั้นเอง แต่ก็ทำให้รู้นิสัยใจคอและเริ่มผูกพันกันมากขึ้น”

“ผมเข้าไปอยู่ในดงโจร อึดอัดใจเหมือนกัน เพชรบุรีสมัยก่อน คดียิงกันเยอะมาก เป็นคดีเกี่ยวกับมือปืน ไปสอบหาพยานยาก  พยานหลักฐานไม่มี จับใครยาก วิธีการต้องใช้ตามล่า ผมก็ออกทุกคืน กลัวเหมือนกันนะ เพราะชุดของผู้ใหญ่สมจิตร ลูกน้อง 5-6 คนอาวุธครบมือ ทั้งอาก้า เอ็ม 16 เอ็ม 79 ส่วนลูกน้องเราไม่มี แถมเป็นลูกน้องเขาเกือบทั้งนั้น ไปอยู่เดือนแรก มันปล้นที่เขาย้อย ห่างจากโรงพักไม่เท่าไหร่ เอาเศษสตางค์ไปไม่กี่บาท มาแบบครบเครื่อง ให้คนเห็น คนไม่กล้าแจ้งความ หลังจากนั้นอีกอาทิตย์มันปล้นอีกแล้ว ดูแล้วมันลองของผม ไม่ได้ปล้นจริง”

“ผมตัดสินใจจะไปคุยกับผู้ใหญ่สมจิตร บอกท่านรองถวิลว่า ผมมีวิธีคุย บุกเข้าถ้ำเสือ เอาลูกน้องไป 4 คน แต่โทรนัดก่อน บอกจะมาคุยด้วย อยากทำความรู้จัก อยากไปเยี่ยม เพราะผมเป็นเพื่อนลูกแม่ทัพที่ผู้ใหญ่สมจิตรนับถือ เขาก็เลยตกลงให้ผมไปพบที่บ้าน คุยเรื่องความสัมพันธ์จนเขาเริ่มคลายความกดดัน บอกวิจิตรมีอะไรบอกบ้างล่ะกัน ผมได้ทีถาม เรื่องไอ้ที่ปล้นโรงพักเขาย้อย พวกไหน ผู้ใหญ่สมจิตรทำสงวนท่าทีอ้างเดี๋ยวขอเช็กข้อมูล ผมย้ำว่ากี่วันให้ผมมาดูคำตอบ ผมว่าพวกมันนะ ผู้ใหญ่สมจิตรรีบออกตัวว่า สารวัตรครับ บอกตรง ๆ นะผู้ใหญ่ไม่ได้เลี้ยงให้มันทำอย่างนี้ ให้มันปกป้องผู้ใหญ่ ไม่ให้ไปปล้น ฆ่า รับจ้างยิงคนอื่นเขา ถ้าสารวัตรจับได้เอามันเลยนะ ผู้ใหญ่ไม่ว่า แกท้าผมเลย” อดีตสารวัตรเขาย้อยจำวันที่เหยียบถ้ำเสือไม่ลืมและนับจากวันนั้นไม่มีการปล้นในพื้นที่เขาย้อยอีกเลยท่ามกลางกระแสข่าวกล่าวหาว่าเขายอมลดตัวไปเจรจาขอร้องโจร

ถัดจากนั้นไม่นาน ผู้ใหญ่สมจิตร พวงมณี เจ้าพ่อคนดังเมืองก็ถูกมือปืนยิงเสียชีวิตกลางตลาดเพชรบุรี แม้จะมีสารวัตรทหารคุ้มกันหลายนาย ส่วนสาเหตุมีทั้งเรื่องการขัดผลประโยชน์ประมูลงานก่อสร้าง การทำธุรกิจมืด ไปจนถึงการทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล โดยเฉพาะลูกน้องคนสนิทอย่าง “ไอ้ต้อย” สอิ้ง พ่วงรอด มือปืน 100 ศพที่อาละวาดเข่นฆ่าชาวบ้านไปนับไม่ถ้วน เคยถล่มล้างแค้นอริเก่าที่พ้นโทษออกมาจากเรือนจำเพชรบุรีเด็ดหัวตำรวจตระเวนชายแดนและมือปืนคุ้มกันคู่กรณีของมันตายคารถ 7 ศพรวด

  อดีตนายตำรวจภูธรมากประสบการณ์บอกอย่างภาคภูมิใจว่า ยึดรูปแบบการทำงานของ พ.ต.อ.ถวิล มาตลอด ประทับที่เสียสละ ไม่เห็นแก่ชีวิตส่วนตัว เพราะ พ.ต.อ.ถวิล กับภรรยาและลูกแทบไม่มีเวลาอยู่ด้วยกัน ชีวิตมีแต่งาน ไม่รีดนาทาเร้นคน ไม่รีดนาทาเร้นลูกน้อง ไม่มีให้ลูกน้องส่งส่วย แม้วันเกิด ปีใหม่จะรับของลูกน้องสักชิ้นก็ไม่รับ ครั้งหนึ่ง พ.ต.อ.ถวิล เคยจัดงานเลี้ยงให้ลูกน้องนายตำรวจ มีข้อแม้ให้แต่ละคนเชิญเพื่อนมาอย่างน้อย 5 คน ไม่เกิน 10 คน เชิญมาทานข้าว พ.ต.อ.ถวิลจะเป็นเจ้าภาพเอง มีรับส่งให้เสร็จ พอถึงเวลา พ.ต.อ.ถวิลขึ้นไปพูดเหตุผลที่ให้เชิญเพื่อนมาด้วย “ท่านบอกว่าเพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก นี่มันเพื่อนกิน ซึ่งมันหาง่าย คุณยังหาไม่ได้ เวลาคุณลงไปทำงานในพื้นที่แล้วคุณจะไปหาเพื่อนตายที่ไหน เพราะบางคนเอาเพื่อนมาได้ได้จริง ๆ ทำให้ผมติดแบบท่านมาเยอะ”

“บางทีได้นั่งคุยกัน ผมถามว่า ท่านครับเอาเวลาที่ไหนพักผ่อน วิ่งเต้นตำแหน่ง เขาจะประชุมพิจารณากัน คำสั่งจะออกวันพรุ่งนี้แล้ว ท่านยังมัวแต่เจดีย์ 7 วิ่งไปวิ่งมาอยู่บนถนน ตรวจท้องที่ทำงานไม่เลิก ไม่เห็นคนอื่นทำอะไรมากมายเหมือนท่านเลย ท่านรองถวิลตอบว่า ถ้าปล่อยให้ชาวบ้านเดือดร้อนแล้วจะเป็นตำรวได้อย้างไร ตำรวจมีหน้าที่ปราบปรามก็ต้องปราบ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล ไม่ได้มนต์ก็ด้วยคาถา ช่วยกันคิด กฎหมายใช้ไม่ได้ก็ต้องเลี่ยง เสี่ยงก็ต้องเสี่ยง ไม่อย่างนั้นจะมาเป็นตำรวจทำไม ตำรวจต้องใหญ่กว่าโจร นักเลงต้องกลัวตำรวจ ไม่ใช่ตำรวจไปนั่งกลัวนักเลง ไม่ได้ นั่นแหละเป็นเหตุผลของท่านที่คิดแต่เรื่องงานอย่างเดียวจริง ๆ” พ.ต.อ.วิจิตรบอก

วิธีการทำงานของ พ.ต.อ.ถวิล มีหลากหลายรูปแบบ แต่ก็ใช่ว่าจะใช้มาตรการรุนแรงชนิดเด็ดขาดเสมอไป พ.ต.อ.วิจิตรเล่าว่า สมัย พ.ต.อ.ถวิล เป็นผู้กองอยู่บ้านลาด กาญจนบุรี ไล่จับคดีการพนันที่เล่นกันไม่เลิกจนไม่รู้จะใช้วิธีอย่างไรเลยบอกลูกน้อง ถ้าจับได้บอกที ไม่ต้องลงประจำวัน พอ พ.ต.อ.ถวิลไปดูได้สั่งไม่ดำเนินคดีพวกนักเล่น แต่ให้ลูกน้องเอาสังกะสีไปปูหน้าเสาธงโรงพัก ให้พวกนั้นไปนั่งเล่น บอกเบื่อเมื่อไรก็เลิก ตั้งแต่เช้ายันเที่ยงจนแดดเผา พวกนักพนันต่างยอม บอกไม่เอาแล้ว ขอเล่นเป็นครั้งสุดท้าย ไม่กล้ากันอีกเลย เช่นเดียวกับ คดีลักวัวลักควาย ถ้าไม่ใช่มืออาชีพ พ.ต.อ.ถวิลจะให้กินขี้วัวขี้ควายแทน

ลูกน้องคู่กายมือปราบเมืองเพชรยังย้อนถึงเหตุการณ์ความสูญเสียนายตำรวจมือดีของกรมตำรวจด้วยว่า  “ก่อนท่านรองถวิลจะเสียชีวิตไม่นานเคยมาเล่าให้ฟังว่า มีคนวางแผนเก็บเขา ก่อนหน้าที่ท่านจะเสียชีวิตเพียง 2 เดือน ท่านบอกว่ามันจะใช้แผนเอารถชนผมนะ ผมถามท่านว่ามันจะกล้าเหรอ ท่านรองถวิลยืนยันว่า มันจะใช้วิธีนั้น เพราะรู้ว่าเขาขับบ้านกลางคืนทุกวัน แต่ใจยังสู้คุยว่า หวินไม่ตายง่าย ๆ หรอก ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริง และเป็นเงื่อนงำถึงปัจจุบัน ผมก็ไม่แน่ใจ เพราะผลการสืบสวนตอนหลังบอกเป็นอุบัติเหตุ รถที่ชนเป็นรถขนผัก ไม่ใช่รถสิบล้อ อิทธิพลของผู้ใหญ่สมจิตรก็หมดแล้ว ศัตรูก็ไม่มี แต่ลูกน้องเขาแค้นอยู่หรือเปล่า ผมไม่รู้ กลายเป็นคดีที่คาใจหลายคน”

เมื่อหมดบารมี พ.ต.อ.ถวิล เปล่งพานิช ชีวิตราชการที่คาดว่าจะรุ่งโรจน์ของ พ.ต.อ.วิจิตร พลอยกระทบสู่เส้นทางตันไปด้วย เขาถูกย้ายไปหลายโรงพักเจออิทธิพลและมรสุมผู้บังคับบัญชากลั่นแกล้งสารพัดรูปแบบ ด้วยความที่ตัวเขาทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่ยอมลงเอยให้กับผู้ใหญ่ที่จ้องจะรับผลประโยชน์ โดยไม่ผดุงความยุติธรรมให้แก่บ้านเมือง ใช้เวลาหลายปีย้ายไป 5-6 โรงพักกว่าจะได้เป็นสารวัตรใหญ่ กว่าจะขึ้นรองผู้กำกับการ และผู้กำกับการ เคยลงสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ราชบุรีในนามพรรคประชาธิปัตย์แต่ก็พลาดท่าอกหัก ได้รางวัลปราบปรามยาเสพติดดีเด่น และมวลชนสัมพันธ์ดีเด่น สมัยเป็นผู้กำกับการ สถานีตำรวจภูธรอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม กลับถูกย้ายเข้ากรุเป็นผู้กำกับการ กองบังคับการอำนวยการภูธรจังหวัดนครปฐม

  “ผมทำเรื่องขอความเป็นธรรม แต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติท่านหนึ่งกลับพูดว่า อย่าเอารางวัลมาอ้าง ปีหนึ่งตัวเขาเซ็นเป็นร้อยเป็นพันแผ่น ผมเจอนายคิดแบบนี้ ผมถือว่าจบแล้ว ทั้งที่ผมอยากทำงานพัฒนาองค์กร พัฒนาหน่วย สุดท้ายผมถูกดองอยู่อยู่อำนวยการนาน 3 ปีจนเกษียณ”

นั่นคือ ความจริงที่แสนเจ็บปวดของอดีตมือปราบ ภายหลังสูญเสียผู้เป็นนายที่กำลังมีอนาคตไกล

  วิจิตร อภัยวงศ์ !!!