อีกเรื่องราวชีวิตยิ่งกว่านิยาย

สิบตำรวจตรีเพิ่งจบใหม่แกะรอยตามล่าแก๊งฆาตกรฆ่าพ่อตัวเองเมื่อ 20 ปีก่อนนำมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

เหตุเกิดตั้งแต่เจ้าตัวยังไม่ได้ลืมตาดูโลก

ไม่เคยเห็นหน้าพ่อตัวเองตอนมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำ

เงื่อนงำของคดีเกิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2541 นายประสิทธิ์  แซ่อื้อ และ นายชาณี  ทองหญีต อาชีพขับรถสิบล้อรับจ้าง ทะเบียน 80-4143 ชุมพร เตรียมไปบรรทุกไม้ยางบริษัทเมโทร จำกัด หมู่ 6 ตำบลท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ระหว่างจอดรออยู่หน้าบริษัท ได้ถูกแก๊งคนร้ายปล้นฆ่าชิงรถบรรทุกและนำศพทั้งคู่ไปหมกสระน้ำริมทางบ้านท่าตะเภา ตำบลท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ทิ้งปริศนาเป็นคนหายนาน 10 ปีถึงเจอซากกระดูกเหยื่อ

มี นายบุญฤทธิ์  ครุฑละออง อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 21 หมู่ 2 ตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ 786/2551 ลงวันที่ 22 กันยายน 2551 ข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ,ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัว ใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด” 

กำหนดอายุความ 20 ปี นับตั้งแต่ช่วงเกิดเหตุเดือนธันวาคม 2541

เหลืออีกเพียงเดือนเดียวจะขาดอายุความ

ส.ต.ต.อัษฎาวุฒิ มากประดิษฐ์ ผู้บังคับหมู่ กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 8 ลูกชาย นายประสิทธิ์ แซ่อื้อ ผู้ตายจำฝังใจมาตลอด เมื่อแม่เล่าให้ฟังถึงเรื่องที่พ่อถูกฆ่าจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ต้องสูญเสียเสาหลักของครอบครัว ตอนที่แม่ท้องเขาได้แค่ 3 เดือน

เขาเกิดมาเป็นลูกกำพร้าพ่อ แต่มีความมุ่งมั่นอยากเป็นตำรวจตามความฝันของพ่อจากคำบอกเล่าของแม่ เพราะอยากให้ลูกชายคอยดูแลปกป้องครอบครัว

ไม่ต้องกลัวอิทธิพลท้องถิ่นละแวกบ้าน

เมื่อมีความฝังใจเรื่องที่พ่อถูกฆ่าเป็น “ทุนเดิม” เขาพยายามเรียนกระทั่งสอบเข้าเป็นนายสิบตำรวจเพิ่งจบออกมาบรรจุตำแหน่งผู้บังคับหมู่ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 8 รับผิดชอบบ้านเกิดตัวเอง

ทำให้เขามีโอกาสสะสางคดีที่คั่งค้างเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน  

เริ่มต้น ปัดฝุ่นแฟ้มเก่า ไล่ถามการสืบสวนติดตามตัวคนร้ายจากตำรวจที่ทำคดีจนรู้ว่า ผู้ต้องหามีใครเกี่ยวข้องบ้าง พบเหลือเพียง นายสัมพันธิ์ บัวเพ็ง และ นายบุญฤทธิ์ ครุฑละออง ที่ยังหลบหนี

ไม่นาน นายบุญฤทธิ์ ครุฑละออง ชะล่าใจคิดว่า หมายจับใกล้หมดอายุความ ตำรวจคงไม่ใส่ใจติดตามหลังจากหนีไปกบดานหางานทำอยู่ในประเทศมาเลเซียหลายปี กลับเข้าพื้นที่มาโผล่เมาอาละวาดตะโกนเรียกแม่ของเขาที่หน้าบ้านเหมือนจงใจไปเยาะเย้ยข่มขู่คุกคาม

จุดชนวนให้ลูกชายเหยื่อต้องออกติดตามก่อนประสานกองบังคับการปราบปรามตามเข้าจับกุมได้ระหว่างหนีไปรับจ้างขับรถไถในสวนปาล์ม หมู่ 2 ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร

เจ้าตัวยืนยันว่า ไม่ได้โกรธแค้นอะไรเป็นการส่วนตัว

“ผมเป็นตำรวจ ผมมีปืน แต่ผมเลือกที่จะใช้กฎหมายเล่นงานคนที่ฆ่าพ่อผม ไม่เคยมีความคิดจะล้างแค้น แค่ทำหน้าที่ของตำรวจมากกว่า” ส.ต.ต.อัษฎาวุฒิ มากประดิษฐ์ ระบายความรู้สึกหลังพิชิตแฟ้มคดีปล้นฆ่าพ่อได้สำเร็จ

จะว่าไปแล้ว เรื่องราวของเขาไม่ต่างจาก ตำนานมือปราบผู้ล่วงลับ อย่าง พล.ต.ท.ธนู หอมหวล อดีตผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ ที่ได้รับข่าวร้ายระหว่างศึกษาอยู่ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

“เสือมเหศวร” พาพวกบุกปล้นบ้านกวาดทรัพย์หมดเกลี้ยงแถมทำร้าย นางทองย้อย หอมหวล มารดาบังเกิดเกล้าได้รับบาดเจ็บสาหัสตาพิการ

เขายอมรับว่า เกิดความแค้นฝังใจ พอสำเร็จการศึกษาได้ติดยศ ร.ต.เข้าสังกัดประจำกองพลทหารม้า จังหวัดสระบุรีเพียง 6 เดือน ตัดสินใจพลิกผันชีวิตโอนย้ายมาเป็นตำรวจ ด้วยความหวังจะชำระความแค้นที่เสือคนดังแห่งภาคกลางบุกปล้นบ้านและทำร้ายแม่

สุดท้ายพบว่า เสือมเหศวรได้กลับใจบวชเป็นพระอยู่ที่อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี

เจ้าของฉายา “เชอร์ล็อกนู” ยอมอภัยและสิ้นความแค้นต่อกัน