จัดเป็นนักสืบครบเครื่องระดับอาจารย์เป็นที่ยอมรับในวงการอีกคน

พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจน้องชาย พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภาที่ผ่านพ้นขวากหนามพ้นชีวิตราชการถึงวันเกษียณอายุเมื่อปลายเดือนกันยายนปีที่แล้วอย่างสะบักสะบอม ทิ้งประสบการณ์ผลงานพิชิตคดีสำคัญไว้มากมาย

เกิดชลบุรีเป็นทายาทคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง 7 คน โตในดงนักเลงหมัดมวยของค่ายลูกชลที่เปรียบเสมือนสโมสรนักสู้วัยเด็ก ก่อนพบสัจธรรมคำว่า “นักเลงแท้จะแพ้ตำรวจ” ส่งผลให้มีความรู้สึกอยากสวมบทผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ประกอบกับพี่ชายเป็นนักเรียนเตรียมทหาร นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าเลยสนับสนุนให้ไปสอบเข้านายร้อยตำรวจจบรุ่น 28

บรรจุครั้งแรกลงเป็นรองสารวัตรกองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครใต้ช่วงที่กองสืบขาดแคลนกำลังพล แต่ทำงานมา 8 เดือนสืบอะไรไม่เป็นไร แถมเพื่อนร่วมรุ่นยังมาตายพร้อมกันทีเดียว 2 คน “มันทำให้ผมรู้ว่า งานสืบสวนบนพื้นฐานประสบการณ์ใช้ชีวิตเพียงโรงเรียนนายร้อยตำรวจอย่างเดียวมันไม่ได้ มันต้องมีประสบการณ์จากงานสอบสวน ต้องมีไหวพริบปฏิภาณ ต้องมียุทธิวิธีของตำรวจในการเข้าจับกุมคนร้าย ไม่ใช่อยู่ดี ๆ เข้าไปคว้าข้อมือเขา เขาก็สวนเอา” พล.ต.ท.สมคิดเริ่มต้นเล่าความหลัง

เขาจำโศกนาฏกรรมวงการนักสืบนครบาลแม่นว่า มีคนร้ายโทรศัพท์ขู่กรรโชกทรัพย์เรียกค่าคุ้มครองพ่อค้าขายของชำ 3 หมื่นบาทให้นำเงินไปวางที่แผงขายหนังสือหลังโรงพยาบาลกลาง พ่อเหยื่อไปแจ้งตำรวจโรงพักพลับพลาไชย 1 ส่วนน้องชายกลัวไม่ได้รับความสนใจจากโรงพักเลยไปแจ้งกองสืบสวนใต้

วันนั้นเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ร.ต.ต.วีระ ช่างประดิษฐ์ ที่บ้านมีโทรศัพท์ถูกเรียกเข้ามาที่กองสืบ เช่นเดียวกับ ร.ต.ต.ศิริชัย มุ่งถิ่น เพื่อนร่วมรุ่นที่โทรศัพท์เข้าที่ทำงานพอดี ขณะที่ ร.ต.ต.สมคิด กำลังจะขับรถเข้ากองอยู่เหมือนกัน หากไม่ไปเจอเพื่อนอีกคนชวนไปหา ร.ต.ต.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่โรงพักเตาปูนเสียก่อน

“มันไม่ได้มีการประสานงานกัน เพราะการทำงานเข้าพื้นที่ที่เป็นสถานการณ์ล้อมจับกันแบบนั้นต้องมีการใช้อาวุธแน่นอน ตำรวจในพื้นที่อาจต้องรับรู้ แต่ตำรวจพื้นที่ไม่รู้หรอกว่า ตำรวจกองสืบจะเข้ามาหรือไม่ พอเขาเข้าไปก็ฝังตัวรออยู่ในรถเพื่อดูว่า คนร้ายจะมาหยิบเงินเมื่อไหร่ ฝ่ายเราก็กระจายนอกพื้นที่และรู้ว่า จุดที่วางเงินอยู่ตรงไหน รอถึงทุ่มหนึ่ง หัวหน้าสายสืบพลับพลาไชยจะถอนตัวแล้วเดินมาหยิบถุงเงิน หมวดศิริชัย  และหมวดวีระ คิดว่าเป็นคนร้ายก็ตรงเข้าไปบอกว่า หยุดนะนี่ตำรวจ สายสืบโรงพักอีกคนอยู่ในรถใกล้กับจุดตรงนั้นคิดว่า นายตำรวจกองสืบทั้งคู่เป็นคนร้ายเอาปืนจี้นายตัวเองก็เดินลงมาลั่นกระสุนใส่เลย กลายเป็นเหตุสุดวิสัยที่น่าสงสารมาก”

หลังเหตุการณ์สะเทือนใจครั้งนั้น พล.ต.ท.สมคิดเล่าว่า พวกเรานายร้อยจบใหม่ 90 กว่าคนที่ตอนแรกบรรจุกองสืบขอลงโรงพักหมดเลย โดยเขาลงเป็นพนักงานสอบสวนโรงพักทุ่งมหาเมฆ ทำให้รู้ว่า จุดตอบสนองความต้องการของประชาชนที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่งานสอบสวน งานสอบสวน คือ การค้นหาความจริงที่จะจับผู้กระทำความผิดไปส่งศาล แต่ของหาย รถหาย คนร้ายเข้าบ้าน เขาจับไม่ได้หรอก มันต้องฝ่ายสืบสวน หากทว่า สายสืบโรงพักทำงานในวงแคบเท่านั้น จับการพนัน จับยาเสพติดในพื้นที่ จับล้วงกระเป๋า จับซ่องโจร แต่จับผู้ต้องหาตามหมายจับที่หลบหนีออกนอกพื้นที่ยังตามไม่เป็นเลย สะกดรอยผู้ต้องสงสัยขึ้นรถเมล์ยังหลุด ทำให้เรารู้ว่า เทคนิคการสืบสวน รูปแบบการสืบสวน การสะกดรอยติดตาม การเฝ้าจุด มันเป็นองค์ประกอบที่ทำการสืบสวนประสบความสำเร็จได้

อดีตนายพลชื่อดังหัดขับด้วยการเริ่มค้นหาหมายจับค้างเก่ามาทำข้อมูลท้องถิ่นให้เป็นระบบใช้วิธีครูพักลักจำตามเก็บกวาด ท่ามกลางความฝันที่ว่า วันหนึ่งต้องกลับไปกองสืบให้ได้ ยิ่งเห็นการทำงานของ พ.ต.อ.ธนู หอมหวล ผู้กำกับสืบสวนใต้ ต่อด้วยยุคของ พ.ต.อ.โสภณ วาราชนนท์ ที่ถือเป็นรูปแบบของอาจารย์นักสืบสมัยนั้น ยิ่งอยากไปร่วมทีมด้วย ก่อนให้ พ.ต.ท.อังกูร อาทรไผท นายตำรวจรุ่นพี่ไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ผู้กำกับโสภณย้ายคืนถิ่นสืบสวนนครบาลใต้

สะสมประสบการณ์แสดงฝีมือเริ่มค้นหาความจริงจากการสืบสวนในที่เกิดเหตุคลายปมสังหารนายวิจิตร คูวินิชกุล นักธุรกิจค้าเสื้อผ้าส่งออกพร้อมเพื่อนชาวฮ่องกงรวม 3 ศพที่ภัตตาคารหลงหวา ท้องที่วัดพระยาไกร หลังมือปืนมารอเหยื่อก่อนหน้าราว 30 นาที อดีตนักสืบนครบาลใต้เล่าว่า ข้อมูลจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดระบุผู้ตายกับพวกมีประวัติเกี่ยวข้องส่งยาเสพติดบรรจุกระถางเซรามิกและกรอบรูปไปออสเตรเลีย เราก็เลยค้นหาความจริงด้วยการเช็กรายละเอียดว่า ก่อนมาจุดเกิดเหตุผู้ตายไปไหนมาบ้าง คนร้ายต้องรู้ถึงมาดักรอ เราเอาสลิปใบเสร็จการใช้เครดิตการ์ดของผู้ตายมากางย้อนหลังไปเจอภัตตาคารรสละมุน

พวกเขาพบว่า การวางแผนฆ่าเกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว ก่อนหน้าประมาณสัปดาห์ คนร้ายหวังจะไปยิงกันภัตตาคารรสละมุน แต่วันนั้นไม่ลงตัว เพราะมีขบวนเสด็จ ตำรวจเต็มไปหมด คนร้ายยกเลิก แคชเชียร์ร้านผิดสังเกต เพราะมือปืนมาถามหาคนจีนไว้หนวดถือกระเป๋าเจมส์บอนด์เลยไปคุยกับเด็กรับรถที่บังเอิญจดทะเบียนรถซูบารุ 4 ล้อเล็กที่มือปืนนั่งมาไว้ ประจวบเหมาะตรงที่คนร้ายสั่งเม็ดมะม่วงหิมพานต์กับเบียร์คลอสเตอร์ตรงกับมือปืนที่ไปสั่งในภัตตาคารหลงวาก่อนลงมือ

“ตรงนี้เรียกว่า CLU คือ ไกด์ไลน์คลายปริศนาการสืบสวนที่เราไปค้นพบแล้วจะปะติดปะต่อกันได้อย่างไร คดีนั้นสามารถตามจับนายชาญชัย หรือเล็ก จันทร์แสง มือปืนได้สำเร็จ บางครั้งนักสืบมันต้องมีความจำ มันต้องมีการถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้บังคับบัญชาถ่ายทอดให้เรา เราถ่ายทอดให้ลูกน้อง แล้วถ่ายทอดให้ตัวเราเองด้วยการมีสมุดบันทึก ปัจจุบันมีคอมพิวเตอร์ก็ดีขึ้น แต่บางคนกลับไม่ยอมค้นหาความจริง รอกล้องวงจรปิดอย่างเดียว ถ้ากล้องไม่มี โทรศัพท์มือถือไม่ได้ก็จบแล้ว”

พล.ต.ท.สมคิดยังได้มีโอกาสสัมผัสวิชาสืบสวนจากปรมาจารย์ต้นตำรับนักสืบอย่าง พล.ต.ต.อมร ยุกตะนันทน์ ตอนไปเป็นนายเวรติดตามสมัยนั่งผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครใต้ ก่อนแกร่งกล้ามาเป็นมือทำงานให้ธนู หอมหวล สร้างผลงานประทับใจเป็น “Classic Case Study” สอนนักเรียนนายร้อยตำรวจในคดีปล้นร้านทองย่านบางนาที่ยึดรูปแบบการสืบสวนจากการตรวจสถานที่เกิดเหตุ การค้นหาความจริงจากสิ่งเล็ก ๆ น้อยในที่เกิดเหตุ ไม่ต้องพึ่งพากล้องวงจรปิดเหมือนปัจจุบัน

เจ้าตัวย้อนความว่า ท่านอมรขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เขาต้องลงจากนายเวรเตรียมรอคำสั่งไปอยู่กองสืบ ขณะกำลังย้ายห้องได้ยินวิทยุแจ้งเหตุปล้นร้านทองและคนร้ายยิงต่อสู้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ท่านธนูเป็นรองผู้การใต้ชวนให้ขับรถพาไปที่เกิดเหตุ เสร็จแล้วรับแจ้งว่า พบรถคนร้ายจอดทิ้งอยู่ทางลงด่วนเพชรบุรีตัดใหม่ก็วนกลับไปดู

“ นายนูปีนกำแพงข้ามออกซอยร่วมฤดี คนร้ายเปลี่ยนชุดโยนเสื้อ และกางเกงขาสั้นไว้เป็นหลักฐานชิ้นเดียว ระหว่างทางนั่งรถกลับที่เกิดเหตุอีกรอบ นายนูเอามือตบขาผมบอกว่า ไอ้คิดงานนี้จับคนร้ายได้แน่ ผมถามว่านายรู้ได้ไง เขาให้ผมไปหาเจ้าของกางเกง แล้วจะรู้ว่า ใครเป็นคนร้าย เพราะเจอเลข 629 ที่ขอบกางเกงด้านใน มีเส้นด้ายสีฟ้าติดอยู่ ผมไปหาร้านซักรีดที่มีทั่วไป แต่วิเคราะห์ได้ว่า 629 น่าเป็นเลขห้องที่เป็นอาคารสูงอย่างน้อย 6 ชั้น สมัยนั้นตึกสูงมีไม่เยอะ วันรุ่นขึ้นเราถึงร้านซักรีดที่ พี.เอส.เมโทรอพาร์ตเมนต์แล้ว” อดีตนายพลนักสืบฝีมือดีบอกจุดเริ่มต้นไขกุญแจ

 เจ้าของร้านยืนยันเป็นเสื้อผ้าที่ส่งมาให้ซักรีด เลข 629 เป็นลายมือที่ลูกจ้างในร้านเขียน มีการเย็บด้ายสีฟ้าเป็นสัญลักษณ์อีกชั้น โดยขดด้ายยังเก็บอยู่ในร้าน ทำเอาทีมสืบสวนใต้ยิ้มออกมั่นใจเดินมาถูกทางแล้ว จากนั้นผู้กองสมคิดได้ปลอมตัวเป็นช่างแอร์ทำทีเข้าไปดูลาดเลาในห้อง 629 พบมีจิ๊กโก๋อยู่กัน 4-5 คน แถมใช้มอเตอร์ไซค์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ถามจากแคชเชียร์รู้เป็นแก๊งส่งหวยใต้ดิน เมื่อนำรูปผู้ต้องสงสัยทั้งหมดให้ผู้เสียหายดูกลับไม่ชี้ยืนยัน

ต่อมา ตำรวจเชิญตัวไปสอบทีละคนไม่มีใครสารภาพ ขณะที่ทั้งห้องไม่มีใครส่งเสื้อผ้าซักรีดนานกว่า 2 เดือนแล้ว นักสืบเริ่มเป๋ พล.ต.ท.สมคิดยังมีความมั่นใจว่า ปริศนาสมมติฐานถูกแล้ว แต่คนร้ายอาจไม่ใช่คนกลุ่มนี้เลยไปเช็กทะเบียนผู้เช่าพักย้อนหลังกลับอีก 3-4 ราย เจอผู้เช่าชื่อนายอุดร ประสมสู่ ส่งเสื้อผ้าซักเยอะมาก โดยตัวเองเปิดห้องให้คนชาวฮ่องกงอยู่ และแปลกตรงที่ว่า ก่อนหน้าเคยเช่าพักที่พี.เอส.สี่พระยา เครือเดียวกันมาแล้ว ตอนนั้นใช้ชื่อเป็นคนจีนชื่อ อาหว่อง แคชเชียร์จำแม่นว่า พอย้ายมาเมโทรบอกเปลี่ยนสัญชาติแล้ว

นักสืบเก่ามากความสามารถเผยขั้นตอนการแกะรอยว่า ไปเช็กทะเบียนบ้านที่ลพบุรีตามบัตรประชาชนถึงรู้ว่านายอุดร ประสมสู่ ถูกรถชนตายตั้งแต่ปี 2522 แสดงว่า มีการปลอมบัตรประชาชน และพบมีการย้ายเข้าทะเบียนบ้านที่ห้วยขวางแล้วหายไป เราก็มาเริ่มต้นใหม่ที่อพาร์ตเมนต์รู้ว่า นายอุดร หรืออาหว่อง เคยพักกับผู้หญิงคนหนึ่งมีลูกด้วยกัน ทราบต่อมาชื่อ นางมารยาท สุรภักดี ไล่กันจนได้ข้อมูลว่า หลังย้ายออกจากอพาร์ตเมนต์แล้วไปพักอยู่บางพลัดแล้วย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านที่ห้วยขวางไปชนกับอุดร ประสมสู่พอดี

“เหมือนธรรมะจัดสรรข้อมูลมาให้” พล.ต.ท.สมคิดว่า

“แต่ละวันคืบหน้าไปเรื่อย ผมกัดไม่ปล่อย พอคัดทะเบียนบ้านห้วยขวางดันไปเจอเชื่อผู้ต้องหาหนีหมายพยายามฆ่าสมัยผมเป็นหัวหน้าสายสืบทุ่งมหาเมฆ เมื่อเอารูปให้ผู้เสียหายดูก็บอกไม่ใช่ ได้ข้อมูลว่าเพื่อนพี่สาวขอเอาชื่อสามีชาวฮ่องกงที่ปลอมบัตรประชาชนมาเข้าเพื่อจะทำใบขับขี่ ตอนหลังย้ายไปอยู่กานดาอพาร์ตเมนต์ แถวโบสถ์แม่พระฟาติมา ดินแดง พวกผมก็เฝ้าอยู่หลายวัน เช็กต่อได้ความว่า ผู้หญิงคนนี้ไปพักอยู่แมนชั่นเพรสซิเดนท์แยกราชปรารภ”

ปฏิบัติการตามล่าปิดแฟ้มคดีปล้นร้านทองใช้เวลาอยู่แค่ 18 วัน พล.ต.ท.สมคิดดมกลิ่นจนเจอผู้หญิงกล่อมเอาข้อมูลฟรานซิส หว่อง อดีตผัวตัวแสบกระทั่งเชิญมาสอบปากคำจากบ่อนพนันย่านท่าเรือ ถูกอย่างถึงกระจ่างว่า เป็นฝีมือวายร้ายข้ามชาติแก๊ง 14 เค ประวัติโหดเหี้ยมในฮ่องกง พักทาวน์เฮาส์เลขที่ 584/54 หมู่บ้านอยู่เจริญ อโศกดินแดง ประกอบด้วย นายอาเข่า หรือเล่า วันซัง นายอาโจ๋ว หรือจง เหว่งเค และนายอาเฟด หรือเล่า เตง หมัน  ทีมงานสืบสวนใต้ปิดล้อมจับกุมได้สำเร็จพร้อมทองของกลางที่พวกมันหลอมซ่อนในท่อระบายน้ำของทาวน์เฮาส์

“นี่เป็นคดีตัวอย่าง เป็นประสบการณ์ที่ได้จากผู้บังคับบัญชาถ่ายทอด ใช้ประสบการณ์ต่อยอดสะสมพัฒนารูปแบบไปเรื่อง ผมเชื่อว่า ไม่มีอาชญากรรมใดที่สมบูรณ์แบบ ทุกคดีต้องทิ้งร่องรอยพยานหลักฐานให้หลงเหลือไว้ทำการสืบสวน แต่ว่าคุณจะเอาชนะพยานหลักฐานที่ถูกกลบซ่อนเอาไว้หรือไม่”ผู้อยู่เบื้องหลังปิดฉากคดีสำคัญยิ้มอย่างภูมิใจ แต่ไม่วายโดนมรสุมพิษการหายตัวไปของโมฮัมหมัด อัล-รูไวรี นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย

เรื่องราวทั้งหมด นายพลวัยเกษียณเปิดใจว่า หลังคดีสังหารเจ้าหน้าที่อุปทูตซาอุดีอาระเบีย มีชุดเฉพาะกิจหลายหน่วยลงไปสืบสวน ท้ายที่สุดนักธุรกิจซาอุฯ หายไป มีคนบอกสมคิดเป็นคนทำ สมัยนั้นเป็นรองผู้กำกับสืบสวนใต้ มีความรู้สึกว่า เรากระทำความผิดหรือเปล่า เราตกเป็นผู้กล่าวหา พอเรารู้ว่ามันเป็นเรื่องของการโยนความผิด เป็นเรื่องของการกลั่นแกล้งกล่าวหา รู้สึกว่า มันไม่ยุติธรรมที่มาดำเนินคดีเรา แต่คิดไว้ว่า ถ้ามันจะเป็นเรื่องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเราดีกว่าปล่อยคลุมเครือแล้ววันหนึ่งในอนาคตข้างหน้าเราจะเสียโอกาส เราคิดอย่างนั้น ไหน ๆ ก็จะโดนแล้ว

“หลังจากถูกดำเนินคดีไปแล้ว มันกลับกลายเป็นแผลเป็นในตัวเราที่ใครก็ตามจะดิสเครดิตผม ก็จะมาบอกว่า ผมเป็นผู้กระทำความผิดที่ยังลอยนวลอยู่ นี่คือ ระลอกสองเมื่อเราโดนอีกรอบ รู้สึกว่า แล้วแต่ใครจะเอาไปใช้ประโยชน์ ถ้าผู้บังคับบัญชาให้ความสำคัญในตัวเรา ก็จะไม่สนใจ หากวันใดคนดิสเครดิตมีอำนาจด้วย เราก็จะโดน จุดนี้ต้องทำตัวเราให้มีภูมิคุ้มกันในผลงานมากขึ้น ทำให้มองต่างมุม ต้องตั้งหน้าตั้งตาทำงาน กระทั่งได้รับความไว้วางใจให้ไปเป็นผู้การจังหวัดเชียงราย เมื่อไปถึงจุดๆหนึ่งเป็นความขัดแย้งทางการเมือง อำนาจของรัฐก็เลยโยงเอาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวไปใหญ่  กลายเป็นแผลเป็น แถมทุกวันนี้ยังโยงไปเกี่ยวกับพี่ชายผมด้วย”ตำนานนักสืบเมืองหลวงระบายความรู้สึก

ข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นชนวนมาจาก พ.ต.ท.สุวิชัย แก้วผลึก อดีตสารวัตรสืบใต้ไปให้การว่า ได้ยินตำรวจในกองสืบพูดว่า นักธุรกิจคนนี้เกี่ยวข้องกับการสังหารเจ้าหน้าที่ทูต มีการไปเอาตัวมาแล้ว ก่อนมาคิดว่า พ.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ที่ตอนนั้นเป็นรองผู้กำกับการสืบสวนนครบาลใต้สั่งอุ้ม คณะพนักงานสอบสวนของ พล.ต.อ.พงษ์อำมาตย์ อมาตยกุล รองอธิบดีกรมตำรวจขณะนั้นได้สั่งสอบพยานปากนี้ ปรากฏว่า พ.ต.ท.สุวิชัย ให้การอ้างเป็นพยานบอกเล่าว่า ได้ยินมาอีกต่อ ส่วน พ.ต.ท.สมคิด มอบตัวสู้คดี และโดยคำสั่งออกจากราชการ มี จ.ส.ต.ประสงค์ ทอรั้ง ตำรวจสืบสวนนครบาลใต้ลูกน้อง พ.ต.ท.สมคิด ที่โดนพาดพิงออกมาให้การปฏิเสธว่า ถ้าไปทำจะมาเล่าได้อย่างไร สุดท้ายพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง

พ้นผิดกลับเข้ารับราชการเป็นผู้กำกับการข่าว กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลประเวศ รองผู้บังคับการตำรวจสายตรวจปฏิบัติการพิเศษ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ผู้บังคับการทางหลวง แล้วเด้งเป็นผู้บังคับการอำนวยการ สำนักงานวิทยาการตำรวจ ขึ้นรองผู้บัญชาการศึกษา เป็นผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และจเรตำรวจ

คดีการหายตัวของนักธุรกิจซาอุดีอาระเบียเกือบจะหมดอายุความครบ 20 ปี ปรากฏว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษรื้อแฟ้มขึ้นมาแจ้งข้อหา พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม กับพวกใหม่อีกครั้ง เที่ยวนี้เจ้าตัวประกาศสู้คดีในชั้นศาล “ในอดีต ผมก็อยากค้นหาว่า ใครกระทำความผิดแล้วมาโยนให้ผม แต่การค้นหาความจริงมันต้องกลับไปในที่เกิดเหตุแต่ละจุด ผมเป็นผู้ต้องสงสัย ถ้ากลับไปก็จะถูกมองว่า ไปคุกคามพยาน ผมต้องระมัดระวัง ถูกดำเนินคดีปีกว่ากว่าจะพ้น ตอนนั้นขอให้พ้นข้อสงสัยพอแล้ว คิดว่า จบแล้วจบเลยไม่คิดจะบานปลายขึ้นมาอีก ผมอยากบอกว่า คนทำอะไรไว้ รู้อยู่แก่ใจว่า ถูก หรือผิด แต่การค้นหาความจริงตามกระบวนการพิจารณาของศาลเป็นหน้าที่ของผมที่จะต่อสู้คดียืนยันความบริสุทธิ์”

ท้ายที่สุดเขาอยากฝากบทเรียนไว้แก่ตำรวจรุ่นน้องว่า ควรรักษางานสืบสวนเอาไว้ด้วยความเป็นมืออาชีพด้วยการค้นหาความจริง ด้วยการเสียสละ ใช้ความรู้ความสามารถในเทคโนโลยีในการวางแผนการสืบสวน การรักษาสถานที่เกิดเหตุ การค้นหาความจริงในที่เกิดเหตุมากกว่าจะพึ่งพาเทคโนโลยีอย่างเดียว และต้องวางรากบานต่อเนื่องกันไป ไม่ใช่พอเป็นรองสารวัตรแล้วพ้นหน้าที่ไป คนมาใหม่เป็นรองผู้กำกับก็สอนงานไม่เป็น

“ต้องรักหน้าที่ตัวเอง รักศักดิ์ศรีตัวเอง คุณจะเลือกตีกอล์ฟ รับแขก แดกเหล้า เฝ้าสนามบอลแล้วย้อนมารับกระเป๋าเข้าสนามบินหรือเปล่า ถ้าคุณทำแค่นั้น คุณเป็นผู้การ คุณก็จะไม่มีศักดิ์ศรีอะไร ผมเป็นผู้การเชียงราย ตั้งสโลแกนในการทำงานว่า ปราบปรามยาเสพติด พิชิตอาชญากรรม คุณธรรมนำหน้าที่ เทคโนโลยีพัฒนา ตอนเป็นผู้บัญชาการภาค 5 เห็นว่า ขวัญกำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชาสำคัญที่สุด ต้องร่วมมือแก้ไข ร่วมใจฟันฝ่า พิทักษ์สันติปวงประชา ร่วมพัฒนาสังคมไทย” เขาทิ้งท้ายด้วยคำคม

สมคิด บุญถนอม !!!