คงไม่มีทางบังคับให้ใครรักหรือเกลียดชังเราได้

สัจธรรมของสังคมมนุษย์ไม่อาจหยุดความคิดของคนหมู่มาก แต่ยากจะหยั่งรู้ก้นบึ้งในหัวใจ

เฉกเช่น พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สัมผัสกฎธรรมชาติข้อนี้เป็นอย่างดี เพราะเขาไม่ใช่คนดีร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่ก็ไม่ได้เป็นคนเลวร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนกัน

ผ่านความตายของโจรผู้ร้ายมานับไม่ถ้วน ไม่เคยเก็บเอามาคิด ทั้งที่รู้เต็มอกว่าเป็นเวรกรรม แต่เจ้าตัวเลือกเล่นบท “นักบุญคนบาป” เป็นมือปราบปืนโหดคนหนึ่งในตำนานสีกากี

เกิดอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ในครอบครัวครู ลูกชาย มงคล ธูปกระจ่าง ครูใหญ่โรงเรียนปทุมธานี นันทมุนีบำรุง และ จงกล ธูปกระจ่าง ครูโรงเรียนปทุมวิไล จบนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 30

ซึมซับอุดมคติของตำรวจที่บ่มเพาะอุดมการณ์ไปสอนรุ่นน้องเสมอว่า

“ขอให้ทำได้แค่ 2 ข้อ คือ ไม่มักมากในลาภผล กรุณาปรานีต่อประชาชน ถือว่าสุดยอดแล้ว”

มี พ.ต.ต.ยุทธนา ไทยภักดี สารวัตรสืบสวนสอบสวนโรงพักแม่กลอง สมุทรสงคราม เป็นครูฝึกคนแรกที่เจ้าตัวยึดเป็นต้นแบบมาตลอด

เริ่มต้นบรรจุลงเป็นรองสารวัตรจราจร สถานีตำรวจนครบาลบางยี่เรือ ไปช่วยหัวหน้าสายสืบออกตามจับคนร้ายในพื้นที่ส่งให้เป็นรองสารวัตรจราจรคนเดียวที่มีผลการจับกุมคดีอุกฉกรรจ์เยอะพอสมควร ก่อนย้ายไปรองสารวัตรป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลพระโขนง

โชว์ความสามารถตามจับกุมคนร้ายปล้นเชือดคอโชเฟอร์รถแท็กซี่ กระทั่ง พล.ต.ท.แสวง ธีระสวัสดิ์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ประกาศเกียรติคุณให้เป็นผลงานจับกุมดีเด่นของนครบาล

ต่อมา มีคำสั่งให้เข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นผู้หมวดกองร้อย 2 แบบไม่รู้ตัวไปทำหน้าที่ครูปกครองนาน 6 ปี  ย้ายไปใช้ชีวิตตำรวจภูธรครั้งแรกตำแหน่งสารวัตรสืบสวนสอบสวนโรงพักเมืองประจวบคีรีขันธ์ โยกเป็นสารวัตรสืบสวนเมืองสุพรรณบุรี

ประเดิมฉากจับตายคนร้ายปล้นรถแบ็กโฮไปหลายศพ

พอครั้งแรกผ่านไป ก็มีครั้งต่อมาเรื่อย

เขายอมรับว่า ไม่รู้เป็นยังไง เวลาไปจับคนร้ายต้องมีเหตุการณ์แบบนี้  ยิงกันสด ๆ ทำทีก็ไม่สบายใจ ไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร มาตอนหลังเริ่มไม่ได้นับแล้วว่า กี่คน เพราะมันเยอะมาก

นำรุ่นเป็นสารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจภูธรอำเภอดอนเจดีย์ พัฒนาโรงพักเป็นสถานีตำรวจดีเด่นอันดับ 1 ของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ขณะนั้น แต่ถูกย้ายไปแก้ปัญหาโรงพักประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ปทุมธานี ปีเดียว นั่งสารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และวนเวียนอยู่กับการเป็นหัวหน้าโรงพัก ทั้งเมืองสมุทรปราการ โรงพักตำบลเพ จังหวัดระยอง และหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

กว่าจะกลับมารับบทมือปราบอีกครั้งขึ้นเป็นผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 7 ตกเป็นข่าวดังกระฉ่อนเมืองในคดีวิสามัญฆาตกรรม “โจ ด่านช้าง” กับพวกรวม 6 ศพ

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ยืนยันว่า หลังคนร้ายมอบตัว ตอนหลังเอากลับเข้าไปค้นอาวุธในบ้านอีกรอบก็มีการต่อสู้กัน ภาพที่ออกมาตำรวจถูกมองว่า เอากลับไปยิงทิ้ง ทั้งที่คนร้ายยอมแล้ว ข้อเท็จจริงมันไม่ใช่ พวกนี้ตอนออกมามอบตัว ปืนยังซ่อนอยู่ในบ้าน พอกลับเข้าไปพวกนี้ถึงไม่ยอม

“ผมทำตามหน้าที่ สู้ตามวิถีทาง ผลสะท้อนกลับมาแรงมาก ผมไม่ว่าใคร แต่ถ้าเกิดใครเป็นผู้บังคับบัญชา ถ้าไม่กล้าตัดสินใจ ลูกน้องเสียชีวิตไปก็จะเกิดการสูญเสีย และถ้าเป็นผู้บังคับบัญชาแล้วไม่ได้ลงไปในเหตุการณ์เอง คุณก็จะไม่รู้ ไม่ใช่ดูจากภาพข่าวอย่างเดียว” เจ้าตัวย้ำเสียงหนักแน่น

ผ่านมรสุมขยับเข้าร่วมทัพกองปราบปรามยุค “อัศวิน ขวัญเมือง” เพื่อนร่วมรุ่นเป็นหัวเรือใหญ่ คลายปมคดีสำคัญมากมาย จากนั้นขอย้ายตัวเองลงภาคใต้ไปเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ถึงเลื่อนขึ้นเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส

แค่ 3 เดือนหยุดการตายของลูกน้องทว่าโดนกล่าวหาจุดชนวนไฟใต้ลุกลาม เจอเด้งเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตราด ไม่กี่เดือนถูกครหาพัวพันการหายตัวไปของ “ทนายสมชาย นีละไพจิตร”

พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองคืนกรุงกลับมาเป็น “ผู้การ 191”  ก่อนไปเบิกฤกษ์เปิดตัวผู้บังคับการปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็กเยาวชนและสตรีที่ตั้งขึ้นมาใหม่ แล้วขึ้นรองผู้บัญชาการประจำสำนักงาน พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขณะนั้น

นาน 6 เดือนลงถิ่นถนัดเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และผงาดเก้าอี้ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รับสถานการณ์ร้อนทางการเมือง

สุดท้ายวลี “มีวันนี้ เพราะพี่ให้” ตีตราสัญลักษณ์ผลักเขาถูกแบ่งข้างเล่นเกมสีเสื้อ

เมื่ออำนาจผลัดใบ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ไม่ประหลาดใจจากผลกระทบที่เกิดขึ้น ถึงเตรียมใจไว้ล่วงหน้าก่อนเกษียณอายุราชการเพียงไม่กี่เดือน

หันมาก่อร่างสร้าง “มูลนิธิมงคล- จงกล ธูปกระจ่าง” อยู่ตำบลเชียงรากใหญ่ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เปิดคลินิกแพทย์ตำราแผนจีนรักษาคนไข้ กลายเป็น “หมอแจ๊ด” ประกอบกิจการสถานพยาบาล ตามระเบียบกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข

ปัจจุบันมีความสุขกับการได้ช่วยเหลือรักษาคนไข้สารพัดโรคฟรี คิดเพียงค่าครู 19 บาท นำไปทำบุญสะเดาะเคราะห์

ทว่าเคราะห์ของเขากลับมาวนเวียนในชีวิตไม่รู้จักจบสิ้น

เป็นเคราะห์ที่เกิดจากลิ้นผู้มีอำนาจทางการเมือง !!!