วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 องค์กรสีกากีเกิด “ภาวะสมองไหล” ขาดนายตำรวจยอดฝีมือไปอีกนาย

เมื่อ รศ.พ.ต.ท.กฤษณพงค์ พูตระกูล รองศาสตราจารย์ (สบ3)กลุ่มงานคณาจารย์ คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ยื่นใบลาออก

นายตำรวจนักวิชาการหนุ่มหล่อฝากผลงานประดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติไว้มากมาย เป็นเลือดใหม่ที่อยากเห็นความเปลี่ยนขององค์กรตัวเองไปในทางที่ดีเทียบเท่ามาตรฐานสากล

เจ้าตัวจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 51 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก สาขาอาชญวิทยาจากมหาวิทยาลัยมหิดล

ปริญญาโทและปริญญาเอกด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยอเบอร์ดีนในสหราชอาณาจักร

ก่อนหน้าเคยสังกัดกองบังคับการปราบปรามแล้วโยกเป็นนายตำรวจติดตามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นผู้ช่วยนายเวรผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แล้วสมัครใจกลับมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

ได้รับเชิญให้ทำงานกับหน่วยงานต่างๆ เช่น ประธานบริหารหลักสูตรอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ปรึกษาสำนักงานควบคุมยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ ที่ปรึกษาพิเศษโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) ผู้ประสานงานประเทศไทยกับเครือข่ายหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายนานาชาติ ( Law Enforcement And HIV Network: LEAHN) คณะทำงานปฏิรูปตำรวจของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

เสนอแนวคิดการปฏิรูประบบงานตำรวจในเวทีต่างๆ รวมถึงให้ความรู้และแนวคิดทางด้านอาชญาวิทยากับการนำไปใช้แก้ไขปัญหาอาชญากรรมและปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ผ่านสื่อมวลชน ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

มีโปรไฟล์มากมายเป็นที่ยอมรับบนเวทีตำรวจโลก

“ผมเคยจับคนร้ายในหลายคดี ก่อนสมัครใจที่จะมาเป็นอาจารย์ทางงานวิชาการ เพราะเรายังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้มาก แต่ภูมิใจที่เราได้มีโอกาสสร้างคน สร้างตำรวจที่ดี พัฒนาและให้ความรู้คน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากที่สุด” เจ้าตัวบอกเสมอ

เขาเป็นนักวิชาการตำรวจต้องการอยากเห็นตำรวจเป็นที่รักและศรัทธาจากประชาชน

สามารถทำงานโดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง คิดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นลำดับแรก

เหมือนที่ “มติชน” สัมภาษณ์พิเศษไว้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงแนวคิดการปรับโฉมตำรวจ จากมุมมองของตำรวจผู้ศึกษาระบบงานตำรวจจากนานาอารยะประเทศชี้ปัญหาองค์กรเกิดจากอำนาจทางการเมืองกับเรื่องการบริหารงานบุคคล

เกี่ยวกับเส้นทางการเจริญก้าวหน้า

“ผมว่าองค์กรตำรวจมีคนเก่งเยอะ การแข่งขันสูง คนเก่งที่อยู่ไกลผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจแต่งตั้ง แต่อยู่ใกล้ประชาชนอาจก้าวหน้าสู้คนที่เก่งแต่อยู่ใกล้ผู้ที่มีอำนาจไม่ได้ ตำรวจส่วนหนึ่งอาจรู้สึกว่ามือข้างหนึ่งต้องทำงานกับประชาชน อีกมือต้องทำงานสนองผู้บังคับบัญชา แต่ใช่ว่าตำรวจส่วนใหญ่จะมีความสามารถ มีโอกาสเข้าถึง กลายเป็นปัญหาบริหารงานบุคคล”

ตำรวจรุ่นใหม่จำเป็นต้องทำให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เหมือนทหาร มีทหารม้า ทราบราบ ตำรวจก็ควรต้องแยก สืบสวน สอบสวน จราจร หมายความว่าต้องโตได้ในสายที่เชี่ยวชาญตามระบบที่ใช้ในตำรวจทั่วโลก

เขาสะท้อนผ่านสื่ออย่างตรงไปตรงมาว่า ทุกวันนี้ระดับสถานีตำรวจขาดแคลนงบประมาณ เกิดอะไรขึ้นกับประเทศเรา หน่วยงานรัฐระดับท้องถิ่นเมื่อสิ้นปีสามารถจ่ายโบนัส

แต่ตำรวจกลับไม่มีเงินทำงาน ไม่มีเงินเติมน้ำมันรถสายตรวจ

“ผมเชื่อลึกๆ ตำรวจส่วนใหญ่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงองค์กร อยากขับรถสายตรวจ มีน้ำมันพร้อม  อยากแต่งเครื่องแบบตำรวจแล้วประชาชนรัก ศรัทธา อยากให้ประชาชนรู้สึกว่า เวลาตำรวจเรียกให้หยุดรถ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ป้องกันอาชญากรรม ไม่ใช่มองกันว่าจะมาไม่ดี ตั้งกล้องถ่ายคลิปรอ พร้อมจะแพร่ในโลกออนไลน์” เป็นสิ่งที่นายตำรวจหนุ่มคาดหวังไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

พร้อมกับทิ้งตำราที่ร่วมทีมคณะวิจัยของ พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามโครงการ “ศึกษาเปรียบเทียบการบริหารจัดการงานตำรวจและกฎหมายที่เกี่ยวข้องของประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อการดูแลความปลอดภัยสาธารณะ”

ผลงานคุณภาพที่ใช้เวลานานถึง 4 ปีรวบรวมเป็นหนังสือชุด 11 เล่ม

“ภูมิใจกับการได้เลือกมาทำหน้าที่อาจารย์และเป็นตำแหน่งสุดท้ายของการรับราชการตำรวจ วันหนึ่งข้างหน้าคงได้มาพัฒนาโรงเรียนนายร้อยตำรวจและองค์กรตำรวจร่วมกันครับ” รศ.พ.ต.ท.กฤษณพงค์ทิ้งท้ายไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562

เสมือนเพชรเม็ดงามที่หลุดประเด็นออกจากเบ้าหลอมกะรัตล่าสุด