“นโยบายดี” บางทีมักนำไปใช้ไม่ถูกจังหวะเวลา

มาตรการกวดขันวินัยจราจรเพื่อลดความสูญเสียจากยอดอุบัติเหตุที่พุ่งขึ้นสูงแต่ละปี กำลังกลายเป็นข้ออ้างให้ตำรวจ “ตั้งด่านเข้ม” เกลื่อนตามหัวเมืองใหญ่

ทีมหัวปิงปองแห่ลงกลางถนนเหมือน “ฝูงแร้ง” จ้องขย้ำเหยื่อตายซาก

ไม่สนรถราจะติดขัดขนาดไหน ขอแค่ระดมตะครุบรถจักรยานยนต์ รถกระบะ รถบรรทุก แจ้งข้อหาเอาผิดในใบสั่งกันมันมือ

ถือกฎหมายตามหลักนิติศาสตร์ไม่สนหลักรัฐศาสตร์

หลายจังหวัดพื้นที่ภูธรภาคอีสานตั้งด่านตามสี่แยกไม่พอ ยังลามกระจายกำลังเดินย่องตามตรอกซอกซอยกลางวันแสก ๆ เพียงเพื่อแจก “ใบสั่ง”

ก่อนตั้งโต๊ะ เปรียบเทียบปรับ กันริมถนน ผู้คนตกเป็นเหยื่อที่กระทำความผิดไม่มีสิทธิโต้เถียง ได้แต่เรียงแถวรอชำระเงินเป็นแถวยาวเหยียด

เห็นภาพนักเรียน นักศึกษายืนตาละห้อยต้องเจียดเงินน้อยนิดมาจ่ายค่าปรับแล้วน่าเห็นใจ

ต้องยอมรับว่าตัวเองกระทำผิด ทำให้เหล่า “หัวปิงปอง” มีอิทธิฤทธิ์ลงอาญาแผ่นดินเต็มรูปแบบไม่มีแอบซุ่มกระโจนใส่เหมือนในอดีตอีกต่อไป

นโยบายกวดขันวินัยจราจรมันถึงสะท้อน “ภาพลบ”  มากกว่า “บวก” ของตำรวจหน่วยหัวปิงปองที่จ้องหิวกระหายทำลายศรัทธาชาวบ้าน ตราบใดที่ยังมี “เงินส่วนแบ่งค่าปรับ” เป็นตัวชี้วัดให้ “นายบางคน” สาละวนสั่งตั้งด่านเข้ม

ทำยอดให้ทะลุเป้าในแต่ละวัน

ลูกน้องบางคนก็เลยพลอยปากมัน กระสันอยาก “เอาใจนาย” พร้อมกับหารายได้ไปเข้ากระเป๋าตัวเอง ไม่หวั่นเกรงภาพที่ทำร้ายองค์กร

ไม่แปลกที่ทำไมตำรวจถึงถูกก่นด่าเสียหายเป็นประจำ

อวดเบ่งกับชาวบ้านตาสีตาสาไม่มี อะลุ้มอล่วย” เพื่อรักษามวลชน

ตำรวจส่วนใหญ่ที่ทำดีจำต้องอดทนเพื่อลบล้างภาพหิวกระหายเหล่านี้กันต่อไป