นานมากที่จะเห็น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบายความอัดอั้นผ่านทัพนักข่าว

ด้วยเพราะปกติเป็น “ผู้นำ” ที่พูดน้อยกว่าลงมือลุยงานเองเคียงข้างลูกน้องเมื่อเกิดคดีสำคัญ แม้แต่สถานการณ์ 13 ชีวิตทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมีติดถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน  อำเภอแม่สาย จังหวังเชียงราย เมื่อปีก่อน

เขาจะพูดติดปากสั้นเสมอ “ขอให้เจ้าหน้าที่ทำงานก่อน”

นักข่าวสายตำรวจจะรู้สไตล์การทำงานของ “พิทักษ์ 1” คนนี้เป็นอย่างดี

กระทั่งเกิดเหตุระเบิดป่วนกรุงหลายจุด แถมคนร้ายมาเย้ยถึงหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติประกาศไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง

งานนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เป็นหัวหอกนำทีมสืบสวนสอบสวนแกะรอยคลี่คลายด้วยตัวเองเคียงข้างเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9   มี พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผู้บังคับการสืบสวนตำรวจนครบาล ลูกน้องคู่ใจประกบไม่ห่าง

ทั้งหมดลงไปสอบปากคำผู้ต้องสงสัยถึงศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า อำเภอเมืองยะลา ก่อนบินขึ้นมาแถลงข่าวความคืบหน้าของคดีที่สำนักปทุมวัน

รำพันผ่านสื่อว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานกันทุกวันไม่มีวันหยุด นับตั้งแต่วันเกิดเหตุ ทางผู้สื่อข่าวก็ติดตามข่าวกับทางเราทุกวัน และพยายามไซโคว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและทีมงานไม่ให้ข่าวอะไรเลย

เจ้าตัวอยากจะบอกว่า การทำงานเรื่องระเบิดไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องใช้เวลาในการสืบสวนสอบสวน ถึงแม้จะสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ใด้ 2 คน ภายในระยะเวลา 10 ชั่วโมง แต่วิธีการในการควบคุมตัว วิธีการในการซักถามต่าง ๆ เพื่อจะได้รู้โครงสร้างทั้งหมดไม่ใช่เรื่องง่าย

“บางสื่อบอกว่า ผมไม่กล้าเจอนักข่าว บางสื่อก็ว่าเวลาตอบคำถามก็ตอบมุบๆมิบๆ ผมรู้หมด แต่ผมไม่ตอบเอง เพราะยังไม่ถึงเวลา ผมรู้ว่า สื่อบางคนสนิทกับทีมงานของผม แต่ก็ไม่เคยตำหนิใคร รู้ทั้งรู้ว่ามีการแอบส่งข่าวกัน แต่ผลเสียหายที่ตามมาก็คือ ทำให้คนร้ายที่เหลือขยับตัว” พล.ต.อ.จักรทิพย์สะท้อนเบื้องหลังคดี

 “อยากถามว่าใครจะรับผิดชอบ”

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติย้ำว่า คดีอย่างนี้ไม่ใช่คดีล้อ คดีเล่น การดำเนินการทุกอย่างต้องรอบคอบรัดกุมที่สุด หากไม่ได้ตัวผู้ต้องหาสื่อบางฉบับก็ตามกระแนะกระแหนไม่สามารถจับได้ รัฐบาลไม่เสถียร

“ผมอยากขอให้เข้าใจในการทำงานว่า คดีอย่างนี้ไม่ได้ง่าย ผมอยากจะให้ข่าวใจจะขาด แต่ถ้าถามกันทุกวัน ให้ข่าวกันทุกวัน คนร้ายไม่ได้โง่ เพราะเขาก็ติดตามข่าวสารจากสื่อทั้งนั้น ที่ผ่านมาไม่ทราบว่าพวกท่านไปชี้นำเขาหรือเปล่า”

“ที่พูดมาไม่ได้น้อยใจ แค่รำพึงรำพันให้พวกท่านฟัง” พล.ต.อ.จักรทิพย์สีหน้าจริงจัง

เจ้าตัวว่า คดีอย่างนี้เป็นคดีบ้านคดีเมือง ตั้งแต่ปี 2544 เกิดเหตุระเบิดเครื่องบิน ในสมัยท่านทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ตนมีข้อมูลทั้งหมด เพราะอยู่ในเหตุการณ์ทั้งนั้น ดังนั้นต้องเห็นใจคนทำงาน ต้องให้เวลา ที่ผ่านมาไม่เคยมีคดีเหตุระเบิดคดีไหน ที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ภายใน 10 ชั่วโมง

วันที่เกิดเหตุหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.จักรทิพย์สารภาพว่า นายตำรวจที่อยู่ตรงนี้ยังประชุมบริหารอยู่เลย คนร้ายเอาของมาทิ้งหน้าบ้าน 2 ลูก ยอมรับว่า เป็นคนออกข่าวว่า เป็นของปลอม สำหรับวันนี้ที่จะให้มีการซักถามกับทางทีมงานสืบสวนสอบสวน จะตอบในส่วนที่ตอบได้ ส่วนไหนที่ตอบไม่ได้ก็ต้องขออนุญาตสงวนไว้ เพราะจะเป็นผลต่อทางคดี ต่อการที่ต้องไปขึ้นศาล

“ผมเชื่อว่าวันนี้ ไม่ใช่มีแค่พวกท่านที่รอฟังอยู่ คนที่วางระเบิดก็รอฟังอยู่เหมือนกัน เราควบคุมผู้ต้องหาได้ในวันที่ 2 สิงหาคม วันที่ 3 วันที่ 4 ผู้ก่อเหตุที่เหลือมีการขยับตัวแล้ว เป็นสาเหตุที่ไม่อยากให้ข่าวพวกท่าน เพราะทำให้ทำงานยากขึ้น”

เจ้าตัวแจงว่า แผนประทุษกรรมต่าง ๆของกลุ่มคนร้าย บอกได้เลยไม่เหมือนกับโจรไทย อย่างเช่นกรณีเมื่อปี 2546 ปี 2547 มีเหตุเผาโรงเรียนทางจังหวัดภาคใต้ 22 โรงเรียนพร้อมกัน ถ้าการสืบสวนสอบสวนเป็นแบบงานง่ายแบบเรา คิดว่าถ้าจับผู้ต้องหาได้สักคน คดีที่เหลือต้องออกหมด  ในความเป็นจริงคดีทางภาคใต้ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะแต่ละคนรับงานมารู้แค่หน้างานของตัวเอง ในส่วนหน้างานของคนอื่นไม่มีใครรู้

เหตุการณ์ในครั้งนี้ เขาเชื่อเหมือนกัน คนร้ายแต่ละคนรู้แค่หน้าที่ของตัวเอง และแต่ละคนไม่รู้จักกัน พวกท่านก็ได้แต่รู้ว่าเมื่อไหร่ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะแถลง เมื่อไม่แถลงก็ไปลงที่รัฐบาล ไปลงกับท่านนายกรัฐมนตรี ไปลงกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

“อยากยกตัวอย่างแบบนี้แล้วกัน สงบจบที่ลูกตู่ อยากจะย้อนถามว่า สงบ คืออะไร สงบ คือ ไม่มีม็อบขนาดใหญ่ ที่ผ่านมา 5 ปี เราไม่เคยมีการชุมนุมขนาดใหญ่ เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดเหตุขึ้นใหม่ มีการพูดว่ารัฐบาลทำเองหรือไม่ อยากย้อนถามว่าทำอย่างไร จะดิสเครดิตตัวเองหรือ มันก็ไม่ใช่”

“หรือกรณี ผบ.ทบ.ออกมาพูดว่า กลุ่มคนก่อเหตุก็หน้าเดิม ๆ บอกเลยว่าท่านพูดไม่ผิด เพราะท่านรู้ ท่านอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ท่านรู้กลุ่มไหนเป็นกลุ่มไหน คิดอะไรอย่างไร บางครั้งต้องให้ความเสมอภาคในการเสนอข่าว เพราะพวกท่านทำให้ประชาชนเชื่อ หากถามผมว่า คนหน้าเดิมมีหรือไม่ในกรณีนี้ ผมบอกเลยว่า มีผสมกันทั้งคนหน้าเดิม คนหน้าใหม่ หรือที่ทางภาคใต้เรียกว่า คนหน้าขาว คือ คนที่ไม่มีอะไร ยังไม่มีคดีติดตัว” แม่ทัพสีกากีอธิบาย

“ ที่พูดทั้งหมดไม่ได้ใช้อารมณ์ เพราะผมไม่พูดมา 7 วัน ทำงานอย่างเดียว วันที่ 9 สิงหาคม ผมก็ต้องลงไปในพื้นที่อีกแล้ว” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ทิ้งท้ายระบายความในใจ