ตลอดขวบปีที่ผ่านมา คงไม่มีเหตุการณ์ไหน สะท้านยุทธจักรสีกากี กับคำสั่งเด้ง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล พ้นอาณาจักรโล่เงิน

นายพลหนุ่มดาวรุ่งผลผลิตจากเหล่านักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 47  ถูก “วาดหวัง” เส้นทางอนาคตต้องไปถึงปลายยอดสูงสุดในสำนักปทุมวัน พลิกผันกลายเป็น “ดาวอับแสง” อ่อนแรงหมดอำนาจ

เขาใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีไต่ระดับจากผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว ขึ้นรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ก่อนผงาดเป็นผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

ควบภารกิจสำคัญมากมายที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลตามคำสั่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น รวมถึงทำหน้าที่ “ผู้ช่วยโฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี” อีกด้วย

ไปไหนมาไหนมีแต่รุ่นพี่ รุ่นน้องและเพื่อนฝูงรุมตอมล้อมหน้าล้อมหลัง

ภาษาชาวบ้านเรียกว่า กำลังขึ้นหม้อ “เนื้อหอม” สุด ๆ

    มีอายุราชการเหลืออีก 11 ปี เก้าอี้ “แม่ทัพปทุมวัน” ไม่น่าจะห่างไกลเกินฝัน

กระทั่งถึงวัน “ฟ้าผ่า” กลางฤดูร้อน  เมื่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สะบัดปากกาเซ็นคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 232/2562 ลงวันที่ 5 เมษายน 2562 เชือด พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ลงกรุ ปฏิบัติราชการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ทางตำแหน่งเดิม

สื่อมวลชนทุกแขนงประโดมข่าวฮือฮาใหญ่โต แต่ปราศจากคนใหญ่คนโตเปิดปากให้เหตุผล

นายตำรวจคนสนิท พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ว่า “มากบารมี” คับวงการสีกากี โดนบดขยี้ร่วงตกเก้าอี้เข้ากรุไม่กี่วัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ งัดมาตรา 44 ออกมาจัดการ

ให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ขาดจากตำแหน่งหน้าที่และอัตราเงินเดือนเดิม โอนย้ายจากข้าราชการตำรวจ มาเป็น ข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(นักบริหารระดับสูง)

มีผลทันที ตั้งแต่วันนี้ 9 เมษายน เป็นต้นไป

ถือเป็นฉากสุดท้ายในเครื่องแบบผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ก่อนตัวเองจะอันตรธานหายหน้าหายตาไปจากสังคม

เส้นทางชีวิตของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล เกิดอำเภอเมืองสงขลา ลูกชาย ด.ต.ไสว หักพาล อดีตผู้บังคับหมู่งานพลาธิการ ตำรวจภูธรภาค 9 ส่วนแม่เป็นครูโรงเรียนอนุบาล เจ้าตัวจบชั้นมัธยมโรงเรียนมหาวชิราวุธ ไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร เลือกเหล่านายร้อยตำรวจรุ่น 47

บรรจุลงเป็นรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน ก่อนสมัครใจย้ายเป็นรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลหนองแขม แล้วโยกเป็น รองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรสาคร โรงพักอันดับ 1 ของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7

นาน 2 ปี ขยับเป็นนายเวร พล.ต.ต.วรพจน์ ประชาเดชะ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาครคนแรก ก่อนติดยศ พ.ต.ต. ตำแหน่งนายเวร พล.ต.ท.บุญชัย ชื่นสุชน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ปีเดียวลงเป็นสารวัตรหัวหน้าสถานีทางหลวงจังหวัดเชียงใหม่ เทียบเท่าตำแหน่งสารวัตรใหญ่ รับผิดชอบ 3 จังหวัด คือ เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน และนั่งสารวัตรทางหลวงชลบุรี

กลับมาเป็นรองผู้กำกับการตำแหน่งผู้ช่วยนายเวร พล.ต.อ.วิเชียรพจน์ โพธิ์ศรี สมัยเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กระทั่งก้าวเป็นผู้กำกับการประจำสำนักงาน พล.ต.ท.ปรัชญา สุทธปรีดา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้กำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์

เจอพิษมรสุมคาราโอเกะเด้งเป็นผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ 10 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง  

ต่อมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ย้ายจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาลไปเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เห็นฝีมือการทำงานจึงชวนไปนั่งเป็นหัวหน้าสำนักงาน ก่อนลงเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

รับรางวัลสถานีตำรวจดีเด่น ระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติครั้งนั้น มีส่วนให้ได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง ไปตั้งศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าคุม 4 อำเภอคาบเกี่ยวสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลาคนแรก

รับสิทธิทวีคูณขึ้นผู้บังคับการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่ประสานนายกรัฐมนตรี ติด “นายพล” นำเพื่อนร่วมรุ่น และมีโอกาสทำงานเคียงข้าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

สานสัมพันธ์ตามสไตล์ “หวานเจี๊ยบ” ติดตามเป็นมือเป็นไม้ให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไว้วางใจจนได้โอกาสเป็นผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว

ดวงพุ่งพรวด แรงแซงทางโค้งได้ไม่กี่ปีก็พลาดท่าร่วงตกลงมา

หมดอำนาจขาดวาสนาและบารมี  

อดหวนนึกบรรยากาศชื่นมื่นระหว่าง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กับ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล เมื่อครั้งควงกันไปงานบุญถิ่นเก่าในพิธีมหาพุทธาภิเษก วัตถุมงคล สมเด็จพะโคะ (หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด)

รุ่น มีลาภ เลื่อนยศ ปลอดภัย

หลังเสร็จสิ้นภารกิจ “น้องโจ๊ก” เล่นบทอ้อน “พี่แป๊ะ” โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบายความในใจ ฝากแม่ทัพสีกากีที่เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นพี่

ถึง…..พี่แป๊ะ

“ชื่นชมในความเป็นพี่ ยกย่องในหน้าที่ผู้บังคับบัญชา”

ครับ….คงทราบกันว่าข่าวคราวที่ออกมาเมื่อปีก่อน พูดกันถึงตำรวจ ยศ พล.ต.ต. ใหญ่กว่า พล.ต.อ. ซึ่งแน่นอนว่า สื่อหลายสำนักชี้นำว่า

พล.ต.ต.คนนั้นคือผม

เพราะภาพที่เผยแพร่ออกสู่สายตาประชาชนมันสร้างความเข้าใจไปในทิศทางนั้น

พี่แป๊ะ หรือ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. คือ รุ่นพี่ที่ผมเคารพรัก และเป็นต้นแบบตำรวจที่เพียบพร้อมหลายๆ ด้าน

ใจถึง พึ่งได้ ทำงานเก่ง สมเป็นผู้บังคับบัญชา อีก 1 ท่าน ที่น่ายกย่อง

พี่แป๊ะ ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติมามากมาย ล้วนแล้วแต่เป็นตำแหน่งหลักที่มุ่งพัฒนา บำบัดทุกข์บำรุงสุขสู่ประชาชน

ณ วันนี้ กับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นความรับผิดชอบที่เหมาะสมลงตัว ด้วยนโยบายการกวาดล้างอาชญากรรมอย่างเข้มข้นในรอบหลายปีที่ผ่านมาจึงไม่แปลกอะไรที่ตำรวจไทยขยันขันแข็ง ลงพื้นที่กวาดล้างอาชญากรรม ขับเคลื่อนงานสุดขีด ความสามารถ

ภาพที่ไม่ต้องสร้าง เรื่องจริงที่ต่างรู้กันอยู่แก่ใจ

ความเคารพในฐานะผู้บังคับบัญชา และฐานะน้องร่วมสถาบัน ข่าวลือที่แพร่สะพัด จึงไม่สามารถทำลายความสัมพันธ์ใด ๆ

ด้วยความเคารพรักอย่างสูง

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล (น้องโจ๊ก)

            สุดท้ายโลกแห่งความเป็นจริงมันโหดร้าย ทำลายรสชาติ “หวานเจี๊ยบ” แบบไม่ทันตั้งตัวในทันทีที่ “พี่แป๊ะ” ต้องตัดเยื่อใย “น้องโจ๊ก”

ด้วยเหตุผลใดที่ยังไม่มีใครตอบได้เต็มคำ