มีโอกาสอ่านสกู๊ป 3 นาทีคดีดัง “ปิดเขาใหญ่ปล้นนักท่องเที่ยว” ทางเว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์

ทำให้ผู้เขียนรำลึกภาพความหลังสมัยยังคลุกคลีอยู่ในสมรภูมิข่าวจนมีโอกาสสัมผัสชีวิตนักสืบเก่าผู้คลี่คลายคดีที่เกิดขึ้น

ทีมนับสืบนครบาลขึ้นไปสร้างตำนานในถิ่นภูธร

พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทายาท พล.ต.อ.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น อธิบดีกรมตำรวจคนดัง เริ่มต้นชีวิตผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ตามความคาดหวังจากผู้เป็นพ่อ กระทั่งก้าวไปสู่กองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาลพระนครเหนือ

เปิดฉากแรกด้วยการ “จับตาย” คนร้ายชิงทรัพย์ เคียงข้าง ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา

แต่ไม่ระทึกเท่าปิดแฟ้มดาวโจรชื่อก้องอย่าง “ตี๋ใหญ่” กรประเสริฐ ช่างเขียน

เบื้องหลังความจริงที่เจ้าตัวไม่นิยมคุยโม้โอ้อวด เพราะเกรงจะกระทบกระเทือนประวัติศาสตร์ของใครหลายคน

ปฏิบัติการในนาม “ทีมเหนือ 07 “ ที่มี เจริญ โชติดำรงค์ และ ทิพย์ อัศวรักษ์ เป็นหัวหน้าควบคุมการวางแผน

กระทั่งเขาพร้อมด้วย กิตติโชติ แสงนิล โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ และตำรวจท้องที่อีกคนเผชิญหน้ากับดาวโจรที่เข้ามุมอับกลายเป็น “ดวงดับ” คารถสองแถว

ผ่านวีรกรรมเดือดครั้งนั้นไม่นาน เขาย้ายไปขึ้นสารวัตรกองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครใต้ มีโอกาสพลิกแฟ้มคดีปล้นนักท่องเที่ยวเขาใหญ่ที่โด่งดังสะท้านไปทั่วโลก

เริ่มต้นจากมีพระรูปหนึ่งมาหา พ.ต.ต.ปราโมทย์ พานิชตระกูล ลูกน้องที่อยู่ในทีมว่า เจอกล้องถ่ายรูปถูกไฟไหม้อยู่ในป่าให้ลองมาดูหน่อย เป็นกล้องเอสแอลอาร์อย่างดี

เขากำลังนั่งทานข้าวอยู่กับพ่อ และ มนัส ครุฑไชยยันต์ ที่ขณะนั้นเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล นึกเฉลียวใจสงสัยว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคดีปล้นเขาใหญ่หรือเปล่า เพราะใกล้เคียงมาก

เหตุเกิดปีกว่าแล้ว เป็นข่าวดัง แต่ยังตามจับกันไม่ได้

“ตอนแรก ผมจะเอางานไปให้กองปราบทำ ท่านมนัสบอกไม่ได้ ข่าวมาหาเราต้องทำเอง ผมก็เรียนถามท่านว่า แล้วพวกผมจะไปยังไง ไม่ใช่เขตรับผิดชอบ แกบอกจะทำเรื่องให้ท่านรองณรงค์ มหานนท์อนุมัติไปทำ ได้กำลังไป 7 คน มีผม ประมวลศักดิ์ ศรีสมบุญ ไพศาล เชื้อรอด ปราโมทย์ พานิชตระกูล สมพงษ์ พานิชตระกูล อำนาจ จันทร์เจริญ และไพศาล เนตรสว่าง แกะรอยใหม่ ใช่คำสั่งกรมตำรวจไปประสาน โสภณ สะวิคามิน ที่นครนายก”

พวกเขาปลอมตัวเป็นป่าไม้เข้าไปหาข่าว ไม่เคยเดินป่า หรือตามคดีในป่ามาก่อนเลย  ตามอยู่ 5 วันเริ่มมีเค้าจากไม่รู้อะไรเลย สุดท้ายตามจับได้ 14-15 คน เป็นคดีอุกอาจมาก คนร้ายดักปล้นรถทัศนาจารที่ขึ้นไปเที่ยวเขาใหญ่ 22 คัน ชุดเฉพาะกิจกองปราบปราม ทีมตำรวจตระเวนชายแดน และตำรวจท้องที่สืบกันเป็นปีไม่ได้ตัว

“พวกผมหาข่าวไม่นานถึงรู้ว่าเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์มาก่อน เคยก่อคดีปล้นบ้านป่าไม้ เราถึงเริ่มจากตรงนั้น” ทีมไขคดีปล้นนักท่องเที่ยวบนเขาใหญ่เล่ารายละเอียด

“ผมไม่ได้เก่งมาตั้งแต่เกิด ผมก็ต้องเรียนรู้ บางครั้งได้รุ่นพี่ช่วยชี้แนะ บางครั้งอยู่ที่จังหวะเวลา” เจ้าตัวว่า

จากคดีปล้นเขาใหญ่ผ่านมาถึงคดี ทวีผล กสิโสภา น้าชายถูกมือปืนยิงตายตรงแยกแม้นศรี

ตามอยู่ปีครึ่งถึงได้ข่าวจาก ภาพสเกตช์ใบเดียว ที่ลูกสาวของน้าจำหน้าผู้ต้องสงสัยได้

พล.ต.ท.กฤษฎายอมรับว่า เอาความรู้สึกส่วนตัวเข้าไปพัวพันคดี ด้วยเพราะเป็นน้าชายที่รักเคารพ และสนิทสนมกันมาก ถึงไม่เคยยอมปล่อยผ่าน แม้ตอนนั้นตำรวจสืบสวนเหนือวิสามัญฆาตกรรมมือปืนรายหนึ่งแล้วโยงใยมาพันคดีฆ่าน้องเมียอดีตอธิบดีกรมตำรวจ

เอาเข้าจริงปะติดปะต่อเรื่องไม่ได้

สุดท้ายเขาแกะรอยจนพบ ก่อนทำวิสามัญฆาตกรรมบริเวณหลังโรงพยาบาลหัวเฉียวระบายความแค้น

วิบากกรรมมาเยือนเป็นมรสุมชีวิตทันที เมื่อหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวกล่าวหา “เขาเอามือปืนไปยิงทิ้ง”

ทว่าไม่เลวร้ายเท่ากับต้องแลกชีวิตของลูกชาย

ทายาทคนที่สามตายระหว่างคลอดออกมาไม่นาน

“ตายคามือผมเลย เป็นเด็กไม่มีกะโหลกเหมือนกับตอนมือปืนที่ยิงน้าชายผมถูกวิสามัญฯ กะโหลกเปิด เรื่องนี้ไม่น่าเชื่อ ก็ต้องเชื่อ” อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเล่าเป็นอุทาหรณ์

การเป็นตำรวจนักสืบบางทีไม่ต่างนักบุญในคราบคนบาป