ภายใต้เงินงบประมาณที่มีจำกัด กลับไม่มี “ดัชนีชี้วัด” ความสำเร็จในแฟ้มผลงานชิ้นสำคัญต้องใช้เม็ดเงินมากมายขนาดไหน

เงินที่ว่าเบิกจ่ายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยจากงบประมาณหลวงจริงหรือ

กี่ทศวรรษมาแล้ว ตำรวจต้องเลือกหลับตาข้างเดียวเพื่อเกี่ยวเอา “ธุรกิจสีเทา” ใต้ดินขึ้นมาช่วยพยุง “เนื้องานหิน” กระทั่งกลายเป็นตำนานสร้างชื่อให้ใครหลายคน

แม้ทุกวันนี้การเปลี่ยนแปลงของโลกหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่องค์กรตำรวจไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมจำยอม เกี๊ยะเซียะ” ผู้ประกอบกิจการสีเทา ถึงมี นายบ่อน นายซ่อง อาม่า อาม้า อาเฮีย เจ๊โน้น เจ๊นี่ เกิดขึ้นมากมายในวงการธุรกิจผิดกฎหมาย

มูลค่า “เม็ดส่วย” มหาศาลหมุนเวียนอันตรธานตกไปอยู่ในกระเป๋าใคร ???

ตอบแบบ “คนโลกสวย” มักเชื่อว่า ลงไปสร้างความร่ำรวยแก่ “ผู้กุมอำนาจ” ทำกระเป๋าตุง -พุงกาง

เหมือนบางคนพยายามโยนเชื้อไฟใส่ข้อมูลเงินหมุนเวียนจาก “บ่อนอิทธิพล” ส่งให้ผู้หลักผู้ใหญ่มากเป็นจำนวนหลายร้อยบาทต่อเดือน

โน้มน้าวให้ “สังคมก้มหน้า” พยักหน้าเห็นด้วยเป็น “ตุเป็นตะ”

เสียดายกำลังพลผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ส่วนใหญ่ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติและประชาชน โดนสาดโคลนปนน้ำลายบน “แป้นคีย์บอร์ด” เลอะเทอะเปรอะเปื้อนเครื่องแบบสีกากี

จะมีสักกี่คนมองความจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ตำรวจเอาเงินที่ไหนทำงาน เมื่องบประมาณถูกวาดวางให้มีจำกัด

ลำพังเงินเดือน เงินเดือนประตำแหน่ง เงินเบี้ยเลี้ยง ต้องแบ่งเบียดเสียดจากครอบครัวเอาไปทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่สืบสวนติดตามคนร้ายด้วยใช่ไหม !!!

ถึงจะพอใจความคิดอันสวยสดงดงามของสังคมประโลมโลก

“แล้วจะมาเป็นตำรวจเพื่ออะไร” ???

อีกคำถามชวนประชดประชันเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน

วิกฤติศรัทธาขององค์กรตำรวจในเวลานี้ถึงจะเอาคุณงามความดีไป “ตีเกราะ” เคาะศึกต่อกรรบกับ “มารนอกรั้ว” อาจยากชนะชัยให้ได้เด็ดขาด

ทว่าศึกภายในบางครั้งอันตรายน่ากลัวกว่าหลายเท่านัก

เป็นศึกของการแย่ง “ชิงเก้าอี้อำนาจ” เปิดแผล ตัดแข้ง แตะตัดขา ในยามเข้าด้ายเข้าเข็มของโค้งสุดท้ายฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้ายประจำทุกปี

กลายเป็น “สมรภูมิเดือด” แทบจะล้างเลือดสีเดียวกัน

ไม่มีคำว่า รุ่นพี่ รุ่นน้อง เพื่อนร่วมสถาบัน

ถึงวันนั้นจะปฏิรูปตำรวจได้อย่างไร หาก “ผู้ถืออำนาจ” ไม่เข้าใจวิถีชีวิตตำรวจอย่างแท้จริง

อย่าแค้เลือกปั้น “คนดี”  ที่ไม่ทำอะไร เป็นเหตุให้ “ไร้คราบมัวหมอง” ติดตัว