หนีไม่พ้นกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากเหตุการณ์สลายกลุ่มผู้ชุมนุมแยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2563

อีกบันทึกประวัติศาสตร์ที่องค์กรตำรวจตกไปเป็น “จำเลยสังคม”

ถูกรุมประณามกล่าวหาใช้กำลังทำร้ายประชาชน

ลุแก่อำนาจ กระทำการรุนแรงกับผู้ชุมนุมที่ล้วนเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษามาด้วยมือเปล่า

ทำท่าจะลุกลามบานปลาย กลายเป็นตำรวจไปประกาศเป็น “ศัตรูกับมวลชน”

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถึงต้องออกมาเปิดใจแจงข้อครหาหลายประเด็นร้อนที่ดังสะท้อนโลกออนไลน์กระจายมากกว่าโลกแห่งความเป็นจริง

ยืนยันทุกขั้นตอนปฏิบัติตามกฎหมาย

เมื่อตัวเขาได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ

“เพราะมีหน้าที่ เราจำเป็นต้องทำ” พล.ต.อ.สุวัฒน์ว่า

โดยเฉพาะมาตรการจัดการกับข้อมูลข่าวสารบางส่วน แม้ไม่เคยมีนโยบายปิดสื่อ แต่ต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับข้อมูลข่าวสารที่เป็นประเด็นปัญหา

“ คลิปไหนมีปัญหาเราก็จัดการคลิปนั้น หรือบุคคลใดที่โพสต์ข้อความในโลกโซเซียล แล้วเกิดความสับสนวุ่นวาย มีการบิดเบือนยุยงปลุกปั่น เราก็จัดการกับคนนั้น ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานนั้น” แม่ทัพสีกากีอธิบาย

เจ้าตัวยอมรับว่า การบังคับไม่ใช่ง่าย เพราะกว่าจะบังคับได้มันก็กระจายไปหมดแล้ว โลกออนไลน์นับกันเป็นวินาที กว่าเจ้าหน้าที่จะขยับ ข่าวไปหมดแล้ว ดังนั้นความร่วมมือ คือ วิธีการที่ดีที่สุด

“ตำรวจดูแลคนทั้งสองฝั่ง ทั้งฝั่งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เราอยู่ตรงกลาง แต่เราต้องทำหน้าที่ ถ้าเราไม่ทำก็ไม่มีใครทำ”

พล.ต.อ.สุวัฒน์ฝากถึงผู้ชุมนุมด้วยว่า เหรียญมีสองด้าน ในสิ่งที่มีความเห็นเป็นสิทธิ แต่ขอให้เข้าใจว่าตำรวจยืนอยู่ในจุดที่ต้องทำหน้าที่ของเรา จะทำอะไรให้นึกถึงอนาคตของประเทศชาติ กฎหมาย หรือกฎกติกาอะไรก็แล้วแต่ หากคนไม่ยอมรับก็ยากที่จะบังคับใช้แบบนั้น

ขอให้เป็นการทำความเข้าใจกันดีกว่า

ขณะเดียวกัน ผู้นำทัพปทุมวันยังบอกไม่ถึงผู้ใต้บังคับบัญชาที่มาทำหน้าที่ควบคุมฝูงชนรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองว่า ผู้บังคับบัญชาจะพยายามทำให้ดีเรื่องสวัสดิการ โดยเฉพาะเรื่องเบี้ยเลี้ยงของตำรวจที่มาปฏิบัติหน้าที่

นำเอาเรื่องเบี้ยเลี้ยงโควิดเป็นบทเรียน

หวังว่าเรื่องนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นอีกแล้ว หากเกิดขึ้นซ้ำอีกก็ต้องลงโทษตามพยานหลักฐาน

ไม่มี มวยล้มต้มคนดูแน่นอน อย่างไรต้องมีคนรับผิดชอบ

“ผมเชื่อว่าตำรวจส่วนใหญ่ที่มา เพราะผู้บังคับบัญชาสั่งให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง มาทำหน้าที่ พวกเขาไม่รู้หรอกว่า ใครเห็นด้วยกับใคร พวกเขามาทำหน้าที่รักษากฎหมาย ไม่ได้มาสู้รบกับใคร ขอให้เข้าใจ บางทีเราไปพูดกับลูกน้องก็อยากให้ผ่อนคลาย ให้พวกเขาสบายใจ”

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่ได้ตั้งเป้าให้ลูกน้องไป สู้รบปรบมือกับใคร แค่อยากให้เข้าใจว่า เมื่อมีหน้าที่ต้องทำ เราต้องทำไปตามกรอบอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายให้

ถามว่าท้อหรือไม่ พล.ต.อ.สุวัฒน์น้ำเสียงจริงจัง

“งานตำรวจเป็นแบบนี้มาตลอดชีวิต อาจมีเบาบ้าง หนักบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ผมไม่ได้รู้สึกเครียดหรือกดดันอะไร เพราะอีก 2 ปีก็กลับบ้านแล้ว เพียงแต่เป็นห่วงอนาคตองค์กรจะเป็นอย่างไร ประเทศชาติจะเป็นอย่างไร ชาวบ้านจะอยู่อย่างไร”

 คิดว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศกำลังมองหาอนาคตอยู่ว่า เรื่องนี้จะจบอย่างไร

“ที่สังคมตำหนิตำรวจว่าเป็นขี้ข้าเผด็จการ ขอบอกว่า เราเป็นขี้ข้าของกฎหมายที่บังคับให้เราทำอยู่ วันนี้เราถือกฎกติกาบ้านเมือง”

ตำรวจต้องยึดถือ หากไม่ยึดถือตรงนี้แล้วใครจะยึดถือ

ตำรวจเป็นคนรักษากติกาของคนทั้งประเทศของคนทุกฝั่ง

“หากเราไม่ทำก็ไม่มีคนอื่นทำ” แม่ทัพสีกากีพูดชัดเจน