“ผมไม่เคยข่มเหงคนดี ไม่เคยอวดเบ่ง อวดเก่งกับคนดี”

 

ผ่านทางเดินในชีวิตรับราชการที่เต็มไปด้วยเสียงปืนและกลิ่นคาวเลือด เรื่องราวสารพัดดีเดือดเพียงเพื่อต้องการสร้างความสงบสุขให้แก่บ้านเมือง

...ระวี ชำนาญหมอ อดีตผู้กำกับการอำนวยการตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ เลือกเจริญรอยตามพล.ต.ต.รังสรรค์ ชำนาญหมอ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 พี่ชายเข้ามาเป็นตำรวจ เจ้าตัวยอมรับว่า ครอบครับยากจน ลูกชาวนา เกิดอำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ พ่อแม่มีลูก 10 คน เขาเป็นคนที่ 7 แต่พ่อมีความรู้แค่ชั้นประถม 2 ส่วนแม่ไม่รู้หนังสือสามารถส่งเสียให้ลูกได้ดีหลายคน

จากดินแดนในอำเภอท่าตะโกที่แร้นแค้น พ่อแม่ดั้นด้นอพยพมาตั้งรกรากใหม่อำเภอชุมแสง ถือว่าเจริญขึ้น เพราะมีแม่น้ำ และสถานีรถไฟ ถือเป็นวาสนาของพวกเขา ลูกชายคนที่ 6 รังสรรค์ ชำนาญหมอ สอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจเป็นรุ่น 17 ส่วน ธีระ ชำนาญหมอ ลูกชายคนที่ 8 สอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจเป็นรุ่น 21

สำหรับระวีพลาดตกขบวนไม่อาจเดินตามรอยพี่ชายเดินเข้าสู่รั้วสามพราน แม้จะพยายามแล้วก็ตาม “อยากสอบนายร้อยเหมือนพี่ชาย แต่จบมัธยม 6 ปรากฏว่า สอบเข้าอะไรก็ไม่ได้ สอบครูก็ไม่ได้ คิดเอายังไงดี ตอนนั้นอยู่กรุงเทพฯ มีวิทยุประกาศรับสมัครตำรวจพลร่มที่หัวหิน ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า หัวหินไปทางไหน อยู่จังหวัดอะไร เที่ยวไปถามเขา ก่อนได้ความไปขึ้นรถที่ขนส่งสายใต้เก่าตรงสามแยกไฟฉาย มีเงินติดตัวอยู่ในกระเป๋าแค่ 100 บาท แม่ส่งมาให้ ค่ารถ 20 บาทลดครึ่งราคา 10 บาท เหลือ 90 บาท ชีวิตมีได้ทุกวันนี้เริ่มต้นจากเงิน 100 บาทที่แม่ให้มาครั้งนั้นจริง ๆ” เจ้าตัวรำลึกความหลัง

เขาสอบผ่านเข้าสังกัดตำรวจตระเวนชายแดนเป็นพลรมค่ายนเรศวร อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2505 ผ่านเวลาเกินกว่า 50 ปี พ.ต.อ.ระวีไม่เคยลืมภาคชีวิตปฐมบทของพลตำรวจที่เหมือนคนไม่มีทางไป “ขอชายคาคุ้มหัวในรั้วค่ายนเรศวร” อดีตนักรบพลร่มให้นิยาม และยอมรับว่า อยู่ไปกลับถูกกับชีวิตเรา เป็นหน่วยงานรับใช้ประเทศชาติ คือ ยุคแรกของชีวิตในบทตำรวจชายแดน ฝึกหนักมาก เพื่อนร้องไห้ลาออกไปหลายราย หลังจากสำเร็จตามหลักสูตรได้ถูกส่งไปอยู่กองพันพิเศษ ค่ายสฤษดิ์เสนา ตำบลวังนกนางแอ่น อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก

พ.ต.อ.ระวีเล่าว่า ภารกิจแรกภูมิใจมาก เป็นข้าราชการหน่วยเดียวในประเทศไทยที่เข้าไปถิ่นทุรกันดาร อยู่นอนกินกับประชาชนตามป่าตามเขา  ประจำที่บ้านเปิ่งเคลิ้ง ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก สุดเขตชายแดนประเทศไทย หากเดินเท้าจากอำเภอแม่สอดต้องใช้ระยะเวลาถึง 7 วัน แต่เขาโดดร่มลงไปทำหน้าที่เป็นครูประจำชั้นประถมปีที่ 3 โรงเรียนเปิ่งเคลิ้งวิทยา สอนพวกแม้ว พม่า ญวน นานอยู่ 8 เดือนกลับมารับภารกิจปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ตั้งแต่ภูทับเบิก เขาค้อ ภูหินล่องกล้า ก่อนถูกส่งไปรบต่อที่อีสานใต้บริเวณเทือกเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร เฉียดตายหลายครั้งตอนอยู่อำเภอมุกดาหารระหว่างกวาดล้างผู้ก่อการร้าย

“ครั้งหนึ่งแบ่งทีมออกหาข่าวความเคลื่อนไหวกลุ่มคอมมิวนิสต์เจอผู้หญิงชาวบ้าน 2-3 คนรับส่งเสบียง พอเจอพวกผมก็วิ่งหนี เราขับรถไล่ตาม เพื่อนตำรวจคนหนึ่งวิ่งตามจับได้ กอดปล้ำกันไปปล้ำกันมา ผู้หญิงคนนั้นถอดสลักระเบิด เสียงตูมสนั่นตายทั้งคู่ สูญเสียเพื่อนร่วมอาชีพไปต่อหน้าต่อตา” พ.ต.อ.ระวีว่า

ทีมตำรวจพลร่มของเขายังมีโอกาสรับภารกิจรบในสมรภูมิประเทศลาวหน่วยแรกที่ลงไปปฏิบัติการลับร่วมกับกองกำลังของนายพลวังเปาในการต่อสู้กับฝ่ายลาวคอมมิวนิสต์ ทั้งที่หลวงพระบาง สุวรรณเขต ปากเซ สีทันดร นาน 3 ปี ทีมโดนตีแตก 2 ครั้ง ครั้งแรกยิงต่อสู้กันครึ่งค่อนคืนต้องถอย ไม่ได้กินข้าวนาน 3 วัน ถูกไล่ยิงระส่ำระสาย อีกครั้งย้ายฐานเจอตีแตก อดข้าวกว่า 5 วัน อาศัยหยวกกล้วยดิบในป่า วันไหนเจอต้นพริกโชคดีหน่อยได้กินใบพริกเผาไฟประทังหิว

“จากใกล้ตาย เกือบตายแล้วก็รอดตาย ชีวิตในลาวเป็นแบบนั้นจริง ๆ” พ.ต.อ.ระวีบรรยายความรู้สึก กลับจากรบที่ลาวเลื่อนชั้นเป็นนายตำรวจถูกส่งลงไปสมรภูมิเดือดที่เทือกเขาบูโด จังหวัดยะลา เปิดวีรกรรมเดือดกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนพวกโจรพูโล และบีอาร์เอ็น เป่าดับไปหลายศพ “หนักที่ไหนไสหัวเรา” เขาหัวเราะกับชีวิตอดีตนักรบป่า “เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนจังหวัดภาคใต้สมัยนั้น มีแต่พวกจับคนเรียกค่าไถ่ ปิดสวนยางพารา เรียกค่าคุ้มครอง นิสัยผมห่าม ไปที่ไหนยิงหมด ไม่เป็นก็ต้องเป็น ทำวิสามัญฆาตกรรมเพื่อกวาดล้างกลุ่มแบ่งแยกดินแดน”

สวมบทตำรวจนักรบชายแดนอยู่หลายปี เขาสารภาพว่า เริ่มท้อ เหนื่อยมาก ไปปรึกษาพี่ชายขอย้ายไปลงภูธรดีกว่า กระทั่งได้ย้ายเป็นรองสารวัตรสอบสวนอยู่อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส จากที่จับปืนมาจับพิมพ์ดีด วางเป้ วางปืน ไม่เคยทำสอบสวน แค่หากระดาษยังไม่เจอ อยู่ 2 ปี ไม่วายต้องทำวิสามัญฆาตกรรมอีก “แต่ผมไม่เคยข่มเหงคนดี ไม่เคยอวดเบ่ง อวดเก่งกับคนดี ผมไม่ทำ  วิถีชีวิตตำรวจภูธร คือ อีกยุคของผม เงินมี ผมเอาทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องยาเสพติด สมัยหนึ่งผมเคยจดบัญชีพวกที่มาเสนอให้วิ่งเต้นคดียาเสพติด ยอมจ่ายเงินแลกอิสรภาพ ถึงเวลาผมไม่ชวย ผมไม่เอา เชื่อไหม มียอดเงินเป็นล้าน”

อยู่รือเสาะนาน 2 ปี ได้ย้ายกลับจังหวัดบ้านเกิดอยู่โรงพักตาคลี เจออิทธิพลท้องถิ่น มือปืนรับจ้าง นักเลงหัวไม้หลากรูปแบบป่าเถื่อน จนตัวเองต้องประกาศคำขวัญให้ลูกน้องไว้ชัดเจนว่า “อย่าอยู่ใต้อุ้งตีนโจร”  ส่วนหน้าห้องทำงานติดป้ายไว้ว่า “เชิญพบได้ไม่ต้องรอ เข้ามาเลย” เอางานมวลชนเข้าแลกกับเกมบู๊ล้างผลาญเพื่อเก็บกวาดอิทธิพลและอันธพาลรังแกข่มแหงชาวบ้าน

“ผมยอมไม่ได้” พ.ต.อ.ระวีวางนโยบายการทำงานอย่างตรงไปตรงมา  ก่อนเลื่อนขึ้นเป็นสารวัตรปกครองป้องกัน สถานีตำรวจภูธรอำเภอพยุหะคีรี และขยับไปอยู่อำเภอไพศาลี 1 ใน 3 อำเภอที่ขึ้นชื่อว่าเต็มไปด้วยคดีอุกฉกรรจ์ ต่อจากอำเภอเมืองนครสวรรค์ และอำเภอลาดยาว ถึงส่งเขาไปจัดการกับบรรดาอิทธิพล มือปืน ประกาศเป็นศัตรูด้วยเสียงปืน ทำวิสามัญฆาตกรรมมือปืนถือเอ็ม 16 ของผู้มีอิทธิพลในถิ่น ทุ่มเทมากที่สุดจนชาวบ้านชอบมาก กวาดล้างหายหมดเกลี้ยง

ยึดหลัก “มีกู ต้องไม่มีมึง”

สุดท้ายหนีไม่พ้นวังวนเจออิทธิพลบีบผู้มีอำนาจให้ย้ายออกนอกพื้นที่ไปอยู่แดนมิคสัญญีอำเภอบรรพตพิสัย พาไปสู่ศึกนองเลือด เมื่อกำนันชาญ ธนสมบัติ อายุ 42 ปี กำนันตำบลวังแก้ว หัวคะแนนนายบุญชู โรจนเสถียร นักการเมืองหัวหน้าพรรคกิจประชาคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ ถูกทีมมือปืนพระกาฬใช้อาวุธสงครามยิงถล่มตายคารถปิกอัพพร้อมลูกน้องรวม 4 ศพ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2529

กำนันเหยื่อกระสุนสังหารเหี้ยมถือเป็นผู้กว้างขวางระดับเจ้าพ่อคนหนึ่งของจังหวัด มีลูกน้องเป็นมือปืนมากมาย พ.ต.อ.ระวี ชำนาญหมอ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งสารวัตรปกครองป้องกัน สถานีตำรวจภูธรอำเภอบรรพตพิสัย โดนพุ่งเป้าว่า อยู่เบื้องหลังแผนอำมหิตเด็ดหัวคะแนนนักการเมืองระดับชาติ มี พล.ต.อ.ณรงค์ มหานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ มอบหมาย พล.ต.ท.แสวง ธีระสวัสดิ์ ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ พล.ต.ท.นิยม กาญจนวัฒน์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธร 3 พล.ต.ต.วิรุฬห์ ฟื้้นแสน รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร 3 เข้าควบคุมคดีร่วมกับ พล.ต.ต.บุญชู วังกานนท์ ผู้บังคับการกองปราบปราม

คดีเป็นข่าวครึกโครมตามหน้าหนังสือพิมพ์หลายสับดาห์ เนื่องจากพฤติกรรมโหดอำมหิตไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง ครั้งนั้น พ.ต.อ.ระวีต้องออกมาแจงข้อเท็จจริงเพื่อเคลียร์ตัวเองผ่านสื่อมวลชนว่า ตัวเองกับกับกำนันและนางรำพึง ธนสมบัติ ภรรยาที่ถูกกระสุนบาดเจ็บด้วย มีความสนิทสนมกันดีมาตลอด ถึงขนาดกำนันเคยมอบรูปหล่อหลวงพ่อน้อยเลี่ยมทองให้ ตนได้ห้อยแขวนคอติดตัวมาจนทุกวันนี้ หากจะมีเหตุการณ์อื่นแอบแฝงขึ้นก็เกิดจากบุคคลอื่นปั้นแต่งขึ้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของกำนันที่พัวพันกันมาช้านานแล้ว คือ กำนันกับนายสุทัศน์ หรือเบ้า แก้วมณี ลูกเลี้ยงเคยอยู่กินกันมาบ้านเดียวกันตลอด ตอนหลังมาแตกคอกัน มีการกล่าวหาซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างจ้างมือปืนมาลอบยิงกันเป็นคดีขึ้นศาลอยู่หลายคดี

อย่างไรก็ดี กระแสวิพากษ์วิจารณ์พาดพิงลุกลามไปทั่วประเทศ ส่งผลให้ พล.ต.อ.ณรงค์ มหานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ ต้องมีคำสั่งด่วนไปที่กองบัญชาการตำรวจภูธร 3 ให้ย้าย พ.ต.อ.รังสรรค์ ชำนาญหมอ ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดพิจิตร และพ.ต.ต.ระวี ชำนาญหมอ สารวัตรปกครองป้องกัน สถานีตำรวจภูธรอำเภอบรรพตพิสัย สองพี่น้องไปช่วยราชการกองบัญชาการตำรวจภูธร 3 และห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวในจังหวัดนครสวรรค์จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

มรสุมระลอกนั้น พ.ต.อ.ระวีไม่เคยลืม แม้จะประกาศหลักการทำงานแบบมืดมา มืดไป สว่างมา สว่างไป แต่เจ้าตัวยืนยันว่า ไม่เกี่ยวกับการตายของกำนันทรงอิทธิพลระดับเจ้าพ่อ และในที่สุดถึงจะจับมือปืนรวมทั้งคนบงการเป็นลูกเลี้ยงของผู้ตายได้ เขาก็เจอคำสั่งย้ายอยู่ดี ข้ามหน่วยไปเป็นสารวัตรปกครองป้องกัน สถานีตำรวจภูธรอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย “ขับรถไปกับเมียสองคน เมียถึงกับร้องไห้โฮระหว่างเดินทาง พึมพำว่า เราจะอยู่กันอย่างไร เพราะเข้าเขตอำเภอเมืองเลยแล้วยังมีแต่ป่าเขา สำหรับผมคิดแค่ว่า ได้เวลาพักผ่อนเสียที” อดีตนายตำรวจมือปราบภูธรว่า

ต่อมาขึ้นเป็นสารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจภูธรอำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม เหมือนสงครามครั้งเก่ายังไม่จบ นักการเมืองใหญ่คนหนึ่งเรียกเข้าไปพบด่วนที่กรุงเทพมหานคร เจรจาความกันไม่นานมีการหยิบยื่นเงินให้ 7 หลักโดยไม่มีเหตุผลแลกเปลี่ยน แต่เจ้าตัวเชื่อเป็นการซื้อใจให้สงบศึกเลือดในอดีตเมืองปากน้ำโพ หลังจากนั้น เขาขยับขึ้นรองผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นรองผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ แล้วกลับไปนั่งรองผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นรองผู้กำกับการอำนวยการตำรวจภูธรจังหวัดกำแพงเพชร

คืนถิ่นนั่งรองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรอำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ขึ้นผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา เป็นผู้กำกับการอำนวยการตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ และผู้กำกับการอำนวยการตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ ตำแหน่งสุดท้ายจนเกษียณอายุราชการ

ชีวิตราชการไม่ก้าวหน้าเหมือนพี่ชายและน้องชายแห่งตระกูลชำนาญหมอ พ.ต.อ.ระวีต้องเอาแรงเข้าถาโถมแลกเนื้องาน กลางค่ำกลางคืนออกตรวจพื้นที่ คนนครสวรรค์ถึงรู้จักดี แม้นิสัยเป็นคนมุทะลุ ไม่มีรุ่น ไม่มีพวก และไม่ถูกกับนาย เขาอยากฝากถึงตำรวจรุ่นใหม่ทุกคนว่า ขอให้อดทน เข้มแข็ง อย่าประมาท ยิ่งตำรวจถือเป็นเรื่องสำคัญมาก และสามารถใช้ได้กับทุกอาชีพ ใช้ได้กับทุกคน ทั้งการเดินทาง การใช้เงินใช้ทอง การดำเนินชีวิต

พันตำรวจเอกวัยเกษียณยังภูมิใจได้ทำตามอุดมการณ์ ไปอยู่ที่ไหนประชาชนก็รัก ข้าราชการที่ย้ายออกจากอำเภอ ออกจากจังหวัด ไม่ว่า ผู้ว่าย้าย ผู้การย้าย ที่ดินย้าย แต่ละคนมักจะมีคนไปส่ง มีกินเลี้ยง ได้ของขวัญ คล้องพวงมาลัย สำหรับเขามีชาวบ้านแต่งเพลงให้

“… ขอเล่าประวัติให้ชัดอีกที ครั้งก่อนย้อนยี่สิบปี ณ ไพศาลีที่นั่น มีโจรผู้ร้ายมากมายหลายเหลือรำพัน อุ้มฆ่าจนน่าโศกศัลย์ ไม่เว้นกลางวันกลางคืน ถึงคราดาวโจร ล่วงหล่นป่นปี้ ได้นายตำรวจมือดี ส่งไปขยี้เสียงปืน มือเพชรฆาต พวกโจรไม่อาจขัดขืน ชาวบ้านสำราญสดชื่น พอสิ้นเสียงปืนชื่นใจ

ตำรวจที่ว่า มียศบนบ่า พันโท สร้างชื่อระบือใหญ่โต ใช่โม้คุยโวอวดใคร นามท่านระวี ความดีท่านมีมากมาย ชำนาญหมอเหล่ากอท่านใหญ่ ยากหาใครได้เทียมทัน พอท่านย้ายไปจากไพศาลี ทุกคนบ่นหาทันที ท่านสร้างความดีที่นั่น ชาวบ้านร่มเย็น ผลงานดีเด่นยอมรับ ย้ายมาสักทีเถอะครับ ท่านผู้กำกับระวี …”

เจ้าตัวว่า คนตลาดไพศาลีแต่งไว้ให้ จะมีใครในประเทศไทยที่รับราชการแล้วประชาชนแต่งเพลงให้ขนาดนี้ แม้สุดท้ายไม่ได้เราจะกลับมาเป็นผู้กำกับไพศาลี แต่ภูมิใจที่ทำให้ชาวบ้านยอมรับ เพลงนี้ตั้งใจไว้ด้วยว่า วันสุดท้ายของชีวิตจะให้คนมาร้องเพลงส่งดวงวิญญาณในงานเผาศพด้วย

ระวี ชำนาญหมอ !!!