ยังไม่รูดม่านฉากเก็บแฟ้มปิดบัญชีเช็กบิล

วิบากกรรมของนายตำรวจหนุ่มที่เคยมีอนาคตไกล นิยมใช้ชีวิตหรูหรา ก่อนถูกโชคชะตาความขัดแย้งภายในองค์กรตัดตอนอาชีพในเครื่องแบบผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

ผู้กำกับโจ้-พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล กลายเป็นอดีตผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ หล่นจากสวรรค์กลางเมืองปากน้ำโพหลุดเข้าไปอยู่ใน “กรงขัง”

พิษถุงดำ “คลุมหัว” ฆ่าผู้ต้องหาคดียาเสพติดคาเซฟเฮาส์โรงพักเป็น “ตราบาป” ทำลายภาพลักษณ์องค์กรพินาศยับเยินเกินเยียวยา

เขา คือ นิ้วร้ายที่ต้องตัดทิ้ง

แม้สิ่งที่กระทำอาจไม่ได้ “เศษเสี้ยว” ความเลือดเย็นของบรรดาตำนานนายตำรวจมือปราบในอดีต

แต่เมื่อทำผิดแล้วพยานหลักฐานมัดชัดเจนย่อมปฏิเสธภาพที่ปรากฏยากเกินไป

นายคนไหน ใหญ่แค่ไหน ก็ช่วยไม่ได้

เรื่องราวที่ผ่านมาของ “ผู้กำกับโจ้” ถึงต้องโดนฟื้นฝอย เลาะตะเข็บ ให้เกิดความกระจ่างชัดแก่สังคมที่ยังคงคาใจพฤติกรรมนักเรียนนายร้อยตำรวจไฮโซแห่งรุ่น 57 คนดังนายนี้

โดยเฉพาะที่มาที่ไปของความร่ำรวยมหาศาล ท่ามกลางชีวิตสุขสำราญ มีรถหรูอยู่ในกรรมสิทธิ์มากมายหลายร้อยคัน

พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.มนตรี ยิ้มแย้ม รองจเรตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการปราบปราม ต้องออกแถลงความคืบหน้าคดีอีกครั้ง

ยันพยานหลักฐานเอาผิดคดีซ้อมทรมานผู้ต้องหาถึงแก่ความตายมากพอจะส่งฟ้องดำเนินคดี

การันตีไม่มีช่วย นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นน้อง อย่างแน่นอน

อีกเรื่องสำคัญที่สังคมกังขาและจับตา

เป็นผลงานจับกุมรถหนีภาษีส่งกรมศุลกากรจำนวน 410 คันจนได้ สินบนรางวัลนำจับ มากมาย

ในวงการ “ค้ารถเถื่อน” ต่างรู้สายสนกลในกันเป็นอย่างดีถึง “กลเม็ด” นำซากรถมายำแล้วทำบันทึกจับกุม อุปโลกน์สายลับ แจ้งเบาะแสยึดของกลางส่งกรมศุลกากรรอเวลาประมูลขายทอดตลาด มี “นายทุน” มากว้านแข่งตัวเลข

หักเป็นสินบนให้แก่สายลับและผู้จับกุมแบ่งกันแล้วรวยอู้ฟู่

ถึงเป็นช่องทางให้ “ผู้กำกับโจ้” ต่อยอดเม็ดเงินจากการหากินร่วมขบวนการ  ยำรถเถื่อน เอาไปประมูลฟอกขาวอีกที

สมประโยชน์กันหลายฝ่าย

อิ่มหมีพีมันท้องอืดพุงกางกันถ้วนหน้า

การสืบสวนของทีม พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ ที่พบรถหลบเลี่ยงการเสียภาษีมาถูก “ผู้กำกับโจ้”ตรวจยึด 410 คัน เป็นรถแจ้งหายไว้ที่ต่างประเทศมาเลเซีย และสิงค์โปร์ รวม 270 คัน

แบ่งเป็นรถที่ถูกแจ้งหายก่อนตรวจยึด 101 คัน และรถที่แจ้งหายหลังถูกตรวจยึด 169 คัน ที่เหลือ 140 คันยังไม่พบแหล่งที่มา

ดังนั้น วิธีการจับกุมของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างนั้นใช่ไหม

ประเด็นร้อนที่เกิดขึ้น หากรื้อบัญชีของกรมศุลกากรตลอด 20 ปีที่ผ่านมาต้องมีหลายคนสะดุ้งผวากันเพียบ

มันไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น

ขบวนการค้า “รถเถื่อน” เกาะกินกันจนสร้างความร่ำรวยเจ้าหน้าที่หลายหน่วยมาไม่น้อย

เมื่อการประมูลขายในท้องตลาดทำอย่างถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย

ฟอกจาก “ดำ”เป็น “ขาว”

สรุปแล้วใครผิด ใครถูกและใครร่วมเอี่ยวเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง