สารธรรมของ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีมาฝากแฟนคลับอีกแล้ว

อ่านให้เข้าใจ…แล้วจะไม่โกรธใครอีกแล้ว

เจ้าตัวยกคำสอนของ สมเด็จพระญาณสังวร อดีตสมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร

หลวงพ่อรูปหนึ่ง ปลูกกล้วยไม้ กระถางหนึ่งด้วยความทะนุถนอม กล้วยไม้ ก็แข็งแรง สวยงามยิ่งนัก

วันหนึ่ง หลวงพ่อต้องออกไปธุระหลายวันเลยฝากเณรน้อย ให้ช่วยดูแล เณรน้อยเอาใจใส่ดูแลอย่างดีกล้วยไม้ ก็ยิ่ง งอกงามด้วยดี

วันหนึ่ง เณรน้อยต้องออกไปธุระ ก่อนออกไปได้เอากระถางไปวางตากแดดริมหน้าต่าง หลังจากนั้น เกิดพายุอย่างไม่คาดคิด พัดเอากระถางตกลงบนพื้นแตกกระจาย ต้นกล้วยไม้หักเละ เณรน้อยกลับมาเห็น ตกใจ และเสียใจมาก ยังกลัวถูกหลวงพ่อตำหนิด้วย

ไม่กี่วัน หลวงพ่อกลับมา เณรน้อยบอกเล่าตามจริง เตรียมตัว เตรียมใจรับการถูกดุด่า แต่หลวงพ่อกลับไม่ได้ว่าอะไร ทำให้เณรน้อยประหลาดใจ เป็นอย่างมาก เพราะหลวงพ่อรักกล้วยไม้กระถางนี้มาก

หลวงพ่อเพียงยิ้มๆ แล้วกล่าวว่า “ ข้าปลูกกล้วยไม้ ไม่ได้เพื่อไว้โกรธนะ ”

คำง่ายๆ กลับกลายเป็นสัจธรรมปลดปล่อยวาง

คนเราทำงาน ไม่ได้เพื่อไว้โกรธกัน คนเรารักกัน ก็ไม่ได้เพื่อไว้โกรธกัน

สิ่งที่ให้ไปแล้ว เมื่อเอากลับมาไม่ได้ก็ไม่ต้องโทษใคร หรือเสียใจ

ตอนมี ต้องใส่ใจ ตอนเสียไปให้ ปลดปลง

ไม่ติดค้างใครก็พอแล้ว

ถ้าคุณแค้น ชีวิตก็เต็มไปด้วยความแค้น ถ้าคุณนึกขอบคุณ ที่ใดๆ ก็เต็มไปด้วยเรื่องที่น่าขอบคุณ ถ้าคุณเติบกล้า การงานก็จะก้าวหน้า

ไม่ใช่โลกนี้เลือกคุณ แต่คุณเป็นคนเลือกโลกใบนี้

ฉะนั้นจงอย่าโกรธลูก พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนร่วมงาน

และทุกสรรพสิ่งในโลก จงใจกว้าง และเมตตา อุเบกขา ปลดปล่อยวาง แค่นี้ก็เป็นสุข

อีกเรื่อง พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล มือปราบสายธรรมะฝากไว้ให้คิด

“ความฉลาด” กับ “ปัญญา” เป็นคนละเรื่องกัน

ความฉลาดเป็นความสามารถอย่างหนึ่งในการดำรงอยู่ ส่วนปัญญาเป็นภาวะอย่างหนึ่งในการดำรงอยู่

ในโลกนี้ คนฉลาดมีไม่มาก คาดว่าประมาณหนึ่งในสิบ ส่วนคนมีปัญญายิ่งหายาก คาดว่าราวหนึ่งในร้อย  ดูเถิด แม้โสเครตีสที่เห็นพ้องกันว่าเป็นคนมีปัญญาก็ยังยอมรับว่า หากยึดตามข้อเรียกร้องของความมีปัญญาแล้ว ตนนั้นไม่รู้อะไรเลย

ในชีวิตจริง คนที่ไม่เสียเปรียบคือ คนฉลาด ส่วนคนที่ยอมเสียเปรียบคือ คนมีปัญญา

คนฉลาดจะรักษาผลประโยชน์ของตนไว้ได้เสมอเมื่อทำงานกับคนอื่น เช่น ทำการค้า พวกเขาจะค้าขายได้ดีจนได้กำไรงาม ส่วนคนมีปัญญาจะไม่ยอมแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดทางการค้าเด็ดขาด การค้าบางอย่าง แม้ต้องแถมเงินก็ยังยอม

คนฉลาดรู้ว่าตนทำอะไรได้

ส่วนคนมีปัญญาเข้าใจว่า ตนทำอะไรไม่ได้

คนฉลาดกุมโอกาสได้ รู้ว่าควรลงมือเมื่อใด คนมีปัญญารู้ว่า ควรปล่อยมือเมื่อใด

ดังนั้น หยิบขึ้นมาได้ คือฉลาด แต่วางลงได้จึงเป็นปัญญา

คนฉลาดมักแสดงด้านที่เปล่งประกายของตน นั่นก็คือ ลอกคราบออกมา ส่วนคนมีปัญญาจะปล่อยให้คนอื่นแสดงด้านที่เปล่งประกาย เช่นในงานสังสรรค์ คนฉลาดปากไม่ว่าง พูดคุยได้เรื่อย ๆ จึงเป็นกาน้ำชา ส่วนคนมีปัญญา หูไม่ว่าง ตั้งใจฟังคนอื่น จึงเป็นถ้วยน้ำชา น้ำในกาน้ำชาย่อมต้องเทใส่ถ้วยน้ำชา

คนฉลาดเน้นรายละเอียด ส่วนคนมีปัญญาเน้นองค์รวม

คนฉลาดวิตกกังวลมาก นอนไม่หลับกันโดยทั่วไป ดังนั้น คนฉลาดจะรู้สึกไวกว่าคนทั่วไป ส่วนคนมีปัญญาลี้ห่างความวิตกกังวล ลุถึงขั้นที่ “ไม่ยินดีในวัตถุ ไม่เสียใจกับตนเอง” คนมีปัญญาจึงกินได้ นอนหลับ

ดังนั้นคนฉลาดมักวายชนม์เร็ว ส่วนคนมีปัญญาจะไร้ทุกข์ไร้กังวล มักอายุยืนนานกว่า

คนฉลาดใคร่อยากเปลี่ยนแปลงคนอื่น ให้คนอื่นทำตามเจตนาของตน ส่วนคนมีปัญญามักปล่อยไปตามธรรมชาติ ดังนั้น มนุษยสัมพันธ์ของคนฉลาดจะเครียดง่าย ส่วนของคนมีปัญญาจะผ่อนคลาย

คนฉลาดส่วนใหญ่ฉลาดแต่กำเนิด ได้ประโยชน์ทางพันธุกรรม ส่วนปัญญานั้นต้องอาศัยการเพียรบำเพ็ญ

ความฉลาดจะได้ความรู้มาก ส่วนความมีปัญญาทำให้คนมีวัฒนธรรม กลับกัน คนยิ่งมีความรู้ก็ยิ่งฉลาด ส่วนคนยิ่งมีวัฒนธรรมก็ยิ่งมีปัญญา

ความฉลาดพึ่งหู ตา ที่เรียกว่า หูตาดูฉลาด ส่วนปัญญาอาศัยจิตวิญญาณ ก็คือ ปัญญาเกิดแต่ใจ

วิทยาศาสตร์ทำให้คนฉลาด ปรัชญาสอนปัญญาคน

ความฉลาดนำมาซึ่งทรัพย์สินและอำนาจ ปัญญานำมาซึ่งความสุข เพราะคนฉลาดมักมีความสามารถ และในความเป็นจริง ความสามารถเหล่านี้จะแปรเป็นความมั่งคั่งกับอำนาจ หากโอกาสอำนวย ทว่า ความมั่งคั่งและอำนาจกับความสุขนั้น บ่อยครั้งไม่เป็นสัดส่วนกัน

ความสุขเกิดแต่ใจ

ดังนั้น หากแสวงความสามารถ ความฉลาดก็เพียงพอ แต่หากแสวงหลุดพ้นจากทุกข์ ไม่มีปัญญาทำไม่ได้