สายลับเขมร

0
สายลับเขมร

 

สถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชากำลังร้อนระอุ

ปะทะลุกลามไม่ต่างสมรภูมิ “สงครามย่อย” สูญเสียชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ และเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไปหลายสิบศพ

เมื่อฝ่ายตรงข้าม ไม่ยอมลดราวาศอก กองทัพไทยจำเป็นต้องใช้มาตรการป้องกันอธิปไตยของชาติตามยุทธวิธี ตามกติกาสากล

แม้แสนยานุภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์จะเหนือกว่าหลายขุม

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังมีความห่วงใยในเกมผลของประเทศเพื่อนบ้านกังวลอาจมีกลุ่มบุคคลไม่หวังดี “ลักลอบส่งข้อมูล” ด้านความมั่นคงและการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่ไทยให้แก่ฝ่ายกัมพูชา อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ประชาชน และความมั่นคงของชาติ

เข้าข่าย “สายลับ” ตีเนียนปะปนแฝงตัวทำภารกิจ

ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องขอความร่วมมือประชาชน ให้สังเกตลักษณะการกระทำที่อาจเข้าข่าย “สายลับ”

ประกอบด้วย  การเก็บข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ – ลอบถ่ายภาพหรือวิดีโอที่ตั้งหน่วยทหาร จุดยุทธศาสตร์ เส้นทางลำเลียงเสบียงหรืออาวุธ

ติดตามความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ – สอดส่องการเคลื่อนย้ายกำลังพล หรือการจัดวางยุทโธปกรณ์ของหน่วยงานความมั่นคง

การกระทำที่ผิดปกติ – เช่น ถ่ายภาพในพื้นที่บ่อยครั้ง เข้าใกล้พื้นที่ปฏิบัติการโดยไม่มีเหตุผล หรือเดินสำรวจพื้นที่ไม่มีจุดหมาย

เข้าออกพื้นที่หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต – ปรากฏตัวในพื้นที่ที่มีคำสั่งอพยพ หรือในเวลาที่ผิดปกติ เช่น เวลากลางคืน

ครอบครองอุปกรณ์ต้องสงสัย – เช่น กล้องส่องทางไกล แผนที่ยุทธศาสตร์ แผนผังพื้นที่ หรืออุปกรณ์ระบุตำแหน่ง GPS

การกระทำลักษณะดังกล่าวเป็นความผิดร้ายแรง พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติบอกว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา หมวด 3 “ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร”

อาจต้องระวางโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

ทั้งนี้ เจ้าตัวฝากประชาสัมพันธ์ หากประชาชนพบเห็นพฤติการณ์ต้องสงสัย หรือบุคคลที่มีลักษณะเป็น “สายลับ” ลักลอบส่งข้อมูลความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ หรือข้อมูลสำคัญของประเทศไปยังฝ่ายกัมพูชา

ขอให้แจ้งเบาะแสดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ หรือที่สายด่วน 191 และสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599

ตลอด 24 ชั่วโมง