เรื่องราวของ ว่าที่พันตำรวจตรีหญิง อรพิมล พงษ์สถิตย์ หรือ “สารวัตรเดียร์” สว.ฝ่ายอำนวยการ บก.ป.
สารวัตรเดียร์เธอ เล่าว่าเติบโตมาในครอบครัวที่คุ้นชินกับทั้งกฎหมายและการค้า คุณพ่อเป็นทนายความ ส่วนคุณแม่เป็นข้าราชการกรมที่ดิน แต่ในอีกด้านหนึ่งของครอบครัวก็มีธุรกิจส่วนตัวคือ การขายกุ้งที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้วยเหตุนี้เอง เดียร์จึงซึมซับและถูกปลูกฝังความเป็น “แม่ค้า” มาตั้งแต่เด็กโดยไม่รู้ตัว

เมื่อถึงจุดที่ต้องเลือกเส้นทางชีวิต เธอตัดสินใจเดินตามรอยคุณพ่อ เลือกเรียน นิติศาสตร์ โดยสำเร็จการศึกษาทั้งในระดับ นิติศาสตร์บัณฑิต และ นิติศาสตร์มหาบัณฑิต สาขากฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังศึกษาต่อในระดับสูงสุดจนสำเร็จ คณะรัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีอีกด้วย
ความตั้งใจเดิมของเธอคือการทำงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย เช่น ตำรวจ หรือนิติกร ซึ่งเหมือนเป็นจังหวะชีวิตที่เปิดให้เธอได้เข้ารับราชการตำรวจ โดยสอบเข้ามาตามหลักสูตรการฝึกอบรมข้าราชการตำรวจและบุคคลที่บรรจุหรือโอนมาเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร (หลักสูตร กอส.รุ่นที่ 41) โดยบรรจุในตำแหน่งแรกคือ รอง สว.กลุ่มงานนิติกรด้านการเสริมสร้างและพัฒนาวินัย กองวินัย

ในเส้นทางของตำรวจ สารวัตรเดียร์ได้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรสำคัญมากมายที่เสริมสร้างความเชี่ยวชาญรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น หลักสูตรสืบสวนคดีอาญา รุ่นที่ 101, หลักสูตรสารวัตร รุ่นที่ 251, หลักสูตรสำหรับนิติกร ไปจนถึงหลักสูตรเฉพาะทางอย่าง หลักสูตรเพิ่มทักษะการขับรถทางยุทธวิถี บก.ป. รุ่นที่ 1, หลักสูตรรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ รุ่นที่ 32 และ หลักสูตรยิงปืนพกในระบบต่อสู้ และป้องกันตัวภายใต้สภาวะความกดดัน รุ่นที่ 81 (ปืนพกลูกโม่) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเองให้ “เป๊ะ” ในทุกบทบาท
แม้ว่างานราชการตำรวจจะให้ความมั่นคง เกียรติและศักดิ์ศรี แต่สารวัตรเดียร์ยอมรับว่าเรื่องรายได้อาจไม่ได้มากมายนัก เธอจึงเลือกที่จะแบ่งเวลาว่างจากงานตำรวจ ทั้งในวันหยุดราชการหรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพื่อกลับไปช่วยงานทางครอบครัว โดยเฉพาะการขายกุ้ง ซึ่งในช่วงเทศกาลใหญ่ๆ เธอก็จะออกไปยืนขายด้วยตัวเอง “เหมือนเป็นกิจกรรมที่ได้กลับไปเป็นตัวเองอย่างเต็มที่”

เธอมองว่าอาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่ช่วยให้สามารถวางแผนชีวิตได้อย่างรอบคอบ เพราะ เงินเดือนแน่นอน ต่างจากการค้าขายเพียงอย่างเดียวที่ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าสิ้นเดือนจะมีรายรับเท่าไหร่ การมีทั้งสองอาชีพควบคู่กันจึงเป็นการสร้างความสมดุลทั้งในเรื่องของ ความมั่นคง และการได้สืบสาน ธุรกิจครอบครัว
สารวัตรเดียร์ได้ฝากข้อความถึงผู้ที่อยากอุดหนุนเธอว่าสามารถติดต่อสอบถามได้ ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่น่ารักของเธอที่พร้อมจะสลับบทบาทจากตำรวจหญิงผู้เก่งกาจมาเป็นแม่ค้าอย่างเต็มใจ

และคติประจำตัวที่เธอใช้เป็นแนวทางในการทำงานและใช้ชีวิต ในทุกเรื่องคือ ทำทุกอย่างต้องสุด แล้วหยุดที่คำว่า “เป๊ะ”

