อดีตคนข่าวเลือดสีบานเย็นริมถนนวิภาวดีรังสิตย้ายข้ามค่ายไปอยู่ถนนบางนา-ตราดเข้าสังกัด “เนชั่นทีวี”
ชีวิตวัยเด็กของ เฉลิมวุฒิ พึ่งวงษ์ญาติ พ่อแม่แยกทางต่างไปทำงานเป็นเชฟร้านอาหารอยู่ในยุโรป ต้องไปอยู่กับปู่ย่าที่พระนครศรีอยุธยา ครอบครัวขาดความอบอุ่นรู้สึกว่า ย่าเป็นเสมือนแม่ที่เลี้ยงดูฟูมฟักมาตั้งแต่เล็ก
เรียนประถมอยู่กรุงเก่าจนพ่อย้ายกลับมาพัทยา ชลบุรีถิ่นเกิด ทำให้ได้โอกาสใช้อยู่ชีวิตอยู่กับพ่อ เข้าเรียนชั้นมัธยมต้นโรงเรียนโพธิสัมพันธ์พิทยาคารจนจบชั้นมัธยมปีที่ 6 มาเรียนคณะมนุษยศาสตร์ สาขาสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง มุ่งหน้าเดินตามความฝัน
“ตอนเด็กผมอยากเป็นนักข่าว เป็นอาชีพที่รู้สึกว่าชอบ เพราะบ้าบอล เริ่มจากพ่อชอบซื้อหนังสือพิมพ์ไทยรัฐมาอ่านทุกวัน ผมจะติดตามข่าวการซื้อขายตัวนักเตะ เหมือนเสพติด ตกเย็นหลังเลิกเรียนต้องกลับมาเปิดหนังสือพิมพ์อ่านข่าวกีฬาทุกวัน ด้วยความที่เป็นแฟนแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด” เจ้าตัวว่าถึงไทม์ไลน์ชีวิตในอดีต ตื่น 8 โมงเช้าดูข่าวกีฬาในทีวี ตอน 2 ทุ่มครึ่งก็ดูข่าว เย็นอ่านหนังสือพิมพ์เพื่ออัปเดตข้อมูลข่าวสารของทีมรักปีศาจแดง
พอโตขึ้น เขาเริ่มหยิบนิตยสารสตาร์ซอคเก้อร์มาอ่าน หันไปฟังวิทยุคลื่นกีฬาเอฟเอ็ม 99 มี บอบู๋ แมวเพชร จัดรายการ รู้สึกว่า ได้อัปเดตข่าวเร็วกว่ารอ่านจากหนังสือพิมพ์ เป็นจังหวัดมีลูกพี่ลูกน้องถามว่า จะเรียนอะไร โตขึ้นมาจะทำอะไรในช่วงหัวเลี้ยงหัวต่อ เฉลิมวุฒิตอบแบบไม่ลังเลอยากทำงานพากย์ฟุตบอลในวิทยุรายงานสดเหมือนพี่ที่จัดรายการ หรือไม่ก็เป็นนักข่าวกีฬา ลูกพี่ลูกน้องแนะนำให้ไปเรียนสื่อสารมวลชน เรียนนิเทศศาสตร์
กลายเป็นเหตุผลให้เขามุ่งเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยรามคำแหงใช้เวลาเพียง 3 ปีสำเร็จการศึกษา พยายามอยากหางานทำเร็ว ๆ กลับบ้านพัทยา ไปทำงานหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของต่างชาติ หลังจากเริ่มงานเคเบิลท้องถิ่นแค่ 2 สัปดาห์ไม่ผ่านโปรบอกไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นนักข่าว เฉลิมวุฒิเล่าว่า อาจเพราะมหาวิทยาลัยรามคำแหง ไม่มีเรื่องฝึกงาน คิดแค่เรียนจบอย่างเดียว พอไปทำงานเลยขาดพื้นฐาน ยิ่งบุคลิกตัวเองเหมือนจะขี้อาย พูดน้อย ทำให้ถูกมองว่า ไม่น่าออกภาคสนามได้ “ยอมรับว่า ตอนนั้นนอยด์นะ อุตส่าห์ตั้งใจ เป็นอาชีพในฝันตั้งแต่เด็ก”
กระนั้นก็ตาม ได้รุ่นพี่แถวบ้านไปฝากทำหนังสือพิมพ์ท้องทิ้งภาคภาษาอังกฤษของชาวต่างชาติชื่อ “Pattaya People” ประเดิมเรียนรู้การทำข่าวสังคมกับข่าวกีฬาในแวดวงสังคมของเมืองพัทยาอยู่ได้ 5 ปีจังหวะชีวิตเปลี่ยนมีลูก เฉลิมวุฒิบอกว่า คิดอยากจะมาทำงานส่วนกลาง มุ่งเข้าไปสมัครหนังสือพิมพ์สยามกีฬาเป้าหมายที่อยากเข้าไปทำงาน ระหว่างขับรถมากรุงเทพฯ ทำเอกสารประวัติไว้ 2 ชุด อีกชุดกะจะลองไปหย่อนที่อื่นไว้ พอดีเห็นหนังสือพิมพ์เดลินิวส์เปิดรับสมัครผู้สื่อข่าวแวะไปวางประวัติไว้ คิดในใจคงไม่เรียก เพราะตอนนั้นกำลังแข่งกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลต่อสังคม โอกาสคงน้อย มองแค่สยามกีฬาเท่านั้น
ผ่านไปประมาณ 4 เดือนเกิดเหตุการณ์รัฐประหารรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก่อนบ้านเมืองเริ่มสงบ มีโทรศัพท์มาที่บ้านถามว่า ยังสนใจเข้าหนังสือพิมพ์เดลินิวส์อยู่ไหม แต่ต้องมาสอบคัดเลือก เฉลิมวุฒิรีบบึ่งเข้ากรุงเทพฯ ลงสนามสอบที่มีคนแข่งประมาณ 80 กว่าคน รับโควตาแค่ 10 คน ท้ายสุดได้งานทำเป็นนักข่าวตระเวนอาชญากรรมหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เขาบอกว่า ไม่เคยทำสายด้านนี้มาก่อน แรก ๆ กังวล ไม่มีประสบการณ์ ต้องถ่ายรูปและทำข่าวด้วย “เจอศพครั้งแรกตื่นเต้น เป็นศพที่อืดมาหลายวันแล้ว กลัวมาก แต่เตรียมตัวไว้ตั้งแต่รู้ว่าได้งานที่เดลินิวส์ ผมไปฝึกกับสติงเกอร์แถวบ้านล่วงหน้า คิดว่าไม่ผ่านแล้ว แต่คิดว่า คงไม่มีศพอย่างนี้ทุกวันหรอก”
ฝึกตระเวนข่าวได้ประมาณ 3 สัปดาห์ เกิดการเปลี่ยนแปลงในต้นสังกัด ประพงษ์ แหลมแจง พี่ที่ฝึกงานโยกเป็นนักข่าวเฉพาะกิจ และเป็นนักข่าวประจำกองบังคับการปราบปราม ทำให้เฉลิมวุฒิได้ติดสอยห้อยตามมาเกี่ยวกับประสบการณ์จนได้ขึ้นเป็นตัวจริงหาข่าวความเคลื่อนไหวในกองบังคับการปราบปรามพ่วงด้วยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางในเวลาต่อมา
“ผมรู้สึกเหมือนว่าได้เริ่มต้นการเป็นนักข่าวประจำที่กองปราบปราม ได้ประสบการณ์ทำข่าวส่วนใหญ่อยู่ที่นั่นเกือบทั้งหมด” เฉลิมวุฒิว่า หลังจากเคยได้รับรางวัลภาพข่าวอาชญากรรมยอดเยี่ยมของสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย เมื่อสมัยตระเวนข่าวได้ 3 สัปดาห์เป็นภาพกอดศพ ปีถัดมาคว้ารางวัลภาพบุกจับของสมาคมผู้สื่อข่าวช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย และยังได้รับรางวัล “นักข่าวภาคสนามดีเด่น” ด้วย
ตลอดการทำงาน เจ้าตัวประทับใจที่มีโอกาสตามข่าวโยชิโนริฆ่าหั่นศพครูชาวญี่ปุ่นทิ้งในจังหวัดสมุทรปราการ เป็นคดีแรก ๆ ที่ได้ตามข่าวตั้งแต่เป็นแค่เด็กฝึกงาน ได้เห็นตั้งแต่เริ่มต้นเปิดเกมแกะรอยจนจบปิดแฟ้มคดีจับกุมคนร้ายได้ “เหมือนมันมีอะไรให้ลุ้นให้ตามความคืบหน้าทุกวัน รู้สึกว่าเป็นคดีซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่พอสมควร”
คลุกคลีทำข่าวสังกัดหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ประมาณ 7 ปี เฉลิมวุฒิได้เวลาโบกมือลาย้ายค่ายไปอยู่เนชั่นทีวี เหตุผลเพราะเพื่อนร่วมสังกัดรุ่นเดียวกันย้ายไปอยู่ที่อื่นกันหมด เหลือแค่ไม่กี่คน ถึงเวลาต้องตัดสินใจเปลี่ยนแปลงชีวิต “ผมเห็นรุ่นพี่ข้างในต้องเกษียณบ้าง ต้องออกก่อนเวลาบ้าง ผมกลัวว่า ถ้าไม่ขยับขยายตอนนี้ ถ้าปล่อยให้อายุเยอะขึ้น มันจะเป็นแบบนั้นหรือเปล่า ทั้งที่ใจจริงอยากจะฝากชีวิตไว้ที่เดลินิวส์ อยากเกษียณที่นั่น แต่คิดว่าไม่น่าจะไปถึงตรงนั้นได้”

เฉลิมวุฒิยังได้รับความไว้วางใจให้เป็นนักข่าวประจำกองบังคับการปราบปรามเหมือนเดิม ที่ผ่านมาเขาสารภาพว่า เห็นความเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบันของวงการสื่อมวลชนเยอะมาก ต่างจากสมัยก่อนที่ต่างคนต่างเช็กงาน มีการแข่งขันกันตลอดเวลา ยังทันคำที่ได้ยินว่า เจอกันบนแผง แต่อาจเป็นช่วงปลายแล้ว ยังรู้สึกว่า ช่วงนั้นสนุกมาก เห็นพี่ฝึกงานต้องไล่เช็กข่าวลุ้นว่าจะตกข่าวไหม หาข่าวเอ็กคลูซีฟเพื่อแข่งกันฉบับอื่น ดูว่า พอได้ข้อมูลอะไรเหนือกว่าคู่แข่งหรือไม่
“มาเห็นปัจจุบัน เริ่มกลายเป็นว่า นักข่าวส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะแชร์ข่าวกัน ลอกไลน์กลุ่ม เอาข้อมูลข่าวมาลงโซเชียลที่เป็นแพลตฟอร์มส่วนตัว สร้างแบรนด์ของตัวเอง ไม่คำนึงถึงองค์กร แตกต่างจากสมัยก่อนที่ว่า เป็นงานที่เราเก็บไว้ เราจะลุ้นไว้จนกว่างานจะออกพรุ่งนี้ ต้องไปลุ้นว่าหัวหน้าจะชอบไหม” คนข่าวมากประสบการณ์ฉายภาพ
เจ้าตัวกังวลด้วยว่า โลกดิจิทัลทำให้บางคนไม่ได้เช็กข้อมูลย้อนหลัง เอาจากไลน์กลุ่มที่เพื่อนส่งมาอีกทีไปรีบลงเฟซบุ๊ก โซเชียลส่วนตัว นำเสนอโดยที่ไม่ได้ผ่านการคัดกรองจนถึงที่สุด ต่างจากอดีตที่ยังมีระบบรีไรเตอร์คอยไล่จี้ ไล่ถาม ทำให้ขาดข้อเท็จจริง เลือกเอาความเร็ว เอาหวือหวาอย่างเดียว อนาคตน่าจะเป็นปัญหาเมื่อกระบวนการคัดกรองน้อยลง ขณะเดียวกันรูปแบบของแต่ละสังกัดเริ่มเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานไป โลกเปลี่ยน หนังสือพิมพ์ใกล้ตายไปแล้ว
เฉลิมวุฒิฝากทิ้งท้ายอยากนักข่าวรุ่นใหม่ให้ยึดหลักการนำเสนอตามข้อเท็จจริง เพื่อไม่ให้อาชีพของสื่อมวลชนถูกลดค่าลงไป ถ้าทำกันแบบนี้ อีกหน่อยวินมอเตอร์ไซค์ก็ทำข่าวได้ ไม่ต้องคัดกรอง ไม่ต้องตรวจสอบ ไม่ต้องอะไรเลย ควรมีศิลปะ มีหลักการไว้บ้าง คือ ไม่ต้องเร็วมาก เน้นความถูกต้อง เน้นชัวร์ไว้ก่อน ดีที่สุด

