นักข่าวรุ่นพี่บางคนไม่หวงวิชา ทำให้เขารู้ถึงเทคนิคการอ่านหนังสือกลับหัว เวลาไปนั่งคุยกับแหล่งข่าว”

 

“ผมไม่เคยทำข่าว ไม่มีความรู้เลยด้วยซ้ำ อาศัยรักและชอบการอ่านหนังสือพิมพ์มาตั้งแต่เด็ก บ้านลุงซื้ออ่านประจำ พิมพ์ไทย สยามรัฐ มีความคิดอยากเป็นนักข่าวเหมือนกัน และพอดีน้องชายทำงานหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ สมัยสี่พระยา แนะนำให้ไปทำงานด้วยกัน ในตำแหน่งพนักงานพิสูจน์อักษร” นิตย์ โลหิตคุปต์ นักข่าวรุ่นลายครามวัย 80 ที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตกับงานข่าวและตัวหนังสือมาไม่น้อย เผยถึงจุดเริ่มต้นชีวิตนักข่าว คนข่าว

จากเด็กหนุ่ม สอบติดโรงเรียนช่าง กรมอู่ทหารเรือ ทำงานเป็นช่างหล่อเหล็กซ่อมเรือรบ เดินตามรอยคุณพ่อที่เป็นครอบครัวราชนาวี แต่สุดท้ายตัดสินใจลาออก เพราะไม่ใช่ทางของตัวเอง เขาเตะฝุ่นอยู่ได้ประมาณ 1 ปี ก็ตบปากรับคำ สุวิทย์ โลหิตคุปต์ น้องชาย เข้าทำงานที่หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เมื่อสมัยอยู่สี่พระยา เพราะคิดว่าน่าสนุกดี

นิตย์ เล่าย้อนความหลังว่า เดลินิวส์สมัยนั้นน่าจะเป็นฉบับแรก ๆ ที่มีบรรณาธิการครบทุกแผนก ทั้งข่าวการเมือง ข่าวอาชญากรรม สังคม กีฬา และช่างภาพ

ย่างก้าวของวันแรกในวงการข่าว นิตย์บอกว่ายังจำได้แม่น “ไปถึงตอน 8 โมงเช้า นั่งรอจน 5 โมงเย็นกว่าจะได้คิวเรียกเข้าไปคุย ในใจคิดว่า คงไม่รับ ปรากฏว่า ให้สะกดคำ สารภาพเลยตอนนั้นยังไม่ค่อยถูก แต่ต้นสังกัดจะเน้นเรื่องภาษามาก ผิดไม่ได้ สัมภาษณ์เสร็จให้กลับบ้าน น้องชายมาบอกว่า สงสัยไม่ผ่าน แต่อีก 2 วันถัดมาเรียกให้ไปพบอีก ก่อนรับเข้าทดลองงาน เพราะคนที่ได้มาไม่น่าจะพอใจ และเห็นว่า น้องชายทำงานอยู่ด้วยเห็นควรจะเอาพี่ชายมาทำงานด้วยกัน น่าจะฝึกฝนได้

ด้วยความสด และสนุกกับงาน นิตย์ทำงานหามรุ่งหามค่ำ พิสูจน์อักษรตั้งแต่เช้ายันเย็น อยู่เวรแทนเพื่อนร่วมงาน เคยนอนค้างโรงพิมพ์ ตื่นขึ้นมาทำงานต่อ ทำอยู่แบบนี้นานประมาณ 2 ปี คุณไกรวัลย์ ชูจิตต์ บรรณาธิการข่าวอาชญากรรม เรียกตัวเอาไปทำงานข่าว เหมือนตำแหน่งของน้องชาย เนื่องจากมองว่า คนทำงานพิสูจน์อักษรน่าจะมีพื้นฐานในการเขียนข่าว เพราะต้องอ่านข่าวทุกหน้า อ่านทุกคอลัมน์ทุกวัน แม้จะโดนติวเข้มอย่างหนัก ให้โทรเลขสั้น ๆ 4-5 บรรทัดไปเขียนมาเป็นข่าวยาว แต่ก็พอทำได้ แต่ช้า ถึงให้กลับมาพยายามฝึกฝนใหม่”

นิตย์เล่าว่า ในที่สุดได้ลงตระเวนข่าวโรงพัก มี สมศักดิ์ บุญชูวงศ์ นักข่าวอาชญากรรมรุ่นพี่ พาฝึกงาน เริ่มจากแจกหนังสือพิมพ์จนสนิทกับตำรวจ สามารถชะโงกดูบันทึกประจำวันตรงโต๊ะสิบเวรได้ จากนั้นได้ลงสนามตามข่าวหลากหลาย แม้กระทั่งเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 รถตระเวนข่าวโดนเจาะยาง ตื่นเต้นมากต้องเดินจากโรงพยาบาลศิริราชไปข้ามเรือที่ท่าคลองสานกลับโรงพิมพ์สี่พระยา เพราะรถตระเวนข่าวไม่มี

รวมทั้ง ยังได้ทำข่าวคดียิง สุรพล สมบัติเจริญ นักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ตระเวนข่าวได้ 14 ปี ต้องย้ายค่ายตามรุ่นพี่ไปอยู่หนังสือพิมพ์เดลิไทม์ ยืนระยะแค่ 7 ปี ก็ต้องปิดกิจการ “ผมมองว่า คนทำหนังสือพิมพ์เหมือนคนค้าขาย รู้ทุกอย่าง แต่ทำไม่ได้ดีสักอย่าง เนื่องจากเทคนิคของการค้าขาย คือ การทำธุรกิจ มีชั้นเชิงสูง ซับซ้อน ต้องเดาใจคน เลือกใช้คน หลอกล่อคน มีทุกอย่างในทางธุรกิจ” นิตย์ แสดงความเห็น

ได้เงินมาก้อนหนึ่ง คุณไพจิตร ศุภวารี ทำประชาสัมพันธ์อยู่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ชวนมาดูงานข่าวประชาสัมพันธ์ประมาณ 2-3 ปี เปลี่ยนชีวิตมาเป็นนักประชาสัมพันธ์ แต่ไม่ได้ทิ้งหนังสือ ยังช่วยงานเขียนให้นิตยสารประเภทการเมืองรายสัปดาห์ กระทั่งไปรู้จัก คุณวิมล เตชะไพบูลย์ โต้โผจัดคอนเสิร์ตของเบียร์ครอสเตอร์ เชิญพวกนักข่าวไป แล้วชักชวนเขาไปทำงานด้วย

​“แกถามผมว่า อยากหนังสือพิมพ์อยู่หรือเปล่า ผมตอบว่า อยากสิครับ แต่แกบอกว่า ทำธุรกิจกับผมดีกว่า ยิ่งคุณมีลูกเล็ก 2 คนจะลำบากในอนาคต ประโยคนี้ทำให้ผมคิดหนัก และเพื่อปากท้องครอบครัว จึงตกปากรับคำคุณวิมล ไปทำงานเกี่ยวกับบริษัทโฆษณา ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ ในตำแหน่งผู้จัดการ และถูกส่งไปอบรมที่สมาคมโฆษณาเพิ่มประสบการณ์ โดยได้อิสระจากการทำงานทุกอย่าง

“คนทำหนังสือพิมพ์ มีความคิดอีกแนว คนทำธุรกิจก็มีความคิดอีกแนว คิดว่า อะไรที่ได้ อะไรที่ไม่ควรเอา แต่พอเป็นหนังสือพิมพ์ไม่ได้เด็ดขาด มันมีกรอบ มีจรรยาบรรณ ผมเคยมานั่งคิดเรื่องไอ้จรรยาบรรณ การส่งเสริมให้นักข่าวอยู่ในกรอบ ต้องเลี้ยงพวกเขาได้ ต้องให้มีรายได้ที่เลี้ยงตัวได้ ถ้าทำงานดี ต้องมีรางวัลนักข่าวดีเด่น ถ้าแค่จรรยาบรรณอย่างเดียว พวกเขาจะอยู่ได้อย่างไร เมื่อต้องเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัว เลี้ยงลูกด้วย” นิตย์อธิบาย

นิตย์ทำงานอยู่กับ คุณวิมล ร่วม 15 ปี ทำไปทำมาบริษัทโฆษณา ท่าจะไปไม่ไหว ต้องพับฐานกลายเป็นคนตกงานอีกรอบ เป็นช่วงวิกฤติเศรษฐกิจประเทศปี 2540 ก่อนได้ไปช่วยเขียนบทหนังให้ คุณประยูร วงศ์ชื่น ได้เงินบ้าง ไม่ได้เงินบ้าง อาทิ เรื่องกองพันทหารเกณฑ์ กองพันทหารใหม่ ทำงานมากมายมหาศาล เกินจากความคิดคิดในตอนเขียนบท

ตอนหลังมีปัญหาสุขภาพ จึงต้องออกมาอยู่บ้าน เกือบตายเพราะชีวิตวัยทำงานเผาผลาญตัวเอง ทั้งสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า พักผ่อนน้อย ถึงเวลาต้องหยุด มาทำงานเขียนเล็กๆน้อยๆ รายได้อาจไม่มาก แต่ทำไม่ให้เหงา

อดีตคนข่าวยังมีมุมมองถึงนักข่าวรุ่นใหม่ เปรียบเทียบความแตกต่างจากสมัยก่อนว่า เท่าที่ตามข่าวออนไลน์ พวกมือใหม่ชอบพาดหัวข่าวหลอกคนเข้าไปอ่าน แต่เนื้อหาไม่มีอะไร ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป จะขาดความน่าเชื่อถือ เอาง่ายและเร็วเข้าว่า พยายามจะโปรยให้หวือหวา แต่ไม่ใช่หลักการ ไม่กล้าสรุปเร็ว เพราะกลัวคนไม่อ่าน และมีโฆษณาคั่นอยู่ตรงกลาง ปั่นข่าวเอาโฆษณามาใส่ไว้ ไม่คลาสสิกเหมือนหนังสือพิมพ์สมัยก่อน

​“หลังๆ ผมว่า มันง่ายสำหรับคนที่จะแสดงฝีไม้ลายมือ เช่น การถ่ายภาพ โทรศัพท์เครื่องเดียวก็ทำได้ ไม่คำนึงถึงความสวยงาม แค่ถ่ายให้ติดก็พอ ผมดูภาพทุกวันนี้ยังไม่เคยลืมนะ ภาพของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เป็นเรื่องน่าขำ ไฟไหม้ตรงถนนเชิงสะพานยศเส ร้านขายของห้องแถว คนอื่นมาถ่ายได้หมดแล้ว บางกอกโพสต์มาทีหลังเหลือแต่ควันคุกรุ่น มายืนข้างหลังรถดับเพลิงแล้วถ่ายตามสายน้ำไปตกอีกฟาก ตัวตึกที่ไฟไหม้ มันตอบโจทย์ หมดเลยว่า กำลังดับไฟไหม้ เพราะฉะนั้น คนที่เป็นช่างภาพต้องมีไหวพริบ”

นิตย์ยังยกตัวอย่าง คุณเสถียร จิตตรีเนตร ช่างภาพหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เพื่อนฝูงเรียกม้าย่อง เพราะชอบเดินย่องๆมา ไม่ให้เป็นเป้าสายตาเพื่อนร่วมสังเวียนข่าว วันหนึ่งไปเฝ้าข่าวโรงพยาบาลตำรวจ มีชายถูกแทงทะลุเพดานมีดคาปาก ทุกคนได้ภาพหมด คุณเสถียรมาทีหลังสุด ถ่ายภาพช้ากว่าใคร แต่ได้ชอตเด็ด เป็นภาพชายคนเดียวกันอ้าปากนอนรอหมอ มีผ้าก๊อซพันไม่ให้เลือดไหลออกมา และมีมีดยังคาอยู่ที่ปาก หัวหน้าเห็นตอนเช้า ควักกระเป๋าให้เงินเป็นรางวัลเลย

“มันเป็นจังหวะชีวิตของแต่ละคน ไม่เหมือนกันหรอกว่า ไปก่อน ไปหลัง บางทีมันไม่สำคัญ แล้วแต่ดวงมันจะได้นะ ทว่าปัจจุบันโลกมันเปลี่ยนไปเยอะ ทุกวันนี้ ผมยังมีความหวังว่า หนังสือพิมพ์จะยังอยู่ได้ แต่ต้องปรับตัวเอง เหมือนฟิล์ม เพราะอ่านข่าวจากโทรศัพท์มือถือ มันไม่ได้อรรถรส”

นิตย์ยังรำพันความหลังสมัยสัมผัสนายตำรวจมือปราบคนดังอย่าง พล.ต.อ.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น ที่บันทึกภาพร่วมในงานวันเกิดบ้านซอยลือชา เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นภาพประทับใจที่เก็บไว้ไม่ลืม เขาบอกว่า สนิทสนมกับคนขับรถท่าน วันไหนเจ้านายเดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุ จะส่งซิกกระพริบไฟหน้ารถให้ตาม ท่านมนต์ชัยไม่เคยถือตัวกับนักข่าว เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เปิดโอกาสให้นักข่าวเข้าไปพูดคุยเล่าเรื่องปราบปรามโจรสารพัด

เจ้าตัวบอกว่า ชีวิตท่านมนต์ชัยกว่าจะได้เป็นอธิบดีกรมตำรวจ ผ่านคดีสำคัญโชกโชน เป็นคนเก่ง คลี่คดีจากความจำของลักษณะพฤติกรรมคนร้าย บอกเสมอว่า ทุกอาชญากรต้องทิ้งร่องรอย มีลายเซ็นของตัวเอง เคยเล่าด้วยว่า ตอนเป็นสารวัตรใหญ่โรงพักพญาไท พ่อตาของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถูกคนร้ายขึ้นบ้าน แกไปที่เกิดเหตุช้ากว่าคนอื่น เสร็จแล้วทำความเคารพจอมพลสฤษดิ์ ก่อนขอเข้าไปดูสถานที่เกิดเหตุ มีร่องรอยตัดมุ้งลวด ออกมารายงานว่าต้องเป็นไอ้นี่แน่ จอมพลผ้าขาวม้าแดงถึงกับเบิกตาบอกว่า ลื้อรู้ได้ยังไง ลื้อเพิ่งมาเดี๋ยวเดียวรู้แล้วว่าเป็นใคร

“ท่านมนต์ชัย อธิบายความตามแผนประทุษกรรมเป็นความถนัดส่วนตัว จอมพลสฤษดิ์ไม่สนใจบอกให้เวลา 7 วัน ต้องจับมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นมีเรื่องแน่ แล้วท่านมนต์ชัย ก็ตามจับได้เพียง 3 วันเท่านั้น เอามาแถลงข่าวเงียบกันหมด ทุกคนชอบใจที่แกกระตุกหนวดเสืออย่างจอมพลสฤษดิ์ได้ ทุกวันที่ 3 กันยายนของทุกปี แกจะมีเลี้ยงวันเกิด มีทั้งผู้กำกับ มีทั้งสารวัตร และนักข่าวเข้าไปนั่งสังสรรค์เป็นวันฟรีเดย์ เฮฮาบันทึกภาพถ่ายรูปกัน” นักข่าวรุ่นลายคราม เล่าพร้อมโชว์ภาพวันเก่าเคียงข้างตำนานมือปราบและเพื่อนร่วมอาชีพ

ทำให้เขาหวนคิดถึง คุณพินิจ กาญจนาคม ที่ต้องยอมรับฝีมือการเขียนข่าวได้อย่างสุดยอด โปรยหัวแล้วต้องตามไปอ่านเนื้อข่าว ครั้งหนึ่งเขียนข่าวชายคนหนึ่งจะไปต่างประเทศ ครอบครัวไปส่งไม่ทันเครื่องบินจะขึ้นแล้ว ปรากฏว่า เกิดประสบอุบัติเหตุอยู่ถนนวิภาวดีรังสิต ก่อนจะเข้าสนามบินดอนเมืองตายยกครัว ชายคนนั้นไม่รู้เหตุการณ์ข้างนอก เพราะได้เวลาเครื่องออกไปแล้ว กว่าจะรู้ตอนไปถึงอเมริกาแล้ว เขียนเห็นภาพจนคนอื่น นึกว่าเป็นนิยาย

ส่วนเทคนิคในการหาข่าว นิตย์บอกว่า “นักข่าวรุ่นพี่บางคนไม่หวงวิชา ทำให้เขารู้ถึงเทคนิคการอ่านหนังสือกลับหัว เวลาไปนั่งคุยกับแหล่งข่าว ต้องสังเกตเอกสารบนโต๊ะทำงาน พยายามอ่านให้ได้ใจความ เป็นวิชาอ่านกลับหัว ต้องอ่านให้ได้ เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน ต่อให้จบวารสารศาสตร์ หรือระดับไหนก็ทำไม่ได้ เพราะเป็นเทคนิคเฉพาะที่ต้องอาศัยความชำนาญ ทำให้ได้ข่าวลับมากมายของตำรวจ

“เช่นเดียวกับงานถ่ายภาพ ต้องหมั่นศึกษา ซื้อนิตยสารต่างประเทศมาอ่านดูมุมกล้อง ดูการปรับแสง ปรับโทนเพื่อให้ภาพออกมาดี ไม่ใช่แข็งทื่อ เพราะสมัยก่อนไม่มีสถาบันสอนเป็นเรื่องเป็นราว” นิตย์ เล่าปนสอนทิ้งท้าย ถึงประสบการณ์ทำงานข่าว ที่ทั้งเทคนิคการทำข่าว การเกาะติดแหล่งข่าว การเขียน และการฝึกฝน นักข่าวรุ่นใหม่ ทั้งข่าวหนังสือพิมพ์ ข่าวออนไลน์ สามารถใช้เป็นต้นแบบสานต่อได้ตลอดไป

 

RELATED ARTICLES