ลูกหม้อสำนักข่าวแปซิฟิคที่หายหน้าหายตาไปจากจอแก้วมานาน

นับตั้งแต่รายการ “ตามล่าหาความจริง” ถึงจุดอิ่มตัวหลุดจากผังทีวี ชื่อของ “ประไพพัตร โขมพัตร” นักข่าวสาวรุ่นเก่าที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงพลอยถูกหลงลืมไปจากวงการสื่อจนหลายคนพากันคิดว่า เธอคงอำลาอาชีพนี้ไปทำธุรกิจอื่นแล้ว

แท้ที่จริง  “ติ๊ด” ประไพพัตร ไม่ได้หายไปไหน และยังหมกมุ่นอยู่กับงานข่าวที่รักใน “ถิ่นเก่า” ที่สร้างเธอขึ้นเป็นนักข่าวแถวหน้าอย่างแข็งแกร่ง นั่งตำแหน่งรองผู้อำนวยการ บริษัทแปซิฟิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด คุมสำนักข่าวแปซิฟิค และคลื่นวิทยุ จส.100

ประไพพัตรเริ่มต้นชีวิตกับความฝันที่อยากเรียนอักษรศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือไม่ก็นิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยของรัฐ สุดท้ายพลิกผันหลังเอ็นทรานซ์ไม่ติดต้องไปลงเรียนคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ  ปรับเปลี่ยนไปเลือกสาขาวารสารศาสตร์ เพราะอยากเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์

“อาจเป็นเพราะเราอยากเห็นอะไรก่อนคนอื่นมั้ง” ประไพพัตรบอกเหตุผล

สมัยนั้น สมเกียรติ อ่อนวิมล รุกงานข่าวป้อนให้ช่อง 9 จนโด่งดัง สร้างนักข่าวรุ่นใหม่กลายเป็นผู้ประกาศหลายคน แต่ประไพพัตรยังมีความอยากจะเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ พอเรียนปี 3 เตรียมฝึกงานข่าว ดันจับสลากไปได้ฝึกงานสำนักข่าวไทย พยายามแลกกับเพื่อนที่ได้ฝึกหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เพื่อนกลับไม่ยอมแลกด้วย เธอต้องทำใจไปฝึกงานสำนักข่าวไทย

แล้วจู่ ๆ สมเกียรติ เรียกเธอไปฝึกงานสำนักข่าวแปซิฟิคเพื่อทำข่าวส่งให้สำนักข่าวไทย เพียงแค่วันแรกของชีวิตเด็กฝึกงาน เธอก็ประทับใจทันที “แปซิฟิคตอนนั้นกำลังบูม วันแรกเจออาจารย์สมเกียรติ อาจารย์ไม่ได้มองเราเป็นแค่นักศึกษาฝึกงานมาซีร็อกซ์เอกสาร อาจารย์บอกว่า ไปทำข่าวเลยได้มั้ย วันแรกไปทำข่าวน้ำท่วมประเดิมทันที”

“ฝึกงานไม่กี่วัน จำได้ว่า ไปข่าวเผาทำลายกัญชาที่เพชรบุรี กลับมาอาจารย์ถามว่า ลงเสียงด้วยดีมั้ย ทั้งที่ไม่เคยลองมาก่อน อาจารย์ช่วยเปิดทำไมค์ให้เอง มันเป็นความรู้สึกที่ดี พอใช้ให้ไปไหนก็ไป เกิดความกระตือรือร้นในการฝึกงาน ถือเป็นนักศึกษาฝึกงานรุ่นแรกของแปซิฟิคที่ฝึกเสร็จแล้วได้เงินด้วย”

เสร็จจากฝึกงานประไพพัตรกลับมาเรียนปี 4 จนจบ ก่อนได้ทำงานที่สำนักข่าวแปซิฟิคที่ตอนนั้นกำลังดัง แจ้งเกิด “นก”นิรมล เมธีสุวคุณ “แหม่ม” ยุพา เพ็ชรฤทธิ์ และ“อ้อย” ศศิธร ลิ้มศรีมณี เป็นนักข่าวรุ่นใหม่ที่กลายเป็นผู้ประกาศข่าวฝีมือดีของช่อง 9  แต่ช่วงแรกของประไพพัตรจะทำงานอยู่เบื้องหลัง ออกหาข่าวในพื้นที่และยังเป็นฝ่ายข้อมูลคอยตั้งคำถามในรายการทอล์กโชว์ของแปซิฟิค คือ “คืนนี้ที่ช่อง 9” และ “คืนนี้ที่กรุงเทพ” หลังแปซิฟิคเปลี่ยนมาอยู่ช่อง 5 ควบคู่ไปกับทำ จส.100

เธอเล่าว่า สมัยนั้นนักข่าวแปซิฟิคต้องทำหมดทุกอย่าง นโยบายของผู้บริหาร ทุกคนต้องลงหมด แม้กระทั่งอ่านข่าวต้องพร้อมลงไปทำข่าวด้วย ไม่ใช่ผู้ประกาศข่าวอย่างเดียว รู้สึกว่า ดีมาก อาจารย์สมเกียรติจะพูดตลอด ถ้าออกมาแล้วดูไม่ดีก็ไม่จำเป็นต้องออกหน้า บางครั้งไปยืนรายงานข่าว พอกลับมาเปิดดูอาจารย์จะบอกว่า ออกไปแล้วแหลกแน่ ดูแล้วไม่น่าเชื่อถือ เทปนั้นก็จะไม่ได้ออกหน้า อาจารย์สมเกียรติจะสอนหลายอย่างในการออกไปทำข่าว ให้มองมุมนั้น มุมนี้

กระทั่งวันหนึ่งรายการ “ตามล่าหาความจริง” ก็กำเนิดขึ้นพร้อมกับการแจ้งเกิดของประไพพัตร โขมพัตร ในภาพของนักข่าวสาวพันธุ์แกร่งลงลุยทุกพื้นที่คดีอาชญากรรมเพื่อนำข้อมูลไปนำเสนอในรายการ เธอเล่าว่า อาจารย์สมเกียรติมาบอกมีรายการตามล่าหาความจริง ให้ไปเป็นพิธีกรรายการ ตอนนั้นคิดว่า ความน่าเชื่อเราพอแล้วหรือ เครียดมาก แต่อาจารย์บอกได้แล้ว ทั้งที่เราไม่เคยผ่านงานตำรวจเลย  อยู่แปซิฟิคทำสกู๊ปมากกว่าทำข่าวอาชญากรรม

“ติ๊ดเป็นคนที่กลัวผีมาก เป็นที่รู้กันว่า กลัวมาก ประสบการณ์ 5-6 ปี ไม่เคยได้ทำข่าวที่เจอศพเลย เป็นอะไรที่กลัวมาก ๆ แต่ต้องทำท่าไม่กลัว เวลาออกรายการช่วงแรกที่คนที่ดูจะเห็นภาพเหมือนดุ ไม่กลัว จริง ๆ กลัวมาก ใช้เทคนิคในการทำว่าจะเห็น หรือไม่เห็น คือเข้าไปในที่เกิดเหตุจะมองแค่ไหน ที่เหลือโฟกัสเบลอ ๆ  ไว้”

รายการตามล่าหาความจริงเทปแรก ประเดิมจอด้วยการตามประวัติเจิม เส้งเอียด หรือจอมโจรเรียกค่าไถ่ในภาคใต้ฉายา “ไข่หมูก” ของนครศรีธรรมราชที่เพิ่งออกจากเรือนจำ ตามด้วยคดีฆาตกรรมแม่ลูกตระกูล “ศรีธนะขัณฑ์” ประไพพัตรยอมรับว่า เทปนี้กลัวมาก เพราะเวลาตามล่าฯ ทำอะไรก็จะไปที่เกิดเหตุเพื่อจำลองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมักจะจำลองเหตุการณ์ช่วงเวลาจริง โดนฆ่าตีอะไร ก็จะไปจำลองช่วงตีนั้น อยากเก็บภาพบรรยากาศจริงในความรู้สึกของเราว่า มันเงียบสงบ เงียบสงบจริงหรือไม่ หรือยังมีรถวิ่ง มีคนเดิน คือต้องการเก็บรายละเอียด

อีกคดีที่ประไพพัตรรู้สึกโหดกับตัวเองมาก คือคดีฆ่าศยามล ลาภก่อเกียรติ ผู้ช่วยพยาบาลที่หัวหิน  จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพราะทีมงานตามล่าหาความจริงอยากให้สมจริงมาก ถึงขนาดนำรถคันจริงมาใช้ถ่ายทำ มีพี่สาวของศยามลเอา “น้องอิง อิง” ลูกสาวเหยื่อมาเข้าฉากด้วยช่วงจำลองเหตุการณ์ทีมงานให้เธอขับรถคันนั้น เพราะดันไม่มีผู้หญิงขับ ตอนขึ้นรถแล้วเธอบอกว่า เหมือนได้สัมผัสกับเหตุการณ์นั้นจริง ๆ รู้สึกตื่นเต้น บอกไม่ถูก กว่าจะผ่านไปได้

ประไพพัตรอธิบายว่า ตามล่าหาความจริงเป็นสารคดีเชิงข่าวสืบสวนสอบสวนรายการแรกของเมืองไทย มีโจทย์ตั้งแต่ต้นว่า จะมีการจำลองเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น แต่ไม่เอาคนมาเป็นนักแสดงที่เห็นหน้า จะเห็นได้แค่มือ เท้า เงา ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นเฟคทันที กลายเป็นการแสดงความไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งเราจะจำลองเหตุการณ์จากปากคำ และนำภาพข่าวเดิมมาประกอบด้วย ไม่ได้อยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ออกทั้ง 2 มุม ถึงเวลาคนดูจะรู้ว่า อะไรจะจริงมากกว่ากัน ข่าวไหนดังก็จะมาทำ สมัยก่อนไม่มีรายการทีวีไหนทำ ทำให้คนรู้จักตามล่าหาความจริงสืบสวนสอบสวนคดีฆาตกรรม ไปจนถึงคดีต่าง ๆ ที่อยู่ในความสนใจ

ต่อมา เริ่มมีรายการเลียนแบบจับคดีอาชญากรรมมาเจาะเบื้องหลัง ตามล่าหาความจริงจึงหนีไปเน้นการทำคดีเกี่ยวกับยาเสพติด เกาะสถานการณ์การเติบโตแพร่ระบาดของยานรกที่รุ่นแรงขึ้น ไปจนถึงขบวนการต้มตุ๋น หลอกลวง  นาน 8 ปี รายการตามล่าหาความจริงก็หมดอายุ เป็นไปตามวิถีของรายการทีวี เธอบอกว่า ทำได้สักพัก จะรู้ว่า ตอนแรกคนดูจะติดตามตลอด จากนั้นจะดูก็ได้ ไม่ดูก็ได้ ข่าวก็มีอยู่แล้ว รู้อยู่แล้วว่า ต้องมีข่าว ประกอบกับปัญหาของตามล่าหาความจริงเป็นรายการสารคดีเชิงข่าว ไม่ใช่รายการข่าวจะถูกเซ็นเซอร์เยอะมาก ขณะที่ข่าวไม่ถูกเซ็นเซอร์ แม้กระทั่งไปถ่ายผู้ต้องหา สัมภาษณ์ผู้ต้องหาที่สารภาพตอนแถลงข่าว บางทีคนที่เซ็นเซอร์ก็ให้ผ่าน บางคนไม่ให้ผ่าน ลำบากมาก หั่นจนไม่เหลืออะไรแล้ว โดนเซ็นเซอร์จนดูเหมือนว่า ได้อายุแล้ว เลยเลิกทำ

อดีตผู้ดำเนินรายการสารคดีสืบสวนสอบสวนคนดังบอกอีกว่า ซึมซับการติดตามคดีอาชญากรรมมานับไม่ถ้วน ทำให้เกิดอยากมีความรู้มากขึ้นจึงตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทด้านอาชญาวิทยาที่มหาวิทยาลัยมหิดล ได้หลักคิดมากขึ้นในแง่วิชาการว่า อะไรเป็นแรงจูงใจ สาเหตุ วิธีการของแต่ละคดีอาชญากรรม ส่งผลให้ได้วิเคราะห์คดีกว้างมากขึ้น ก่อนต่อปริญญาเอกสถาบันเดียวกัน คิดว่า ใช่เลย นี่คือ ตัวเรา

“ช่วงนั้น ก่อนเรียนปริญญาเอก มีตามล่าฯ ตอนหนึ่งทำเรื่องนิติเวชวิทยา ต้องเข้าไปดูหมอผ่าศพ ต้องโฟกัสตาเหมือนเดิม ยังไม่กล้าดูเหมือนเดิม เห็นขาได้ แต่เห็นชัด ๆ ทั้งตัวไม่ได้ ศพเละ ๆ ไม่ชอบ ตอนออกรายการคนจะมองว่า เข้าไปในห้องผ่าศพ เก่งจัง  จริง ๆ ไม่ใช่ พอเรียนปริญญาเอกคราวนี้ต้องเข้าไปดูจริง ๆ ดูการผ่าวิถีกระสุนเข้ายังไง ทำให้เดี๋ยวนี้ เป็นไม่กลัวผีแล้ว” ด็อกเตอร์สาวเล่าประสบการณ์ และบอกว่า วันนี้หายจากหน้าจอ ไม่ได้ออกหน้าอีกเลย ไปทำงานเบื้องหลังกับจับงาน จส.100 ดูแลศูนย์ข่าวแปซิฟิค ทำสารคดีเชิงข่าวป้อนส่งลูกค้า แต่ภาพพิธีกรและเสียงยังติดความเป็นตามล่าหาความจริงอยู่

ถึงกระนั้นก็ตาม แฟนรายการหลายคนไม่เคยลืมภาพการทำงานในอดีตของเธอ เพราะไม่กี่วันก่อน ประไพพัตรไปประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล คนดูแลลานจอดรถยังเข้ามาทัก บอกยังจำวันที่ไปเจรจาต่อรองตัวประกันแถวลาดพร้าวเมื่อ 8-9 ปีที่แล้วได้มาถึงทุกวันนี้ ทำให้เธอกลับมานั่งคิดถึงอดีตของเหตุระทึกในวันนั้น วันที่คนร้ายชาวไต้หวันชื่อ โทนี่บุกเข้าไปใช้ปืนจี้ตัวประกันเป็นชาวไต้หวันด้วยกันท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียด คนร้ายไม่ไว้ใจตำรวจต้องการพบ “ต๋อย” ไตรภพ ลิมปพัทธ์ พิธีกรรายการดังไปเป็นตัวแทนเจรจา

พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เป็น ผบ.ตร. ขณะที่ พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น เป็น ผบก.น.4 พยายามเกลี้ยกล่อม ก่อนออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า คนร้ายต้องการคุยกับใครก็ได้ที่เป็นคนรู้จักน่าเชื่อถือในสังคม หลังติดต่อไตรภพไม่ได้ “มีคนแซวมาว่า ประไพพัตรได้มั้ย  ท่านประชาเลยโทรศัพท์เข้าไปคุยกับคนร้ายบอกพิธีกรต๋อยไม่อยู่ มีแต่พิธีกรชื่อประไพพัตร คนร้ายบอกว่าได้ รู้จัก อยากให้เข้าไปคุย ท่านประชาลงมาพูดต่อหน้าสื่อทุกคน เรายืนอยู่ตรงนั้นจะไม่ไปได้อย่างไร อยากช่วยเจรจาอยู่แล้ว คนร้ายดันต่อรองให้ติ๊ดเอาน้ำดื่มเข้าไปในห้อง ทำเอาท่านประชา และผู้การกฤษฎา ส่ายหัว ส่งซิกห้ามรับปากเด็ดขาด ตำรวจห่วง กลัวเราจะถูกยิง เพราะคนร้ายมีปืน นึกถึงตอนนั้นสนุกมาก”

 แต่ความสนุกในการทำงานสมัยก่อนของเธอยังปนไปด้วยความตื่นเต้นระทึกขวัญ เพราะบ่อยครั้งนักข่าวสาวอย่างเธอยังโดนข่มขู่ มีคนมาเตือนสติให้ระวังตัวอยู่เสมอ มีผลพวงมาจากการทำรายการขุดคุ้ยขบวนการยาเสพติด ขนาดไปเรียนปริญญาเอก มีวิชาต้องไปเรียนรู้คนไข้ รพ.จิตเวช เริ่มต้นที่ผู้ป่วยจิตรุนแรงมาก พอจะไปอีกตึกเป็นผู้ป่วยสมองที่เกิดจากอาการติดยาเสพติดปฏิกริยาก็เกิดขึ้นทันที

“พวกสมองติดยาทั้งหลายตะโกนออกมาพร้อมกันหมดเลย ตามล่าหาความจริง อาจารย์ที่เป็นหมอตกใจแล้วบอกเลยว่า ห้ามเราเข้าไปนะ อันตราย กลายเป็นนักศึกษาคนเดียวที่ไม่ได้เข้าไป พวกเขามาเขย่าลูกกรงส่งเสียงดังเอ็ดตะโร ติ๊ดถามหมอว่า สมองพิการทำไมจำได้ หมอบอก มันเป็นอารมณ์ที่ผุดขึ้นมาเอง เขาสามารถจำตรงนี้ได้ คงจำภาพจากรายการตามล่าฯ” ประไพพัตรไม่เคยลืมภาพเหตุการณ์วันนั้น

ประสบการณ์ทำรายการตามล่าหาความจริงที่ผ่านมา เธอมีความประทับใจกับผลสะท้อนที่กลับมาหลังรายการตีแผ่ข้อมูลออกไป เช่น ออกไปแล้วจับคนร้ายได้ รายการตามล่าฯเป็นรายการแรกที่นำเอาภาพกล้องวงจรปิดมาออกในรายการ สายโทรศัพท์ที่โรงพัก และที่บริษัทแทบระเบิด มีเบาะแสเข้ามาเต็มไปหมด มีคนจำได้แม่น บางทีก็เตือนไม่ให้สุจริตชนตกเป็นเหยื่อแก๊งต้มตุ๋น อะไรก็แล้วที่เป็นการช่วยเหลือชาวบ้านจะภูมิใจมาก ได้ทำอะไรในสิ่งที่ตอนนั้นสังคมอาจไม่สนใจ ไม่ว่าจะเป็น อาชญากรรมเกี่ยวกับเทคโนโลยี คนร้ายข้ามชาติ

 “มีคนบอกเข้าไปดูเว็บพันทิป ตั้งกระทู้รายการในอดีตมีอะไรบ้าง ให้นึกรายการเก่า ปรากฏมีคนหนึ่งตอบว่า อยากรู้รายการตามล่าหาความจริงหายไปไหน เสียงเป็นเอกลักษณ์มาก แม่ไม่ให้ดู แต่แอบดู เป็นวัยรุ่นเขียน อ่านแล้วประทับใจ นึกถึงภาพวันเก่า ๆ ที่คงไม่ทำอีกแล้ว”

ปล่อย “ตามล่าหาความจริง” เป็นตำนานรายการสืบสวนสอบสวนเคียงคู่พิธีกรสาว “ประไพพัตร โขมพัตร” อยู่ในประวัติศาสตร์ทีวีไทยไม่มีวันเลือน !!!