ก้าวเข้ามาเป็นสายลับแกะรอยสืบจับชู้แบบไม่รู้ตัวเมื่อเกือบ 20 ปี

วันนี้ “กุ้ง”อำนวยพร มณีวรรณ์ บอกกับตัวเองได้เต็มปากว่า ทำงานเป็นนักสืบเอกชนสาวที่มากประสบการณ์ มีลูกค้าเข้ามาว่าจ้างมากมาย

ภายใต้สังกัดบริษัททนายความของอาจารย์เดชา กิตติวิทยานันท์ ที่ประกาศจุดเด่นในการรับงานสืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ ไม่ว่าจะเป็นคดีครอบครัว คดีแพ่ง คดีอาญา คดีล้มละลาย คดีทรัพย์สินทางปัญญา สืบหาทรัพย์สินของลูกหนี้ สืบทรัพย์บังคับคดี สืบจับบุคลตามหมายศาล เร่งรัดหนี้สิน ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย รวมถึงคดีชู้สาว

อำนวยพรเกิดที่นครราชสีมา มีพี่น้อง 5 คน เข้ามาเรียนหนังสือที่เมืองกรุงตั้งแต่อายุ 12 ขวบ จบอนุปริญญาด้านบัญชีจากวิทยาลัยอินทราชัย ไปทำงานเป็นพนักงานบัญชี ฝ่ายจัดซื้อบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งก่อนออกมาขายประกัน ขายเครื่องใช้สำนักงาน และเปิดบริษัทของตัวเอง กระทั่งโคจรเข้ามาร่วมงานกับทนายเดชา หลังติดต่อเป็นลูกค้าจ้างให้ทำบัญชีปิดงบบริษัทประจำปี แล้วอาจารย์เห็นหน่วยก้านพอมีแววเป็นนักสืบได้

“เริ่มแรกอาจารย์บอกมีจ๊อบให้ทำ เป็นงานเดินเอกสารติดต่อข้อมูลจากหน่วยงานราชการ ไม่คิดจะทำหรอก อยากลองดู” อำนวยพรเล่าถึงจุดเริ่มต้นก่อนเข้ามาสวมบทบาทนักสืบเอกชน เธอว่า ตอนหลังอาจารย์เดชาเลยเรียกมาช่วยงานบริษัทอยู่ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ค่อยติดต่อลูกค้า รายงานความเคลื่อนไหวให้ลูกค้า

ทำไปทำมาฝ่ายติดตามรายงานไม่ทัน ลูกค้ากลับมาด่าเธอ เป็นเหตุให้สาวมือใหม่ขอออกไปหาข้อมูลมารายงานลูกค้าเอง ไปสืบจับลูกหนี้ตามหมายจับทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่ใช้วิธีการหาข้อมูล ติดตามความเคลื่อนไหวของลูกหนี้ด้วยการเช็กข้อความจากโทรศัพท์มือถือ เพราะสมัยก่อนใช้ฝากข้อความไว้ที่ศูนย์สามารถตรวจสอบได้โดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

เธอแกะรอยรู้ว่า ลูกหนี้รายสำคัญที่ลูกค้ามีหมายจับตามตัวอยู่จะไปงานแต่งงานน้องสาวที่เชียงใหม่ อำนวยพรไม่ลังเลชวนรุ่นพี่ที่เป็นทนายความเดินทางขึ้นเชียงใหม่ตามล่าตัวทันที นั่งเครื่องบินไปแบบไม่รู้จุดหมายปลายทางที่แน่นอน ปรากฏว่า เป้าหมายไปอำเภอฝาง แต่ตอนนั้นมืดมากแล้ว ต้องหาที่พัก เงินดันหมด ต้องอาศัยเปิดโรงแรมเล็ก ๆ นอนคนละเตียงกับรุ่นพี่ที่เป็นผู้ชายแล้วรอบริษัทโอนเงินมาวันรุ่งขึ้น

ทำงานแบบทุลักทุเลเข้าไปคุยกับตำรวจเพื่อชวนไปด้วย ตำรวจไม่ยอม อำนวยพรเลยโทรศัพท์กลับมาปรึกษาอาจารย์เดชาได้รับคำแนะนำว่า ให้บอกตำรวจไปเลยงานนี้บริษัทมีค่าใช้จ่ายให้ เท่านั้นแหละตำรวจแทบยกโขยงมาช่วยทั้งโรงพัก ชี้เป้าจับลูกหนี้ได้สำเร็จ แต่ก็หวั่นเกรงอิทธิพลท้องถิ่นอยู่พอสมควร เสร็จงานเรียบร้อยก็รีบกลับไม่คิดชีวิต

“รถดันน้ำมันหมดกลางหุบเขา พี่ที่ไปด้วยกันให้กุ้งโบกรถ เพราะเห็นว่าเป็นผู้หญิง หลายคันไม่จอด มีรถตู้พยาบาลกำลังบรรทุกศพมาจอดแวะรับ ไม่รู้ทำยังไงแล้วก็ต้องขอติดรถไปกับศพมาลงปั๊มน้ำมัน จากนั้นต้องซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เด็กปั๊มผู้หญิงที่หอบลูกสาววัย 8 ขวบติดมาด้วยซิ่งมาส่งแบบหวาดเสียวตลอดเส้นทาง เป็นการทำงานสืบจับเครสแรกที่ตื่นเต้นมาก แต่ก็รู้สึกสนุกดี”

ตอนหลังเธอเริ่มรับงานคุยกับลูกค้าแล้วออกไปหาข้อมูลเอง เริ่มเรียนรู้เทคนิค รู้ช่องทางหาข้อมูล ใช้ความเป็นผู้หญิงให้ได้เปรียบ ปลอมตัวออกหาข่าว มีอยู่ครั้งนุ่งกระโปรงสั้น ทำตัวเป็นเซลขายวัสดุก่อสร้างไปหาข้อมูลดันเจอตัวพอดี ต้องวิ่งออกมาติดต่อทีมงาน พอจับได้ถูกฝ่ายผู้ต้องหาแจ้งตำรวจจับบนโรงพัก เดือดร้อนอาจารย์เดชาต้องเจรจากันอยู่นาน  เพราะลูกหนี้รายนี้มีอิทธิพลเส้นสายเยอะ อีกหลายรายก็ข่มขู่สารพัดถึงขั้นเอาปืนมาวาง แม้จะมีหมายจับ ยางคนเหนียวหนี้ มีแต่ยอมจ่าย

“ทำไปทำมาเริ่มรู้ว่าไม่ใช่ทางเราเท่าไหร่ เป็นผู้หญิงมันยากจะมาติดตามเร่งรัดหนี้สิน จู่ ๆ ก็กลายมารับงานสืบสวนพฤติกรรมเชิงชู้สาวแทน” อำนวยพรบอก หลังมีลูกค้ามาติดต่อว่าจ้างให้บริษัทหาพยานหลักฐานฟ้องหย่า ลูกค้าบอกภรรยามีชู้ รู้อยู่แก่ใจว่า แต่ละวันภรรยาไปไหนบ้าง เข้าโรงแรมไหน แต่ไม่มีหลักฐานทนายความก็ฟ้องให้ไม่ได้ “มาคุยกับเราให้เราช่วยหาหลักฐานฟ้อง ตอนแรกเราก็ปฏิเสธ บอกไม่เคยทำ สืบจับได้ สืบทรัพย์ทวงหนี้ได้ แต่สืบแบบถ่ายรูปตามพฤติกรรมชู้สาวไม่เคย คุยอยู่หลายครั้ง ไปปรึกษาอาจารย์ แกบอกแล้วแต่เธอก็แล้วกัน เลยลองดูเอาเงินไปซื้อกล้องถ่ายวิดีโอมาเป็นอุปกรณ์เก็บหลักฐาน”

นักสืบสาวยอมรับว่า ครั้งแรกไปก็ไม่ใช่ว่าทำได้ แค่ครึ่งทางเจอเป้าหมายแล้ว แต่มีความรู้สึกว่า กลัว หันหลังกลับถอยออกมา กลัวเขาจะรู้ตัว บอกลูกค้าไม่ไหว ทำไม่ได้ ไม่เอาแล้ว ลูกค้าก็อ้อน วันหลังไปใหม่ โทรคุยกับลูกค้าตลอดเวลารายงานตลอด ลูกค้าก็บอกว่า ตามมาด้วยอยู่ข้างหลัง ไม่ทิ้ง ให้กำลังใจตลอด ตามถึงเข้าโรงแรม เราก็โทรตามให้ลูกค้ารีบมา โทรปรึกษาอาจารย์ตลอดเวลา อาจารย์แนะให้ผู้ว่าจ้างเข้ามาแต่เอาตำรวจมาด้วย อย่าเข้าไปลำพัง เราก็บอกลูกค้าเอาตำรวจมาด้วย อย่ามาคนเดียว เดี๋ยวมีปัญหา

พอถึงโรงแรมลูกค้าเคาะประตูห้องเข้าไปพร้อมตำรวจ เธอก็ตามเข้าไปเพื่อบันทึกภาพเก็บหลักฐานทันที “ที่ผ่านมาไม่คิดว่าตัวเองเป็นนักสืบ คิดอย่างเดียวมาช่วยลูกค้า ไม่คิดว่าอนาคตต้องทำงานนักสืบ ลูกค้าเข้า เราก็เข้าด้วย ถ่ายกล้องวิดีโอสนุกเพลินเลย ผู้ชายนุงผ้าขนหนูอยู่ด่าลั่น ถือขวดจะมาตีหัว แต่มีตำรวจยืนกัน เราก็ไม่หยุดมีความรู้สึกว่า ลูกค้าจะเอาภาพก็ถ่ายตลอด ไม่รู้แค่ไหนจะพอ ผู้หญิงเข้าห้องน้ำไม่ยอมออกมา เพราะไม่ได้ใส่เสื้อผ้าต้องโยนผ้าขนหนูเข้าไป ออกมาได้เจอหน้าเราแบกกล้องอยู่ โมโหคว้ากล้องร่วงเลย เราก็ตกใจตบหน้ามัน มันก็กระชากผมเรา ลูกค้าต้องมาห้ามแล้วแยกออกมา พาลงประจำวัน เครสนี้เป็นระดับผู้บริหารบริษัทเอกชนทั้งคู่เลยไม่กล้าโวยวายอะไรมาก”

เธอเล่าอีกว่า สมัยก่อนลำบาก โทรศัพท์มือถือเครื่องใหญ่ ไม่มีกันทุกคน ต้องใช้ระบบเพจเจอร์ สั่งการกันช้า ติดต่องานยุ่งยาก ส่วนตัวเองก็ไม่คิดจะเป็นนักสืบ ไม่คิดตัวเองทำได้ คิดว่าจบเครสนั้นพอแล้ว ปรากฏว่าไม่ใช่ ลูกค้าคนเดิมแนะนำคนในวงการมาพบอีก คราวนี้เริ่มมีงานเข้ามาเรื่อยๆ เริ่มเครสมาก อาจารย์เดชาเลยขึ้นป้ายคัตเอาต์แยกบางกะปิใหญ่โต โฆษณาเปิดตัวเป็น นักสืบเอกชน รับจ้างสืบคดีชู้สาว เริ่มมีประสบการณ์ มีนาวิกโยธินชาวอังกฤษมาเป็นเทรนนิ่งฝึกอบรมสอนด้านการสืบสวนให้ แนะเทคนิคการสะกดรอย การใช้อุปกรณ์

เจ้าตัวบอกว่า พอเราเริ่มเป็น มีประสบการณ์แล้ว รู้สึกว่า เมื่อก่อนอยากเป็นนักข่าว อยากไปสัมภาษณ์คนนั้นคนนี้ เพราะนักข่าวเข้าถึงทุกคน ชอบ พอมาทำนักสืบแล้วมีความรู้สึกว่า นักข่าวไม่สนใจแล้ว เป็นนักสืบเข้าถึงมากกว่า รู้ลึกกว่า แต่การเข้าถึงจะแตกต่างกัน นักข่าวจะเข้าไปแบบตรง ๆ แต่อย่างเราต้องเข้าไปแบบไม่ให้เขารู้ว่าเราไปสืบเขา ต้องรู้ข้อมูลเขาในทางลับให้มากที่สุด

หญิงสาวที่ผันชีวิตมาสวมบทนักสืบอธิบายการทำงานว่า ส่วนใหญ่คำว่าชู้สาวไม่มีขีดจำกัด สมัยก่อนเป็นผู้หญิงจ้างสืบพฤติกรรมสามี ผัวไปมีเมียน้อย สืบกิ๊ก ทำงานมันมาก มีตบตีทุกราย ดูหนังสดทุกวัน เวลาถูกจับได้คาหนังคาเขา หน้าโรงหนังยังตบกัน เราต้องอยู่คนละที่ ถ้าช็อปปิ้งในห้าง ตบคาห้างเลย ในโรงแรมทุบรถพังเป็นคัน แต่เราจะไม่เปิดเผยตัว มีบางเครสลูกค้าเอาอาวุธไปด้วย มีอยู่รายที่ระยอง พอเข้าเกสต์เฮาส์ เราดูพฤติกรรมอยู่อีกห้อง ลูกค้าบอกจะเข้ามา เราก็ย้ำว่า ใจเย็น ๆ นะถ้ามา อย่าเอาอาวุธมานะ แกก็รับปากบอกไม่มี แค่อยากให้หน้ามัน อยากรู้แค่นั้น เราก็ชี้เป้าให้ว่าอยู่ห้องไหน ผู้ว่าจ้างมาเคาะห้อง สามีที่เอาอีหนูมากกโผล่มา ลูกค้าคว้าไม้หน้าสามตีหัวเลือดอาบทันที เราคิดในใจตายแล้ว  ไหนบอกไม่เอาอาวุธมา ทำเอาเราไม่กล้าออกจากห้องเลย คืนนั้นอดข้าวทั้งคืน ไม่กล้าออกมา

ทำงานมาหลายเครสมาก ตอนหลังเธอถึงรู้ว่า ต้องทำแบบไม่เปิดเผยตัว เพราะเสี่ยง ไม่อยากให้รู้ เป็นได้แค่สปายบอกความเคลื่อนไหวให้ผู้ว่าจ้าง ทีมงานอย่างน้อยมีประมาณ 2-3 คน แต่ละครั้งสมัยก่อนคิดราคาวันละ 6 พันบาท 7 วัน 4หมื่นบาท ปัจจุบันนี้กลับเหลือ 3หมื่นบาทต่อสัปดาห์ หรือวันละ 5พันบาท ถ้า 7 วันแล้วยังไม่ได้เรื่องลูกค้าต้องพิจารณาเองจะจ้างต่อหรือไม่ แต่เราจะมีรายงานให้ลูกค้าทุกวัน ไม่ชอบทำงานนาน ไม่ชอบทำงานซ้ำ ๆ เพราะอันตราย ถ้าจะชัวร์ลูกค้าต้องมีข้อมูลให้เรามาก่อน

อำนวยพรบอกว่า ลางสังหรณ์ต้อง 99 เปอร์เซ็นต์ ไม่เกิน 7วันเราทำได้แน่นอน แต่ถ้าแค่สงสัย ไม่แน่สัปดาห์อาจไม่ได้อะไรเลย อาจ 2-3 สัปดาห์ ลูกค้าจะถามคำถามเสมอว่า จะรู้ได้ยังไง จะได้ผลงานตามที่ต้องการหรือเปล่า เราก็จะบอกว่า ลูกค้าจะได้งานตามความเป็นจริงที่เราเห็น แต่ลูกค้าต้องเล็งให้ดี จะจ้างวันไหน ถ้าเล็งไม่ดีก็เสียวันไปเลย ยังบอกลูกค้าเลยต้องดูโหงวเฮ้ง ดูหมอมาก่อนก้ไดนะ บางทีลูกค้าจะเอาให้ได้ดั่งใจ แต่ไม่อยากเสียเงินแยะ

นักสืบผู้ช่ำชองในการแกะรอยคดีชู้สาวบอกอีกว่า เมื่อก่อนลูกค้าผู้หญิงเยอะ แต่เดี๋ยวนี้พอ ๆ กัน สืบชู้สาวไม่ใช่เฉพาะสามีจ้างสืบเมีย หรือเมียจ้างสืบสามี มีในเรื่องของกิ๊ก อาเฮีย อาป๋า มีเงินเยอะเอาไปเลี้ยงเด็กไว้หลายคนด้วย ซื้อคอนโดมิเนียม ซื้อรถ ให้เงินไว้ ก็จะจ้างสืบให้ตามไปดู สงสัยฝ่ายหญิงเอาเงินไปปรนเปรอใครหรือไม่ มีบางคนอยู่ภูเก็ตจ้างมา 4-5 รอบแล้ว เปลี่ยนผู้หญิงใหม่ตลอด เปลี่ยนไปเรื่อย ไม่ไว้ใจใครเลย แค่ต้องการหาหลักฐานมาบอกเลิกกิ๊ก ลูกค้าที่พบจะทำงานราชการเยอะมาก แต่ปริมาณการว่าจ้างไม่เท่าเอกชน เพราะเงินไม่ถึง ส่วนใหญ่จะโทรมาปรึกษา

“บางคนมีผู้หญิงอยู่ต่างจังหวัดทุ่มเงินให้สืบพฤติกรรมสามีหมดไปหลายแสนบาทแล้ว เราไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมต้องทุ่มเทขนาดนั้น พยายามคุยว่า ตามทำไม ปล่อย ๆ ไปบ้างก็ได้ แต่ใจเข้ามีความรู้สึกว่าต้องเอาชนะให้ได้ ต้องรู้ให้ได้ว่า สามีมีคนอื่น สามีก็บอกไม่ทำ แต่แกคิดว่าทำ เรามีความรู้สึกว่า ใช่ เมื่อก่อนผู้ชายอาจจะเป็น ตอนนี้อาจจะเลิกจริง ๆก็ได้ เพราะที่ตามมาไม่พบ แกจะเอาชนะผัวให้ได้ว่า ผัวโกหก เราไม่เข้ใจ รู้สึกเสียดายตังค์แทน มันละเอียดอ่อน เขาบอกเท่าไหร่ก็ยอมเสีย หมดตัวก็ยอม นี่เรื่องความรักหรือเนี่ย เหมือนคำที่ว่า เสียทองเท่าหัว ไม่ยอมเสียผัวให้ใคร มันก็ยังใช้ได้อยู่นะ” เธอมีความรู้สึกแบบนั้น

ลูกค้าหลายราย เธอบอกอยู่ในแวดวงตำรวจก็มี มีทั้งลูกค้าเป็นเมียตำรวจ หรือเป็นตำรวจเอง มีอยู่รายถึงขั้นไล่ยิงกันเลย เมียติดต่อให้ตามผัวตำรวจ ไปติดเจ้าของร้านอาหาร ฝ่ายชายไม่ยอมรับ เมียสงสัยมานานแล้ว ไปสะกดรอยตาม พอเรารู้จุดก็รีบแจ้งความเคลื่อนไหว ลูกค้าตามไปเห็นสามีนั่งอยู่ในรถกับกิ๊ก ไม่ยอมเปิดประตู จู่ ๆ ก็ชักปืนมาจ่อยิงใส่ไปในรถ กระสุนถูกวิทยุ ฝ่ายชายก็ขับรถหนี ลูกค้าก็ไล่ตามยิงใส่กลางถนน

“เราฟังเสียงปืนดังจากทางโทรศัพท์มือถือของลูกค้าที่เข้าใจว่ายังไม่ได้วางสาย คิดว่าสงสัยตายแน่ ทำอะไรไม่ถูกเลย ลูกค้ายิงล้อรถเพื่อให้จอด ไม่ได้เจตนายิงคน จนรถชนราวสะพานไปไหนไม่ได้ ผู้หญิงที่เป็นกิ๊กลงรถได้ก็วิ่งหนีไม่คิดชีวิต ส่วนแกลงมาได้เอาผัวกลับบ้านทิ้งรถไว้ เรางงอะไรกันเนี่ย เมื่อกี้ยิงกันแทบตาย อยู่ ๆกลับไปเฉย ๆ เอาลูกน้องมาเคลียร์ตอนหลัง”

ขณะที่อีกราย เป็นนายตำรวจยศ พ.ต.ท.แต่งเครื่องแบบมาติดต่อถึงสำนักงาน ทำเอาอำนวยพรตกใจนึกว่าตัวเองทำอะไรผิด กลับกลายมาว่าจ้างให้สืบพฤติกรรมเมีย ไม่กล้าสะกดรอยเอง อาจเพราะไม่ได้ทำงานอยู่สายสืบสวน ลูกค้าก็ยอมรับว่า เคยทำแล้วแต่ไม่สำเร็จ เห็นทั้งเห็นตำตา แต่ถ่ายรูปไม่ได้ แบบนี้ก็มี อำนวยพรยังเผยด้วยว่า สมัยนี้จะมีการฟ้องชู้กันมาก สมัยก่อนฟ้องหย่า ผู้หญิงทุกวันนี้เปลี่ยนใจมาหาหลักฐานเพื่อเอาไปฟ้องชู้ ไม่มีใครอยากเลิกกับสามี จะเอาตังค์จากชู้มากกว่า หรือไม่ก็คือให้ชู้พ้นไปจากสามี เหมือนเครสดาราดังทั้งหลาย ไม่อยากหย่าเพราะหวงสมบัติ ไม่ว่าจะเป็นดารา หรือนักธุรกิจดัง ๆ เพราะถ้าหย่าต้องแบ่งสมบัติทันที แต่คนที่เป็นกิ๊กต้องฟ้อง เงินไม่สนใจได้มากได้น้อย ขอแค่คำพิพากษาว่า  เป็นชู้  ให้ผู้หญิงเลิกไปมากกว่า  ศักดิ์ศรี ฟ้องกันเยอะมาก

จากประสบการณ์รับงานของอำนวยพรพบข้อมูลสถิติลูกค้าที่ให้มาสืบพฤติกรรมชู้สาวด้วยว่า มีเกือบทุกวงการ ทั้งนักธุรกิจ ดารา นักการเมือง แต่จะพบว่า ข้าราชการมีชู้มากสุด หากทว่าปริมาณการจ้างไม่ค่อยมี เพราะค่าจ้างค่อนข้างสูงพอสมควร ยิ่งระดับกลางถึงล่างไม่มีโอกาสเลย จะมีก็แค่เข้ามาร้องห่มร้องไห้จูงลูกจูงหลานมา มีเยอะมาก แต่คนที่มีฐานะ มีตังค์ถึงจะมาว่าจ้าง อีกประเภทก็มีพวกเสี่ย นักธุรกิจเลี้ยงดาราไว้ จ้างให้ตาม

“ตามสืบก็พบไปกับพวกดาราด้วยกันแหละ แต่ไม่ยอมรับ เราก็ต้องเอาหลักฐานมา ถ่ายภาพให้เห็นจะ ๆ เลย ดาราบางคนทำเป็นใจดีสู้เสือโวยวายจะไปแจ้งความ เรายิ่งชอบ ท้าให้ไปเลย พวกนี้เวลาเข้าวงการไม่ค่อยซื่อกับเขา คนที่เลี้ยงไว้ แต่ก็มีดาราดังบางคนเป็นลูกค้าเราเหมือนกัน ที่เป็นข่าวโด่งดังครึกโครมก็มี” นักสืบสาวอุบข้อมูลลูกค้าทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม