ดีตมือปราบนครบาลเผชิญชะตากรรมถูกพิษบ่อนเด้งไปอยู่ภูธรนานกว่า 10 ปี ก่อนเกษียณในตำแหน่งรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ

พ.ต.อ.บูรพา ฤกษ์สังเกตุ ผ่านเรื่องราวมากมายสมเป็นตำนานตำรวจอาชีพ เกิดอำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สอบเป็นนักเรียนพลตำรวจควบคู่กับการเข้าเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง รุ่นแรก  ทันทีที่จบปริญญาตรี เทียบวุฒิเลื่อนชั้นอยู่แผนกคดี กองบัญชาการตำรวจนครบาล แล้วเป็นรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง  โยกไปโรงพักดินแดง ได้นายใช้ระบบคุณธรรมเห็นผลงานหยิบไปอยู่โรงพักพญาไท

เจ้าตัวเล่าว่า สมัยก่อนทำงานสอบสวนแล้วต้องรับหน้าที่สืบสวนด้วย ทำจนนายไว้ใจ เราทำไม่ทำอะไรที่นายไม่สั่ง ไม่เคยทำอะไรใต้โต๊ะ เป็นหัวหน้าสายสืบพญาไทลุยนักเลงบ่อนประตูน้ำ บ่อนกิ่งเพชร แตกกระเจิง  แต่ก็ไม่ได้จะพูดว่า เราคนดี เราก็ตำรวจ ไม่มีใครดีทุกคนหรอก แต่ถือว่า ทำงานกันด้วยเครดิต คุยกันแบบลูกผู้ชาย ยุคนั้นบ้านเสี่ยปอ ประตูน้ำ นายไม่ให้ไป เราก็ไม่ไป ไม่มีภารกิจเราก็ไม่เข้า วันเกิด ตรุษจีน ปีใหม่ เราก็ไม่เคยเข้า เพราะอะไร เข้าไปก็ได้ตังค์ จริงไหม

หัวหน้าสายสืบโรงพักกลางกรุงในอดีตบอกว่า ทำงานตามหน้าที่ของเรา ถ้านายให้จับ เราก็จับ เหมือนแดง โคลีเซียม หรือยัน กิ่งเพชร นักเลงรุ่นนั้น เราก็คุยกันดี แต่ลูกน้องของเขาแต่ละคนแสบๆ ทั้งนั้น เข้าไปที่โคลีเซี่ยม คาเฟ่ เอาปืนยิงตูมๆ เจ้าของก็หนาวแล้ว เมื่อก่อนนักเลงก็นักเลงเลย เราก็ไปลุย “ผมบอกว่า มึงอย่าไปทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน   ถ้ามึงทำ กูก็จับมึง กูกับมึง ไม่มีอะไรส่วนตัว แต่ว่ากูเป็นตำรวจ ชาวบ้านเดือดร้อนกูก็อยู่ไม่ได้ ไม่ต้องมาเคลียร์หรอก มึงไม่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนมึงก็อยู่ได้ แค่นั้น ถ้ามึงไม่เลิกทำ มึงก็อย่าเข้าพื้นที่”

กระทั่งมีขาใหญ่อยู่รายหายหน้าออกพื้นที่ไปพัก พอกลับมาได้ 7 วันถูกยิงตาย หนังสือพิมพ์พาดหัวเลยว่า ร.ต.อ.หัวหน้าฝ่ายสืบสวนพญาไทห้ามเข้าพื้นที่ พอเข้ามาเลยตาย “นายเรียกผมไปถาม มึงยิงมันหรือ ก็รีบบอกว่า ผมไม่เกี่ยวเลย ศัตรูมันเยอะแยะ ผมก็ไม่ถึงขนาดนั้น ผมไม่ทำหรอก แต่ก็มียิงเหมือนกัน เพราะมันแล้วแต่หน้างาน ก็ว่ากัน”

อยู่พญาไท 7 ปี พ.ต.อ.บูรพาเล่าว่า ไม่เคยร้องขอนาย อยากทำโน่น ทำนี่ แต่บางทีนายเห็นว่าเราทำได้ ไว้ใจเรา คือ ถ้ามอบหมายงานให้เราแล้ว เราทำไม่เลิกจนกว่าจะสำเร็จ นายก็ชมว่า เรากัดไม่ปล่อย ตอนหลังนายชวนไปอยู่สืบสวนเหนือ ไปอยู่ได้ไม่กี่ปี ภารกิจก็รู้ๆ อยู่  เราไม่ได้คบคนดี เราคบแต่คนชั่ว อยู่ไปพักหนึ่งก็เบื่อ คุยกับโจร คบกับโจร เที่ยวกับโจร คนดีๆ ไม่ค่อยได้คบ แถมเจอนายบางคนเอาแต่ใจ ทำโน่นทำนี่ เราก็รับไม่ได้ อึดอัดอยู่พื้นที่ดีกว่า

เป็นจังหวะที่ “บริบูรณ์ วาราชนนท์” เคยอยู่พญาไทด้วยกันย้ายขึ้นสารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน เขาเลยขอติดสอยห้อยตามไปทำงานด้วย พหลโยธินเวลานั้นโจรชุกชุม เปิดโอกาสให้ผู้กองบูรพาทำงานเข้าตาผู้บังคับบัญชาขึ้นเป็นสารวัตรสืบสวนโรงพักพหลโยธิน  “ผมยืนยันได้ สมัยผมอยู่นครบาล เราได้โตในหน่วยที่มีคุณธรรม ไม่ต้องใช้เงิน เส้นก็พอมีได้ แต่ส่วนใหญ่จะมาจากงาน” พ.ต.อ.บูรพาสะท้อนชีวิตเครื่องแบบยุคก่อน

เขาแจ้งเกิดที่โรงพักพหลโยธินในเหตุการณ์วิกฤติตัวประกันเป็นภาพข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่เจ้าตัวไม่มีวันลืม พ.ต.อ.บูรพาย้อนลำดับนาทีระทึกว่า ขณะออกตรวจกับลูกน้องตามปกติ ได้ยินวิทยุว่า มีคนร้ายยิงตำรวจก็หูผึ่งรีบไปที่เกิดเหตุทันที เช็กข้อมูลว่า เป็นใคร นึกว่า เป็นโจรปล้นฆ่า แต่ปรากฏว่า ไม่มีข้อมูล ไม่รู้อะไรเลย เพียงแต่แขนซ้ายมันจะลีบๆ หน่อย อุ้มเด็กไปคนหนึ่ง เอาปืน .357 จ่อหัวเด็ก “ผมเข้าไปใกล้มันไม่ถึง 5 เมตร อยู่ในซอยพหลโยธินใกล้โรงพักในปัจจุบัน จะยิงไปก็ไม่ไหว เลยคุยกับมัน มันก็จะให้แก้ผ้าคุย ผมก็บอกว่า แค่สวมแต่กางเกงก็อายแย่แล้ว มันไม่ไว้ใจเรา ช้าง-ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย แป๊ะ-จักรทิพย์ ชัยจินดา อยู่สืบสวนเหนือเดินตามผม บอกให้ชาร์จเลย”

“ผมบอกกับทั้งคู่ว่า มึงจะให้กูไปตายหรือ มันถือ .357 ง้างนกไว้อย่างนี้ ถ้ามันแตะไกปืนนิดเดียวก็ตายแล้ว โชคดีไป มันง้างนกรอไว้อย่างนี้ แต่มันก็ไม่ยิง คุยกันไปตั้งแต่ในซอย ใช้จิตวิทยา ให้มันผ่อนคลาย  ฟังไปเรื่อยๆ ให้มันระบายได้ผ่อนคลาย ชวนมันไปคุยโรงพักไป เอาเด็กลงซะ มันก็อุ้มเด็กไว้ เพราะมันก็กลัวใครยิงมันเหมือนกัน ชวนมันเดินจนมาถึงสี่แยกรัชโยธินในปัจจุบัน มันถึงยอมเอาปืนให้ผม”

พ.ต.อ.บูรพาส่ายหัวเล่าต่อว่า ตอนนั้นนายมากันหมด ใครต่อใครกรูกันเข้ามา เราก็นึกว่าจะเอาตัวเข้าโรงพักพหลโยธิน ดันเอาไปโรงพักสุทธิสารแถลงข่าวหน้าตาเฉย เรานั่งรออยู่ที่พหลโยธินยังแปลกใจ ทำไมหายไปไหนกันหมด แต่ก็ถือว่า จบด้วยดี มีภาพออกไปตามหน้าหนังสือพิมพ์ น้องที่ไปเรียนปริญญาโทอยู่อเมริกายังโทรศัพท์ทางไกลมาคุย มีโทรทัศน์จากญี่ปุ่นมาสัมภาษณ์ บอกว่า ไม่กลัวตายหรือที่เอาตัวเองไปเป็นตัวประกัน เราก็บอกว่า ญี่ปุ่นมีหน่วยกามิกาเซ่ คนญี่ปุ่นกล้าขับเครื่องบินลงปล่องเรือรบอเมริกา คนไทยก็เหมือนคนญี่ปุ่นนี่แหละ ไม่กลัวตายเหมือนกัน เพราะเป็นหน้าที่

เสร็จจากวีรกรรมครั้งนั้น พล.ต.ท.วินิจ เจริญศิริ เป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล มีข่าวว่าจะให้กลับไปเป็นสารวัตรสืบสวนโรงพักพญาไท มีผู้ใหญ่หลายคนมาจับมือแสดงความยินดี ปรากฏว่า วันรุ่งขึ้น เฮียปอ ประตูน้ำ ไปคุยโวว่าสนิทสนมกัน ทำให้ย้ายไปอยู่เตาปูนแทน ก่อนถูกเตะไปโรงพักคันนายาว คุมพื้นที่  80 ตารางกิโลเมตร มีแต่ท้องนา บ้านคนไม่ค่อยมี ไม่นานได้ขึ้นเป็นรองผู้กำกับการปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ

เจ้าตัวเปิดปฏิบัติการกวาดล้างแผงขายของริมถนนตั้งแต่หน้าวัดไผ่ตันยันสวนจตุจักร เพราะเห็นชัดว่าเป็นของโจรเอามาวางเกลื่อนเต็มไปหมด ประกอบกับชาวบ้านมาร้องเรียนได้รับความเดือดร้อน มีขาใหญ่มาคุม “ ก็รู้ๆ กันอยู่ มันมีคนได้ประโยชน์ ผมคุมสายปราบปรามก็รู้ ประกาศเลยว่า ผมไม่เอานะ ชาวบ้านเดือดร้อน ไม่ให้ขายของเก่า ห้ามขายหมด เมื่อไม่มีใบอนุญาต ห้ามขาย ถ้าขายของกินไม่ว่า แต่กลุ่มของเก่าใหญ่กว่า พอผมไม่ให้ขาย มันก็ให้คนมาติดต่อ นึกว่าเราจะขึ้นค่าตัว ผมก็บอกว่า ไม่เกี่ยว แค่ชาวบ้านเดือดร้อน มันก็บอกว่า บ้านไหนเดือดร้อนให้บอก แล้วใครจะกล้าพูดล่ะ พูดไปก็อยู่ไม่ได้ ผมบอกเอาอย่างนี้ดีกว่า พูดไปก็เดือดร้อน ไปเอาว่า บ้านไหนให้คุณขายดีกว่า ไปล่ารายชื่อมาเลย ถ้าทุกคนยอม ผมก็จะให้คุณขายกัน ทีนี้มันก็ไปเลย ไม่มาอีกเลย”

ทำได้ไม่กี่เดือน พ.ต.อ.บูรพาว่า นายจะดึงกลับไปอยู่กองสืบ จะให้ไปช่วยงาน แต่ตอนนั้นก็ไม่อยาก  ทำไมทำมานายทะเลาะกัน มองเราเป็นเด็กของอีกฝ่าย หาเรื่องจับนางทางโทรศัพท์แล้วมีคำสั่งสำรองราชการซะอย่างนั้น ผู้ใหญ่กัดกันแล้วเอาเราไปเกี่ยว พอพ้นมลทินย้ายลงสืบสวนธนบุรี ตอนนั้นไม่ทำงานเลย เซ็งไปหมด ตอนหลังเปลี่ยนโครงสร้างเป็นสืบสวนนครบาล 7 ไปอยู่จนขึ้นเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลเตาปูน

“ อยู่ได้ไม่ถึงปี โดนบ่อนเตาปูนอีก ทั้งที่บ่อนไม่ได้โดนจับ แต่ 7 โรงพักนครบาลโดนหมดแล้ว แต่ลึก ๆ เป็นเกมการเมือง ผมทำงานมองแต่เรื่องโจรผู้ร้าย ไม่เคยใส่ใจเรื่องพวกนี้ เลยโดนสอยทั้งโรงพัก ย้ายด่วน 24 ชั่วโมง ไปอยู่น้ำยืน อุบลราชธานี เดินทาง 600 กิโลเมตร เป็นการออกนครบาลครั้งแรก และไม่ได้กลับมาอีกเลย กางแผนที่ยังหาไม่เจอ ติ่งชายขอบประเทศติดกับลาว และเขมร”

เป็นผู้กำกับโรงพักตำรวจภูธรครั้งแรก ไม่วายเจอบ่อนอิทธิพลของอดีตตำรวจสายสืบเส้นใหญ่ให้เมียเปิดเล่น พ.ต.อ.บูรพา เจอลองของทันที เมื่อสั่งจับแล้วถูกร้องเรียน จ่าตำรวจหัวหมออ้างว่าหย่ากับเมียแล้ว ถ้าจะเรียกไปสอบต้องทำหนังสือมา ท้าทายกันจนอดีตนักสืบนครบาลส่งลูกน้องไปสืบเสาะบ้านเข้ามือทำอะไร จดทะเบียนหย่าแล้วยังนอนกันอยู่เป็นหลักฐานมัดตัว แต่ตำรวจนอกแถวยังร้องไปถึงสภา เขาต้องไปชี้แจงกรรมาธิการ

“ ผมบอกว่า ผมเคยอยู่เตาปูน ท้องที่ผมมีบ่อน ผมจับบ่อนไม่ได้ ผมถูกย้ายไปอยู่อุบลราชธานี  ผมจับบ่อนได้ ผมกลับต้องมารายงานตัวกับท่านที่นี่ ผมไม่เข้าใจชีวิตผม ที่ประชุมหัวเราะกันตรึม ผมก็เล่าให้ฟังตามเรื่องจริง มันก็เถียงผมไม่ได้ เขาก็ตอกหน้ามัน บอกว่าพอใจไหมที่ร้อง ที่ชี้แจง ยังข้องใจอีกไหม มันก็พูดไม่ออก กลับมาผมก็แจ้งความดำเนินคดีมันทุกข้อหา ผู้การให้มันออกจากราชการ พ่อมันมาหา มานั่งคุยบอกว่า ผมก็เล่ารายละเอียดหมด ยืนยัน ก่อนจะดำเนินคดี ผมพยายามคุยดีๆ แล้ว เรียกให้มาพบก็ไม่มาพบ และยังท้าทาย อย่างโน่นอย่างนี้ พ่อมันถึงเข้าใจ”

จากเมืองกรุงสู่ทุ่งถิ่นทุรกันดาร อดีตมือปราบนครบาลเดินนโยบายยึดหลัก ไม่มีบ่อน ไม่มีใต้ดิน ไม่มีอะไรทั้งนั้น ไม่เอา เขายืนยันว่า ข้างนอกเราทำได้ แต่ในนครบาลทำไม่ได้ เพราะของนายทั้งนั้น ของข้างบน คนข้างล่างมีหรือจะกล้า ถ้านายไม่ให้เปิด รู้กันทั้งนั้น เรื่องพวกนี้ ใครดีใครเลว ปิดกันไม่ได้ อย่ามาอวดว่าเป็นคนดี

ปีถัดมา พ.ต.อ.บูรพา ไปลงอำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี ปีเศษถูกเด้งอีกด้วยข้อหาไมไปงานวันเกิดรองผู้บัญชาการ โดนเสนอย้ายออกนอกพื้นที่ ด้วยเหตุผลว่า ทำงานโรงพักเพื่อประชาชนได้คะแนนน้อย เล่นเอาประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะเดินขบวนไม่ให้ย้าย แต่เจ้าตัวห้ามไว้เกรงว่าจะเดือดร้อนหนักกว่าเก่า สุดท้ายไปอยู่อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย  ผู้ว่าราชการจังหวัดยังแซวในวันรายงานตัวว่า ถ้าอยากตายโหง ตายห่าให้อยู่กงไกรลาศ ถ้าอยากเป็นเศรษฐีให้ไปอยู่ศรีสำโรง

“ผมก็บอกว่า ไม่เป็นไรหรอกครับท่าน ผมเป็นตำรวจ ถ้าผมกลัว ผมก็ไม่มา มือปืนที่นั่นมันเยอะผมก็ไม่ใช่คนสองมาตรฐาน คือ ถ้าผิดก็จับ พวกไปอยู่ก็ไปโดนลองของประจำ เจอประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านที่นั่นข้าราชการกลัวกันหมด ลูกน้องก็มาเตือนว่า ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านร้าย ข้าราชการยังโดนด่าว่าเสียหายหมด ผมก็บอกว่า ไม่มีอะไรจะไปกลัวทำไม ประชุมครั้งแรกมันก็ลองของเลยหาว่า ท่านผู้กำกับกงไกรลาศ คนใหม่ อาจไม่รู้ ตำรวจท่านจับยาเสพติด จับยาบ้า 20 เม็ด เอาเหลือ 2 เม็ด แล้วเอาเงินไป 5,000 หรือ 8,000 ท่านรู้ไหมว่า ทำแบบนี้มันไม่ถูก ท่านเป็นคนใหม่ต้องทำให้ดี” พ.ต.อ.บูรพาว่าประสบการณ์

“พอพูดเสร็จ ผมก็ยกมือขออนุญาต นายอำเภอที่เป็นประธาน พูดในส่วนที่ถูกพาดพิงผมขอความกรุณา เอาหลักฐานให้ผมหน่อย ผมจะดำเนินการสิ่งที่ท่านพูด เพราะผมก็ไม่เห็นด้วย เขาก็ว่าจะเอามาได้ไง มันอันตราย ผมก็ว่า ถ้าท่านพูดอย่างนี้ ที่ประชุมแห่งนี้มันไม่ได้พูดกันเล่นๆ ที่พูดกัน มันจะบันทึกไว้หมด แล้วสิ่งที่ท่านพูดทำให้ตำรวจกงไกรลาศเสียหาย เพราะฉะนั้นถ้ามีบันทึกการประชุมวันนี้ แล้วมีการแจ้งความดำเนินคดีกับท่าน เพราะท่านดูหมิ่นเจ้าพนักงาน แต่ถ้าท่านมีหลักฐานเอามา  ผมจะจับเอง ไม่ต้องกลัว ผมทำจริง ทีนี้ก็อ่ำๆ อึ้งๆ ไปไม่เป็นละ ท่านต้องไปขอร้องนายอำเภอ ขอร้องว่าอย่าบันทึกนะ เพราะถ้าบันทึกไป แล้วตำรวจเห็น ท่านเดือดร้อนนะ มันผิดกฎหมายนะ ไม่ใช่พูดกันเล่นๆ พอเลิกประชุม มันฮือฮาเลย บอกประธานชมรมโดนต้อน พอประชุมครั้งต่อไป มันไม่พูดเลย บอกไม่เอา เดี๋ยวผู้กำกับจับผม ก็บอกว่าผมจะไปจับได้ไง ถ้าท่านทำถูกกฎหมาย แต่ถ้าท่านทำผิดผมก็ต้องจับ”

ปรากฏว่า อยู่ไม่นานโดนโยกอีกเป็นผู้กำกับการอำนวยการตำรวจภูธรจังหวัดนครสวรรค์ ให้ไปดูแลงบประมาณ ทำทุกอย่างให้โปร่งใส ตรวจไปตรวจพาถูกตาปลาพาเอาผู้บังคับบัญชาโกรธ ทั้งที่พบมีการทุจริตกัน “ผมไม่ใช่คนดี แต่เรื่องแบบนี้ผมไม่เอา” เขาย้ำอุดมการณ์หนักแน่น ก่อนย้ายไปอยู่สถานีตำรวจภูธรอำเภอสามเงา จังหวัดตาก งัดอิทธิพลกลุ่มพ่อค้าไม้เถื่อน ส่งผลให้ย้ายไปลงอำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ กอบกู้ชื่อเสียงทำโรงพักเพื่อประชาชนจากอันดับสุดท้ายของประเทศขึ้นมาอยู่อันดับ 1 ของภูธรภาค 3 และได้เลื่อนเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ 2 ปีก่อนเกษียณอายุราชการ

“บางคนมีโอกาสขึ้น ไม่ขึ้น เพราะอยู่โรงพัก มีโอกาสหาเงิน ผมไม่ใช่คนดี แต่ผมไม่เอาเรื่องพวกนี้ อยู่ให้คนสาปแช่ง ก็อยากฝากตำรวจรุ่นหลังว่า ให้ทำงานกันจริงๆ จังๆ กันหน่อย คิดดูนะ แสบที่สุด ตำรวจฝ่ายสอบสวน สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้คนมากที่สุด เช่น คนถูกรถชน ร้อยเวรไม่เคยไปดู ไม่เคยสนใจ แทบจะไม่เห็นร้อยเวร มันนั่งทำงานในโรงพัก ชาวบ้านเดือดร้อน แล้วอ้างว่า ลำบากอย่างโน่นอย่างนี้ ถ้าลำบากก็ย้ายไปสิ ไม่เห็นมีใครลำบาก ควรรู้จักมารับใช้ชาวบ้าน ไม่ใช่มาอยู่เสวยสุข” อดีตรองผู้การตำรวจภูธรฝากแง่คิด

“ผมกล้าบอกเลยว่า มาเป็นตำรวจ เพราะเกลียดตำรวจ พอมาเป็นตำรวจแล้ว ต้องไม่ทำอย่างนั้น แต่ทุกวันนี้ยังเกลียดมากกว่าเดิมอีก เห็นทำตัวยิ่งใหญ่ ไม่มีอุดมการณ์ ยังจำได้ สมัยก่อนโดนจับไปนั่งปฏิบัติธรรม ฟื้นฟูอุดมการณ์ พัฒนาคุณภาพชีวิต ผมก็เรียนว่า ทุกอาชีพ ทุกคนมีอุดมการณ์หมด ทุกคนจะมองคนนี้ขยัน มือสะอาด ซื่อสัตย์ มีอุดมการณ์ ต้องเอาอย่างคนนี้ แต่ปรากฏว่า ไม่ได้เป็นสารวัตรซะที เจอน้องเลียแข้งเลียขา รับใช้นาย หาของให้นายแดก รับใช้ที่บ้าน รับใช้ใกล้ชิด หิ้วกระเป๋า แซงรุ่นพี่ไปแล้ว กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร เมื่อคนดีๆ มีอุดมการณ์ ไม่โต แต่คนเลียแข้งเลียขามันโต ทุกคนก็เปลี่ยนความคิดหมด ก็ไม่มีใครเอาอย่างคนนั้น ทุกคนก็วิ่งเต้นกันหมด แทนที่จะตอบแทนคนดีให้ได้  ไม่ใช่ยอมเอาคนวิ่งเต้น เอาคนเสียเงินให้ได้ดี แล้วจะไปเรียกร้องเอาอุดมการณ์ที่ตรงไหน”

บูรพา ฤกษ์สังเกตุ !!!