ชีวิตผ่านเรื่องราวคดีสำคัญมาอย่างโชกโชน แต่ชีวิตราชการไม่รุ่งเหมือนผลงานชิ้นโบแดงที่ตัวเองเนรมิตขึ้นประดับแฟ้มปทุมวัน

พ.ต.อ.สมศักดิ์ ทิวถนอม ถึงเกษียณอายุแค่ตำแหน่งผู้กำกับการฝ่ายกิจกรรมนักเรียน กองบังคับการปกครอง โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ทิ้งตำนานไว้เบื้องหลัง

เขาเป็นชาวอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เข้าเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่เคยคิดเป็นตำรวจ อยากเป็นอัยการ หรือผู้พิพากษา แต่พอจบเมื่อปี 2511 กรมตำรวจเปิดรับพนักงานสอบสวนที่จบนิติศาสตรบัณฑิต รัฐศาสตรบัณฑิต ไล่เลี่ยกับปลัดอำเภอ ตัดสินใจสมัครสอบทั้ง 2 แห่ง ผลปรากฏว่า ติดทั้งคู่ เพียงแต่ตำรวจเรียกรายงานตัวก่อน ชีวิตเลยหักเห

บรรจุครั้งแรกอยู่โรงพักเมืองจันทบุรี 8 เดือนย้ายไประยอง ทำคดียาเสพติดประเภทผงขาวที่ระบาดหนักย่านสนามบินอู่ตะเภานาน 3 ปี ขยับลงอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี เล่นบทบู๊เต็มรูปแบบจัดการเก็บกวาดแก๊งปล้นควายที่อาละวาดหนักในสมัยนั้น อีกทั้งเป็นแหล่งตำนานเสือภูธรก่อคดีปล้นฆ่าฉุดผู้หญิงทำเมีย จุดเริ่มต้นที่ทำให้เขารู้จัก “เสืออบ ขยันกิจ” วายร้ายชื่อก้องในเวลาต่อมา

อดีตนายตำรวจมือดีลำดับเรื่องราวว่า วิธีปราบโจรสมัยก่อน ทำกันเป็นเรื่องเป็นราวอาศัยสายเป็นโจรเก่าที่กลับใจ มีอยู่รายได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน แต่ยังไม่ยอมทิ้งลาย ตำรวจที่จังหวัดวางแผนจะยิงทิ้ง เรารู้เลยไปเตือน มันยังเถียง ไม่เชื่อว่าจะจริง และจะเอาเมียไปด้วย “ผมก็บอกมึงจะโดนทั้งผัวทั้งเมีย มึงไม่ต้องพูดมาก สุดท้ายมันโดนยิงจริงแต่ไม่ตาย มันเลยไว้ใจผม เวลามีอะไรก็มาเล่าให้ผมฟังหมด ชีวิตผมถึงหักเหสู่วงการนักสืบมือปราบ”

ได้รับคำสั่งให้ปราบปรามโจรผู้ร้ายในพื้นที่อย่างหนัก พ.ต.อ.สมศักดิ์เป็นเพียงแค่ผู้หมวดเล่าว่า กิตติศัพท์ของโจรสี่คิงส์ดังมากในละแวกปราจีนบุรียันพื้นที่พนมสารคาม ฉะเชิงเทรา ใช้เรือแล่นในแม่น้ำนครนายกตระเวนปล้นชาวบ้านมาออกแม่น้ำบางปะกง ส่วนใหญ่ปล้นเครื่องสูบน้ำตามบ้านริมคลอง มีเสืออบอยู่ในนั้นด้วย เป็นเขตอิทธิพลโค้วตงหมง หรือประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ อดีตนักการเมืองของจังหวัดฉะเชิงเทรา มีซุ้มมือปืนมากมาย ชาวบ้านกลัวเกรงมาก ขณะที่ เสืออบขณะนั้นโดนจับข้อหา ซ่องโจร ทำให้มีโอกาสได้พูดคุยกันตอนนำตัวฝากขัง ไม่คิดว่า สักวันจะมาก่อคดีใหญ่ถึงขั้นรับงานฆ่านายตำรวจระดับบิ๊กห

ด้วยความที่มีสายเยอะเวลามีเหตุเกิดขึ้น เขาจึงไขคดีออกอย่างรวดเร็ว ทำให้ชื่อเสียงโด่งดังมาถึงเมืองหลวง มีคำสั่งย้ายเป็นรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียน ที่สมัยนั้นตำรวจภูธรน้อยรายจะได้ย้ายเข้ามาอยู่นครบาล มี “ประพันธ์ มุสิกานนท์” เรียกไปช่วยงานที่สืบสวนนครบาลใต้ เพราะมองเห็นฝีมือและความที่กว้างขวางในชุมทางมือปืนสายปราจีนบุรี

พ.ต.อ.สมศักดิ์เล่าว่า พอดีได้ข่าวจากผู้ใหญ่บ้านคนที่เคยช่วยชีวิตไว้ว่า มีกลุ่มมือปืนซุ้มของเสืออบรับงานใหญ่ในกรุงเทพฯ เป้าหมายสวมเครืองแบบสีกากี ไม่รู้ไปรษณีย์ หรือตำรวจ เราก็มานั่งคุย มาวิเคราะห์ว่า พวกนั้นจะยิงใคร และเรื่องอะไร เสร็จสรรพจึงไปปรึกษานายประพันธ์  และท่านพินิจ สุนสะธรรม พาเข้าพบท่านอมร ยุกตะนันท์ เวลานั้นเป็นผู้การใต้ให้ไปเช็กข้อมูลให้แน่ชัดก่อน

ทีมสืบสวนใต้ออกหาข่าวตามข้อมูลที่ได้คลำจนเจอเป้าหมายเป็นบ้านของ พ.ต.อ.ไกรสิงห์ พิมลศรี รองผู้บังคับการกองปราบปราม มือขวา พล.ต.อ.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น ที่ขณะนั้นเป็นรองอธิบดีกรมตำรวจ จึงรีบกลับไปรายงานผู้การอมร ยุกตะนันท์ แต่ดันไม่เชื่อ ผ่านราว 2 สัปดาห์ปรากฏว่า พ.ต.อ.นรินทร์ วิทยาวุฒิกุล รองหัวหน้ากองวิชาการกรมตำรวจ และเลขานุการรองอธิบดีมนต์ชัย ถูกยิงตาย

“พอโดนยิงปัง ผมรู้เลยว่า มือปืนชุดของเสืออบแน่ แสดงว่าจะยิงหมด ทีมงานของท่านมนต์ชัย ชนวนมาจากสอบทุจริตคดีลักลอบขนสินค้าพีเอ็กซ์ของทหารอเมริกันหนีภาษี มีรองผู้บังคับการตำรวจสันติบาลอยู่เบื้องหลัง ผมปะติดปะต่อได้ก่อนใครว่าต้องเป็นกลุ่มนี้ สืบสวนเหนือ สืบสวนใต้ยังวิ่งกันพล่าน มาบอกท่านอมรอีกครั้ง คราวนี้ เสียงอ่อย ให้รองประพันธ์พาพบท่านสุวรรณ รัตนชื่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สั่งให้ผมลงไปแกะรอยอยู่ที่ปราจีนบุรี”     

อดีตตำนานมือปราบบอกว่า มีคนมาขอร้องไม่ให้ทำได้ไหม เสนอเงิน 2 แสนบาท แต่เราไม่ยอม เพราะเราเป็นตำรวจ ไม่ทำไม่ได้ ตอนนั้นไม่ได้อยู่กองเลย ออกไปนอนตามโรงแรม คุยกับผู้ใหญ่บ้านที่เป็นสายช่วยหาข่าวเอามาประมวลเกือบจะสมบูรณ์แล้ว ท่านณรงค์ มหานนท์ เป็นผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจสั่งสืบสวนเหนือ สืบสวนใต้หยุดสืบ ให้สมศักดิ์ทำคนเดียว เพราะข่าวเราได้จะ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว แม้กระทั่งรถที่เอาไปยิงชำแหละชิ้นส่วนไว้ที่ไหน ตัวอยู่ไหนเรารู้หมด

ขั้นตอนสุดท้ายก่อนดีเดย์ เขาถูก “มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น” เรียกเข้าไปพบเพื่ออธิบายเรื่องทั้งหมด จากนั้นประชุมวางแผนเปิดฉากเข้าปฏิบัติการพร้อมกันหลายจุดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2519 เขาได้รับมอบหมายให้ติดตามนายหวาน หอมสมบัติ ที่ถิ่นเก่าจังหวัดปราจีนบุรี เกิดการปะทะกันนายหวาน โดนเขายิงตับแตกนำส่งโรงพยาบาลอภัยภูเบศร์ ส่วนชุดของ พ.ต.อ.ธนู หอมหวล ขณะนั้นเป็นผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครใต้ พร้อม ร.ต.อ.โชติพงษ์ โชติช่วง จับตายนายเหล็ก โชติช่วง ที่บ้านอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

วันเดียวกัน นายเพชร โชติช่วง และนายใช้คง แสงไชย เพื่อนร่วมทีมก็จนมุม มีเพียงเสืออบ ขยันกิจ ไหวตัวหลบหนีได้ “มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น” ถึงกับนั่งเฮลิคอปเตอร์ตามไปสอบปากคำด้วยตัวเอง ทั้งหมดรับสารภาพร่วมกันสังหาร พ.ต.อ.นรินทร์ วิทยาวุฒิกุล มีเสืออบเป็นคนรับงาน ก่อนที่เสืออบจะถูกตามล่าวิสามัญฆาตกรรมกลางป่าเมืองแกลง จังหวัดระยอง

เสร็จจากปิดแฟ้มชิ้นโบแดง ไม่กี่เดือน พ.ต.อ.ชวลิต สุคนธวิท เป็นรองผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครใต้ เรียกมาช่วยคลี่คลายคดีเรียกค่าไถ่ 2 ลูกชายนายวรสันต์ ภัทรธีรานนท์ เจ้าของผู้จัดการโรงงานตะปูไทยสินเหล็กเป็นเงิน 1 ล้านบาท “จริงๆ ผมก็ไม่รู้เรื่องนะ แต่ดันอยู่ในห้องประชุมแล้วผิดสังเกตคนให้การของพยานที่อยู่ในเหตุการณ์อ้างว่า รับเด็กสองคนแล้วถูกคนร้ายจี้จับมัดพาไปทิ้งข้างทาง ก่อนพาเด็กสองคนหายไป ผมก็มานั่งเช็กดู มันเป็นคนเพชรบุรีเลยบอกกับนายว่า สงสัยมันจะรู้กันด้วยหรือเปล่า”

ประสบการณ์ของเขาตอบข้อกังหาได้ว่า สมัยนั้นแก๊งอุ้มเรียกค่าไถ่จะมีแค่ปราจีนบุรี กับเพชรบุรีเท่านั้น ยิ่งพอเข้าที่ประชุมฟังจากโทรศัพท์คนร้ายเรียกค่าไถ่ พูดสั้นใจความว่า เอาเงินเท่านั้น นัดไปวางที่นั่น ให้ไปคนเดียว ที่ประชุมฟันธงทันทีว่า ไม่ฝีมือทหารก็ตำรวจ เพราะกลัวตำรวจจะดักอัดเทปไว้ เมื่อตกลงวางแผนกันแล้วจึงกำหนดจุดติดตาม ให้ผู้เสียหายถือเงินไปจ่าย สะกดรอยถึงที่ทำการป่าไม้อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี เมื่อคนร้ายรับเงินแล้วได้เดินทางไปพบ พ.ต.ต.วิโรจน์ ประเสริฐกุล สารวัตรใหญ่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเพชรบุรี ส่วนเด็กทั้งคู่ถูกปล่อยตัว

คดีกระจ่างชัดขึ้นทันที พ.ต.อ.สมศักดิ์ ขยายความว่า พอรู้เป็นสารวัตรใหญ่เมืองเพชรบุรี ท่านวิเชียร แสงแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ถึงบางอ้อเลย เนื่องจากทราบพฤติกรรมมาก่อนหน้าเป็นคนชอบเล่นม้า บางวันขับรถเบนซ์เล่นเสร็จต้องกลับรถเมล์ จึงขออนุมัติหมายจับ มีรองประพันธ์ นำไปถึงโรงพัก เขายังท้าทายว่า “เฮียจะจับผมหรือ” ยอมรับว่า น่ากลัวอยู่เหมือนกัน เพราะขากลับออกมาจะโดนดักยิงถล่มหรือเปล่า แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี

หลังจากนั้น เขาย้ายไปอยู่โรงพักสำราญราษฎร์ร่วมกับ “สมเกียรติ พ่วงทรัพย์” เข้าทีมเฉพาะกิจล่ากรประเสริฐ ช่างเขียน หรือตี๋ใหญ่ โจรชื่อดัง เมื่อเกิดคดีปล้นร้านทองในพื้นที่กวาดทองไป 80 บาท พ.ต.อ.สมศักดิ์บอกว่า ตอนนั้นยังไม่รู้จักตี๋ใหญ่ พอเอาสมุดทะเบียนประวัติอาชญากรรมให้ผู้เสียหายดูแล้วชี้รูปตี๋ใหญ่ที่โดนข้อหาซ่องโจร ท้องที่ภาษีเจริญแล้วไปโดดรถไฟหนีที่พิจิตรระหว่างคุมตัวส่งที่เชียงใหม่ ท่านวิเชียร แสงแก้ว ยังเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลก็เล่าประวัติตี๋ใหญ่ให้ฟังในที่ประชุม บอกว่า ตามกันมานาน ยังจับมันไม่ได้เลย มันหนีเก่ง

“มันดังเพราะตำรวจฝั่งโน้น ตอนแรก ไอ้ตี๋ใหญ่ไม่ได้มีน้ำยาอะไรเลยนะ พอตอนหลังที่เรามาร่วมทำคดีอะไรต่ออะไรเลยทำให้รู้ว่า ไอ้นี่มันฉลาด ตอนหลังที่ได้ทวีป เสือคล้ำ เพื่อนซี้มันมาเป็นสาย ยิ่งรู้พฤติกรรมมัน ถ้าเอาน้ำให้ดื่ม เอาเบียร์ที่เปิดแล้วมันไม่กิน นั่งแท็กซี่เหมือนกัน ตอนที่กำลังตำรวจนอกเครื่องแบบไปซุ่มดักโรงแรมยูเนี่ยน แท็กซี่จอดรอ มันไม่นั่ง ต้องนั่งแท็กซี่ที่วิ่งมาแล้วโบกเอา มันระแวงตลอดว่าแท็กซี่ที่รอ จะเป็นตำรวจ นี่คือ ความฉลาดของมัน” อดีตนายตำรวจทีมล่าโจรตี๋ใหญ่บรรยายภาพ

คืนวันที่แผนตำรวจปิดล้อมกะจับตายตี๋ใหญ่กลางกรุงบริเวณหน้าโรงแรมยูเนี่ยนล่มรอบแรก เขาไม่เคยลืมว่า คงเดช ชูศรี เป็นสารวัตรจราจรโรงพักชนะสงคราม กะรอจังหวะโจรชื่อดังขึ้นรถแท็กซี่ที่ตำรวจปลอมตัวเป็นโชเฟอร์แล้วปิดสัญญาณไฟแดง ให้มอเตอร์ไซค์ที่ตามสะกดรอยประกบยิงใส่ กำชับคนขับกระโดดออกจากรถให้เร็ว ผลสุดท้ายก็ผิดแผน ตี๋ใหญ่รอดไปกบดานบ้านเช่าที่ซอยสุโขทัย 2 ก่อนดวลปืนกันสนั่นวันรุ่งขึ้น สมุนมันตาย 4 ศพ ทว่าดาวปล้นตัวแสบหนีได้อีก

สำหรับเรื่องราวก่อนฉากอวสานของตี๋ใหญ่ พ.ต.อ.สมศักดิ์ว่า เพราะตำรวจได้ทวีป เสือคล้ำมาเป็นสาย ประวัติของเสือวีปเป็นแมงดาเก่า คุมซ่องอยู่สมุทรสาคร เจ้าของซ่องเหี้ยมโหดมาก สั่งลูกน้องตัดคอโสภณีทิ้งแล้วฝังดิน หากไม่หาเงินมาให้ บังเอิญเสือวีป มีนายตำรวจเป็นแบ็กอยู่ ตำรวจคนนี้มาบอกสมเกียรติ พ่วงทรัพย์ เรียกเสือวีปมาคุยตัวต่อตัว ขู่ถึงเรื่องคดีเก่า ถ้าไม่ยอมเป็นสายจะรื้อฟื้นขึ้นมาหมด ทิ้งทุ่นไว้แค่นั้นแหละ นำไปสู่จุดจบของโจรตี๋ใหญ่ในเวลาต่อมา

พ้นจากลบบัญชีโจรชื่อดังระดับประเทศ เขาขึ้นเป็นสารวัตรป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลบางมด และโยกเป็นสารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว ทำคดีสังหารนายวรวุฒิ วัฒนศักดิ์ ผู้จัดการส่วนตัวพระเอกทูน หิรัญทรัพย์ พัวพันคนดังในวงการภาพยนตร์และนายตำรวจบางคนที่เจ้าตัวไม่อยากเอ่ยถึง ก่อนเป็นสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจนตครบาลพระโขนง สารวัตรสอบสวนหัวหน้างาน สถานีตำรวจนครบาลลุมพินี สารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจนครบาลประเวศ รองผู้กำกับการสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางนา รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียน รองผู้กำกับการตำรวจม้า กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ รองผู้กำกับการสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางมด ผู้กำกับการ 5 กองบังคับการปกครอง โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และผู้กำกับการฝ่ายกิจกรรมนักเรียน กองบังคับการปกครอง โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

ชีวิตราชการไม่รุ่งเหมือนผลงานที่ทำ พ.ต.อ.สมศักดิ์ยอมรับว่า ตัวเองเป็นคนตรง พูดจาโผงผาง ผู้บังคับบัญชาไม่ค่อยชอบ แต่ภูมิใจที่ได้นำประสบการณ์งานสืบสวนหลายคดีที่ประสบความสำเร็จไปสอนแก่นักเรียนนายร้อยตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นคดียิง พ.ต.อ.นรินทร์ วิทยาวุฒิกุล หรือคดีตี๋ใหญ่ ต้องทำอย่างไร แม้ปัจจุบันอาจล้าสมัย เพราะมีคอมพิวเตอร์ มียูทูบ กูเกิ้ล เสิร์ชหาได้หมด แต่ยังเก็บแฟ้มไว้ เก็บบันทึกรายละเอียดต่าง ๆ ไว้ว่า วันนี้ เวลานี้ พบใคร ได้ข้อความอะไร เก็บไว้หมด

“ผมช่วยคนไว้เยอะ แต่ไม่ได้ช่วยทำผิดนะ ช่วยให้สังคมมันดี ผมยังมานั่งนึกว่า ผมทำไปทำไมวะเนี่ย เมียยังบ่นเลย ไม่โดนยิงตายห่าก็บุญแล้ว จริงๆ ชีวิตน่าจะรุ่งโรจน์ แต่ปากเรามันไม่ดีไง เราเห็นความไม่เป็นธรรม เราก็พูด อะไรที่มันไม่ถูกบางทีบอกว่า ไอ้พวกนี้หน้าด้าน บางทีนายได้ยิน ผมก็ไม่ได้ด่าใคร มันไม่เป็นธรรม ถึงแม้ว่าเรามีเสียงเดียวก็ตาม เพื่อนหลายคนยังบอก ว่าจะพูดไปทำไม ผมก็ตอบไปว่า กูพูดแล้วสบายใจโว้ย จริงๆ ถ้าคุณไม่พูด ผมไม่พูด มันก็จะเป็นอยู่อย่างนี้” นักสืบรุ่นเดอะระบายความรู้สึก

เหมือนคนโกง มันไม่หยุดคนหนึ่ง แล้วมันก็จะโกงกันอยู่นั่นแหละ แต่ถ้าคุณไม่เอา เป็นเฟืองสักเฟืองหนึ่ง มันก็ต้องเป็นอย่างนี้แล้วเมื่อไหร่จะดีขึ้น อย่างคดีนรินทร์ ถ้าผมเอาเงินดีกว่าไหม ก็ไม่เอา ตอนนั้นคิดว่า ไม่เอาดีกว่า 2 แสน สมัยนั้นถือว่าเยอะนะ ไม่ต้องทำคดี แค่ถอยออกมาอย่างเดียวเอง แล้วคนอื่นที่จะทำต่อไม่มีรู้เลยนะ ผมถอยนะ หนีหมด ให้ไปทำลายหลักฐาน ไปทำอะไรต่ออะไร ผมมาคิด ไม่เอาดีกว่า เมียยังบอกว่า อย่าเลย เราไม่ถึงกับอดตาย”

เจ้าตัวยังสะท้อนอดีตในด้านมืดของตำรวจด้วยว่า สมัยก่อนมีตำรวจระดับนายพลบางคน เอาขอทานมายิงจัดฉากวิสามัญฆาตกรรม แล้วขอค่าทำคดี เพราะไม่มีญาติมาร้อง ไม่อย่างนั้นคงติดคุกกัน “แต่ผมไม่เอาด้วย บาปกรรมฉิบหาย เอาขอทานมายิง ผมถือว่าผมเข้ามาเป็นตำรวจ ผมก็ไม่ได้เสียตังค์ แล้วผมย้ายไปที่ไหน ผมก็ไม่เคยได้เสียตังค์อะไรเลย ผมยังภูมิใจจนถึงปัจจุบันนี้”

อดีตผู้กำกับประจำโรงเรียนนายร้อยตำรวจทิ้งท้ายว่า เคยสอนนักเรียนนายร้อย อย่าไปทำแบบเป็นตำรวจพาณิชย์ ยกตัวอย่างที่เคยอยู่โรงพัก มีสารวัตรตั้งเป้าไว้ ถ้าวันนี้ ไม่ได้ 500 ไม่เลิกตั้งด่าน นายบอกให้กวดขัดวินัยจราจร แต่กลับไปรีดไถทำรถติด 100-200 บาทก็เอา เป็นปัญหารากเหง้าอยู่ ทั้งที่กฎหมายจราจรเปิดช่องให้ว่ากล่าวตักเตือนได้ ไม่ใช่จ้องเอาผิดตะบี้ตะบันรีดเอาเงินชาวบ้าน

สมศักดิ์ ทิวถนอม !!!