ดีตผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทำหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบสวนที่ตัดสินใจลาออกก่อนเกษียณอายุราชการ

พล.ต.อ.ปริญญา จันทร์สุริยา นายพลมือปราบร่างสูงโปร่งกำยำด้วยความเป็นนักกีฬารักบี้เก่า เกิดอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ในครอบครัวที่พ่อแม่รับราชการครู ย้ายไปย้ายมากระทั่งมาเรียนประถมในเมืองหลวงที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล และโรงเรียนเซนต์จอห์น ก่อนไปเข้าโรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์จนจบมัธยมศึกษาปีที่ 5

ชีวิตไม่เคยอยากเป็นตำรวจ ชอบวาดเขียน อยากเรียนศิลปากร แต่เพื่อนดันชวนไปสอบโรงเรียนนายร้อยตำรวจติดเป็นรุ่นที่ 30 หน่วยก้านดีเลยโดนดึงเป็นนักกีฬารักบี้ของสถาบันทั้งที่ไม่เคยมีพื้นฐานอาศัยเคยเล่นบาสเกตบอลมาก่อนถึงขั้นติดทีมชาติ ได้ไปเล่นซีเกมส์และกลับมารับใช้ต้นสังกัดสโมสรตำรวจสร้างชื่อเสียงให้แก่ทีม

เส้นทางรับราชการประเดิมตำแหน่งรองสารวัตรสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ ทำทุกอย่างที่ผู้บังคับบัญชาสั่ง ตั้งแต่งานจราจร สายตรวจ สายสืบ และสอบสวน เพราะผู้ใหญ่อยากให้เรียนรู้ทุกหน้าที่ ก่อนขยับไปเป็นรองสารวัตรกองกำกับการสืบสวนตำรวจนครบาลพระนครใต้ ได้อาจารย์ดีสอนทักษะการสืบสวนอย่าง “โสภณ วาราชนนท์” ที่สมัยนั้นเป็นผู้กำกับ และ “ประมวลศักดิ์ ศรีสมบุญ” นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นพี่

กำลังเรียนรู้วิชานักสืบเข้าที่เข้าทาง มีอันต้องย้ายไปเป็นนายตำรวจปกครอง โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เพื่อคุมทีมนักกีฬารักบี้นาน 2 ปีย้ายออกไปอยู่ฝ่ายอำนวยการแผนกวินัย เรียนรู้งานอีกหน้าที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1  ถึงลงเป็นสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสระบุรี และสารวัตรจราจร สถานีตำรวจภูธรเมืองนนทบุรี

พล.ต.อ.ปริญญาย้อนลำดับเรื่องราวว่า ตอนนั้นชอบนะ แม้จะอยู่หน้างานจราจร นอนดึก ตื่นเช้าตามภารกิจสำคัญ แต่เวลามีคดีจะขับรถไปดูที่เกิดเหตุเอง ไปช่วยเขา เพราะชอบงานนักสืบอยู่แล้ว แถมได้เปรียบกว่าคนอื่นเมื่อรู้พื้นที่ทำให้ถึงที่เกิดเหตุเร็ว ก่อนที่พยานหลักฐานจะเคลื่อนย้ายไป มีการแนะนำช่วยโน่นนี่ไป ตามจับได้มั่ง ไม่ได้มั่ง เนื่องจากเรายังไม่ได้รับผิดชอบโดยตรง

ต่อมาเลื่อนเป็นสารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจภูธรอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ไม่ถึงปีโยกเป็นสารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจภูธรตำบลท่าหิน จังหวัดลพบุรี เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ หลังจากป้อมตำรวจโดนปาระเบิด เจ้าตัวเล่าว่า พอดีมีเพื่อนรุ่นเดียวกัน เป็นทหารอยู่เยอะ ไม่ได้ทำอะไรมาก แค่ชวนไปนั่งกินกาแฟ กินข้าว ให้ทหารตำรวจเห็นว่า เราเป็นใคร เพื่อนเราคือ ใคร ปัญหาขัดแย้งระหว่างทหารกับตำรวจบางกลุ่มก็เงียบสนิท

แก้ปมหัวร้อนสำเร็จ เขาได้คืนถิ่นเก่าเป็นสารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนนทบุรี และขึ้นรองผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอปากเกร็ด ทำงานไปรู้สึกเบื่อหน่ายเลยขอผู้เป็นนายไปอยู่ฝ่ายอำนวยการเป็นรองผู้กำกับการแผนกแผน กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 “ผมย้ายไปเพราะเบื่อ หลายคนก็มองผมแปลกนะ อยู่โรงพักดี ๆ มาอยู่อำนวยการ ก็บอกไปตรง ๆ ว่า เบื่อ คือ ทำไปนาน ๆ มันก็เซ็ง เบื่อคนรอบข้าง เบื่อเจ้านาย เบื่อไปหมด ส่วนใหญ่เบื่อเจ้านายมากสุด” พล.ต.อ.ปริญญาหัวเราะกับชะตาชีวิตในวัยหนุ่ม

ถึงกระนั้นมีผู้ใหญ่เห็นคุณค่าเลยชวนไปทำงานอยู่ชายทะเลภาคตะวันออกตำแหน่งผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 2 รับผิดชอบพื้นที่หลายจังหวัด “คดีหนัก ๆ เยอะแยะไปหมด ก็ตามสไตล์จับได้มั่ง ไม่ได้มั่ง แต่ส่วนใหญ่จับได้ ถามว่า มีคดีไหนประทับใจไหม มันก็ไม่ได้มีคดีไหนประทับใจเป็นพิเศษหรอก เพราะถือว่า ถ้าเราจับคนร้ายได้ ก็เป็นความภาคภูมิใจ ผู้เสียหายถูกใจการทำงานของเราแค่นั้นก็พอแล้ว” อดีตผู้กำกับสืบภาค 2 ว่า

ระหกระเหินอีกรอบตามวัฏจักรองค์กรสีกากีเวลาถึงฤดูกาลเปลี่ยนผู้นำชะตากรรมยอมกระทบถึงผู้ติดตาม ระลอกนี้เขาย้ายเป็นผู้กำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจน้ำ เก็บกวาดขบวนการลักลอบตัดกุญแจตู้คอนเทนเนอร์ขโมยทรัพย์สินอยู่หมัด พล.ต.อ.ปริญญาขยายวิธีการทำงานว่า คนร้ายรู้ว่า มีตู้เข้ามาเท่าไหร่ อยู่ตรงไหนถึงเข้าไปตัดได้ แสดงว่าต้องมีคนในและคนนอกคอยส่งสัญญาณ พอสืบรู้พฤติกรรม เราก็ไปคุยกับเอเย่นต์เรือที่จะเอาตู้เข้า บอกว่า ถ้าจะเข้ามาเมื่อไหร่ให้ประสานเราเพื่อแจ้งการท่าเรือยกเอาไปวางชั้น 3 และให้สายตรวจคอยดูว่าใครจะปีนขึ้นไป สรุปของไม่หาย ไม่มีการลักทรัพย์อีกเลย

ระหว่างคุมพื้นที่ท่าเรือคลองเตย เขายังเล่าด้วยว่า มีพ่อค้ายาเสพติดชื่อดังพยายามเข้ามาหาทำความรู้จัก สมัยนั้นยังไม่รู้ว่า มีประวัติพัวพันอยู่เบื้องหลังยาเสพติดในชุมชนคลองเตย แต่ทำตัวเป็นผู้กว้างขวางขอเคลียร์คดีนั่นนี่ ช่วยคนนั้นคนนี้ เราดูแล้วสภาพไม่น่าใช้ จะมาเลี้ยงข้าว ช่วยทำบุญวันตำรวจ “ผมบอกไม่ต้อง ตำรวจกูเลี้ยงเองได้ กูทำเอง ไม่เชิญใครเลยในคลองเตย บอกเราเอง กูใหญ่สุด ทีนี้พอเราเข้าไป มันก็ไม่กล้า เพราะเข้าไม่ถึง จะเอาอะไรมาให้ก็ไม่เอา กระเช้ายังไม่รับเลย บอกอยู่แค่นี้เพียงพอแล้ว ทำงานเช้า บ่ายกินเข้าเสร็จไปตีกอล์ฟ อยู่แบบมีความสุข”

หลังจากนั้น ได้ขยับขึ้นรองผู้บังคับการตำรวจน้ำคุมน่านน้ำทั้งประเทศ รับผิดชอบงานโจรกรรมสินค้าทางน้ำ ทางเรือตั้งแต่ทางกาญจนบุรี อ่างทอง ลงมาส่งเกาะสีชัง เป็นช่วงที่แก๊งแมวน้ำระบาดหนัก สมัยนั้นเรือน้ำตาลหยุดพักอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ก็ต้องเป็นเหยื่อถูกเจาะขโมยเอาไปตลอด ลองแก้ปัญหากันมาหลายวิธีก็ยังไม่สำเร็จ พล.ต.อ.ปริญญาตัดสินใจไปคุยกับพวกโรงน้ำตาลว่า ถ้าจะไม่หาย ต้องทำตามแนวคิดเราด้วยการติดธงไว้ที่เรือ พอมาแล้วให้วิทยุบอก หาเงินกองทุนเป็นค่าน้ำมัน และเบี้ยเลี้ยงให้เรือตำรวจน้ำเต็มเม็ดเต็มหน่วย ปรากฏว่า ได้ผลไม่มีน้ำตาลหายสักเม็ดจนบริษัทประกันต่างประเทศลดค่าพรี 2 พันกว่าล้านบาท

ปั่นผลงานอยู่ในน้ำสักพักขึ้นบกเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี ก่อนติดยศ “นายพล” ตำแหน่งผู้บังคับการป้องปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ตามจับข้าราชการทุจริตคอร์รัปชั่นระดับจังหวัดได้ไม่น้อย นั่งเก้าอี้นาน 2 ปีกลับมาเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี คราวนี้เจ้าตัวว่า สนุกสนานกับการทำงานมาก เพราะไปไหนมาไหนตรอกซอกซอยเรารู้จักหมด เล่นเอาลูกน้องหลายคนงง ทำไมนายรู้มาก มีคดีเกิดขึ้นผู้การไปถึงก่อนร้อยเวร

ทว่าอยู่ได้ปีเดียวมรสุมการเมืองพัดเข้ามาเปลี่ยนขั้วอำนาจจับเขาไปเป็นผู้บังคับการสถาบันส่งเสริมงานสอบสวน หลุดนอกเวย์ขึ้นเหนือเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดแพร่ เป็นรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 กว่าจะกลับมาเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 คุมพื้นที่ถนัดอีกรอบ รับผิดชอบงานสืบสวนร่วมกับ “คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง” เพื่อนรักร่วมรุ่นโรงเรียนนายร้อยตำรวจพิชิตคดีสำคัญได้เกือบหมด โดยเฉพาะคดีปล้นรถขนเงินในอำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

พล.ต.อ.ปริญญาเปิดฉากว่า ตามแกะรอยกันเดือนเศษ เกือบจะถอยกันแล้ว มีการตั้งชุดเฉพาะกิจร่วมทำหลายหน่วย ประกาศตั้งรางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแส แต่ก็ยังไม่มีวี่แววจนทีมที่มาช่วยทยอยกลับไปกันหมด แต่เราทำกันไม่หยุด เอาพยานหลักฐานมานั่งวิเคราะห์ใหม่ ไล่รายละเอียดปลีกย่อยทั้งหมด ไล่จนรู้ว่า ใช่แน่ แต่ทีแรกไม่รู้เลยว่าเป็นตำรวจอยู่เบื้องหลัง กระทั่งตามจับจนได้หมด สุดท้ายผู้ต้องหาสู้คดีหลุดหมด

“ผมไม่รู้ ผมทำหน้าที่ของผมแล้ว ถือเป็นบทเรียนแสดงให้เห็นว่า พนักงานสอบสวนกับฝ่ายสืบสวนประสานกันน้อย จริง ๆ เรื่องงานสืบสวนสำคัญที่สุด ตอนหลังมักไม่ค่อยจะใช้งานสืบสวนควบคู่กับงานสอบสวน เพราะพยานหลักฐานบางชิ้นเวลาขึ้นสู่ศาล พนักงานสอบสวนไม่รู้ บอกว่า อยู่ ๆ สืบสวนก็โยนมาให้ อย่างนี้ ที่มาที่ไปไม่มี ถูกกฎหมาย ชอบไม่ชอบตอบไม่ได้ ผมถึงอยากจะย้อนไปเหมือนตอนเราเด็ก ๆ เพราะเราทำเอง เราสืบเอง สอบเอง ตอนหลังมามันต่างคนต่างทำ ไม่รู้กูจับมาให้มึง มึงไปจัดการเอา มันไม่ได้” นายพลมือสืบสวนเก่าอธิบาย

พอเขาย้ายไปเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเวลาประชุมสืบสวนทุกครั้งจะเรียกพนักงานสอบสวนมาร่วมรับฟังด้วยว่า พยานหลักฐานต่าง ๆ ที่ฝ่ายสืบสวนได้มาจะเอาเข้าสำนวนได้หรือไม่ แล้วต้องการให้ฝ่ายสืบสวนทำอะไร ไปหาพยานหลักฐานอะไรเพิ่มเติม เพื่อเวลาขึ้นสู่กระบวนการในชั้นศาลถึงสู้คดีได้สำเร็จอย่างไม่มีข้อบกพร่อง  “ความสำคัญของเรื่องพวกนี้มันอยู่ที่รายละเอียด บางที ถ้าเราไม่อดทน ไม่ละเอียดพอ มันก็จะยิ่งไม่เจอพยานหลักฐานบางชิ้นที่จะโยงไปถึงคนร้ายได้ คนร้ายวางแผนน่ากลัวกว่าคนร้ายไม่วางแผนเพราะจับง่าย มันก็คือ ประสบการณ์การทำงานของตำรวจ”

เช่นเดียวกับคดีฆาตกรรมเอกยุทธ อัญชันบุตร นักธุรกิจการเงินและอสังหาริมทรัพย์ที่ตกเป็นข่าวโด่งดัง  พล.ต.อ.ปริญญาร่วมไขปมคดีท่ามกลางกระแสสังคมที่ไม่เชื่อการทำงานของตำรวจ ทั้งที่ข้อเท็จจริงเขายืนยันว่า ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง เป็นคดีประสงค์ต่อทรัพย์ธรรมดา จากแผนประทุษกรรมพื้นฐานของคนร้าย พอคิดอะไรไม่ออกจะกลับบ้านก่อน เพราะรู้ทางหนีทีไล่ ทางเข้าออก ตำรวจสงสัยแล้วก็ย้อนรอยตามจนเจอ

ปลายชีวิตราชการได้เลื่อนเป็นผู้บัญชาการทำหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบสวน  แต่ไม่ได้ทำงานด้านถนัด ต้องไปคุมม็อบอย่างเดียม เพราะสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองกำลังคุกรุ่น พล.ต.อ.ปริญญาบอกว่า ตำรวจไม่คิดจะไปทำร้ายใคร เพราะคนไทยด้วยกัน จบแล้วใครจะเป็นผู้นำ ตำรวจก็ต้องกลับไปทำงานเหมือนเดิม อย่าไปคิดแยกสีนั้น สีนี้ อย่าไปคิดว่า ตำรวจเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตำรวจต้องทำตามหน้าที่ คือ แดงมาก็ตำรวจคนนี้ เหลืองมาก็ตำรวจคนนี้ เพราะเป็นหน้าที่

ถามว่าคดีไหนดีเด่น ถูกใจ ประทับใจ เจ้าตัวยังยืนกรานคำเดิมว่า ไม่มี  ทุกคดีที่จับได้ก็มีความภูมิใจ ผู้เสียหายเขาพอใจ บางคดีจับไม่ได้ แต่ผู้เสียหายพอใจที่เห็นเราทำเต็มที่ แล้วเราไปคุยกับเขา เพราะเขาเป็นผู้เสียหาย บอกความคืบหน้าว่า เราทำไปถึงตรงไหน แบบนั้นแบบนี้ อย่าปล่อยให้เขาคิดไปเรื่อย มโนไปเอง ตำรวจต้องอธิบายให้ชัดเจน

ขณะเดียวกัน เขาอยากฝากข้อคิดไว้ว่า สำคัญที่สุดตำรวจต้องมียุทธวิธีและทบทวนอยู่เสมอ เพราะพวกนี้ไม่ค่อยได้ใช้ทุกวัน เหมือนปืนที่พกอยู่กับตัวเดินกันเกลื่อน  ปีหนึ่งเคยยิงไหม แทบไม่เคย บางคนชักปืนเล็งไปข้างหน้ากลับยิงโดนก้อนดินข้างล่าง สมัยคุมนครบาลเคยจับตำรวจฝึกหมด ตั้งแต่สารวัตร รองผู้กำกับ ผู้กำกับให้ไปยิงปืนที่สนามโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ยิงถูกมั่ง ไม่ถูกมั่ง เพราะไม่ได้ยิ่งมานาน พกอย่างเดียว

  “ผมก็บอกว่า ให้รู้ไว้บ้าง ถ้ามึงโดนคนร้ายไม่ว่าอะไร แต่ไปโดนคนอื่นจะยุ่ง แล้วตัวเองบางทีปืนไม่ทันได้ชัก คนร้ายยิงสวนเปรี้ยง ตาย ต้องจับไปฝึก ยิ่งชุดสืบสวนโรงพักอยากเป็นกันนัก เลยเปิดหลักสูตรอบรมกันเลย เชิญนักสืบรุ่นเก่าๆ มาสอน เรียกมานั่งฟังบรรยายว่า พวกเขามีวิธีการยังไง บางคนก็ลงมาจากนายเวร อยากเป็นสารวัตรสืบสวน ทำอะไรก็ไม่เป็น รับตังค์เป็นอย่างเดียว ผมบอกว่าไม่ได้ ต้องมีพื้นฐานก่อน” พล.ต.อ.ปริญญาเน้น

นักสืบมือปราบรุ่นใหญ่ฝากทิ้งท้ายว่า เด็กรุ่นใหม่มักคิดว่า วิทยาการต้องดี แต่บางทีต้องใช้ประสบการณ์รวมด้วยกับความละเอียด การดูที่เกิดเหตุถึงสำคัญสุด แล้วจำลองในสถานการณ์จริง เวลาจริง และอีกข้อที่สำคัญ คือ ป้องกันชีวิตตัวเอง รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต อย่าบุ่มบ่ามเข้าไป “สมัยหนุ่ม ๆ ผมยังเคยถูกชกหงายท้องตกสะพานเลยลงไปในน้ำคลำ แค่ไปจับขี้ยาธรรมดา เดินเข้าไปคนเดียว  ตอนนั้นเราประมาท เราคาดการณ์เอาเอง บางครั้งเคยต่อยกัน มันก็ไม่มีปืน เราก็ไม่มีปืน กุญแจมือก็ไม่มี นั่นคือ ความประมาท”

       ปริญญา จันทร์สุริยา !!!