ป่วยการที่ผู้มีอำนาจจะแค่ออกมาประณามการกระทำป่าเถื่อนไร้ความปราณีบน “สมรภูมิร้อนปลายด้ามขวาน” แล้วปล่อยเรื่องราวผ่านไปเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง

ฟังคนนั้นที คนนี้ที ไม่เห็นมีความเปลี่ยนแปลงตลอด 15 ปีที่ผ่านมา

กี่พันชีวิตที่ต้องสูญเสียเป็นกองเป็นซากความเจ็บปวดของครอบครัวผู้อยู่แนวหลังกับประติมากรรมผุพังยากเกินเยียวยา

เราเสียเวลาและงบประมาณกี่แสนล้านเพื่อแลก “วีรบุรุษไร้ลมหายใจ” กับ “ร่างไร้วิญญาณ” ของชาวบ้านผู้บริสุทธิ์อีกนับไม่ถ้วนอย่างนั้นหรือ

อีกบันทึกประวัติศาสตร์โศกนาฏกรรมครั้งสำคัญคงตรึงอยู่ในหัวใจพวกเขาไปตลอดชั่วชีวิตดับ

เป็นสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ที่ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่ยากที่จะป้องกัน ตามทฤษฎี “คนจ้องกับคนระวัง” สักวันก็ต้องพลาด

เมื่อผู้ก่อความไม่สงบสบช่องโอกาสยกกำลังใช้อาวุธสงครามถล่มชุดคุ้มครองตำบล และชุดคุ้มครองหมู่บ้านทุ่งสะเดา หมู่ 5 ตำบลลำพะยา อำเภอเมืองยะลา สังหารเจ้าหน้าที่อาสาสมัครและชาวบ้านอย่างโหดเหี้ยม แม้กระทั่งเหยื่อที่เป็นผู้หญิง ยังไม่เว้น

รวมจำนวนผู้เสียชีวิต 15 ศพ บาดเจ็บอีก 5 คน

ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่สุดตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 ชายแดนภาคใต้ตั้งแต่จุดชนวนไฟครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547  

รายชื่อผู้เสียชีวิต 15 ศพ ประกอบด้วย ร.ต.อ.พยุง คินขุนทด รองสารวัตรศูนย์ซักถามศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนใต้ ช่วยราชการสถานีตำรวจภูธรลำใหม่ นายฉลอง ทองงาม อายุ 63 ปี อดีตกำนันตำบลลำพะยา หัวหน้าชุดคุ้มครองตำบล นายสุพจน์ จันทร์วิมาน อายุ 55 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ตำบลลำพะยา นางธนารัตน์ ไชยปัญญา อายุ 40 ปี นายบรรจบ ทองกลิ่น นางนัยนา โพธิเตียเนียม นายธวัชชัย สุพงษ์ นายพูลสวัสดิ์ พูลแก้ว แพทย์ประจำตำบล นายสุนทร ยอดแก้ว นางรัชนก ยอดแก้ว นายวิรัตน์ เพชรปล่อง นายซัมซามี สามะ นายเนตร จอมทอง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 น.ส.กมลวรรณ อุทัยธรรม และนางพีอะ กาปานาตู

ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บ มี นายณรงค์ฤทธิ์ สิทธิพันธุ์ อายุ 50 ปี นายเนาวรัตน์ รัตนเสถียร อายุ 60 ปี นายมะรอซี มะแซ อายุ 39 ปี นางสายัน ปานทอง อายุ 60 ปี และ นายอาหาหมัด รัตนตัญญู อายุ 52 ปี

ทุกคนไม่ทันตั้งตัว ต่างตกใจทำอะไรไม่ถูก เมื่อมัจจุราชในคราบผู้ก่อความไม่สงบบุกเข้ามาฆ่าอย่างมันมือ

จุดดังกล่าวเป็นพื้นที่ล่อแหลมต่อการก่อเหตุทำลายมวลชนชาวไทยพุทธให้แตกแยกกับกลุ่มมุสลิมที่มีสัมพันธ์อันดีกันมายาวนาน เป็นรอยต่อติดกับอำเภอยะหา จังหวัดยะลา ที่มักมีความรุนแรงต่อเนื่องตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา

ส่งสัญญาณบ่งชี้ว่ากลุ่มคนร้ายไม่ละความพยายามก่อเหตุโดยไม่เลือกเป้าหมาย

แม้จะมีการหารือพุดคุยหลายกลุ่มจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อตามหาสันติสุขในพื้นที่ชายแดนใต้ แต่เหมือนไม่มีความหมายหากยังเดินหมากรุกผิดตา

ถึงเวลาแพ้จะเลือกยุทธวิธี “ล้มกระดาน” เหมือนการเมืองไทยคงไม่ได้

ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่ การแก้แค้นด้วยอารมณ์เดือดดาล เปิดฉากไล่ล่าตามประหัตประหารเอาคืนอย่างบ้าคลั่ง แต่ต้องมานั่งทบทวนกันว่าจะหยุดยั้งมันอย่างไร ไม่ให้เกิดความสูญเสียเพิ่มขึ้นมาอีก 

โจทย์การบ้านข้อนี้มันถึงยากมโหฬารกว่ายืนพ่นน้ำลายใช้ปากพูดแล้วไม่ลงไปทำ

 ขอบคุณภาพ : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์