อีกนายตำรวจมือปราบผู้สร้างตำนานในถิ่นอีสานเหนือ

พล.ต.ท.พิชัย สุนทรสัจบูลย์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เกิดที่จังหวัดระยองเป็นลูกชายตำรวจชั้นประทวนโรงพักภูธรเห็นวิถีชีวิตคลุกคลีคนในเครื่องแบบสีกากีมาตั้งแต่จำความได้ ซึมซับจนเข้าไปสอบโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 19  บรรจุลงโรงพักบางรักใจกลางกรุงที่เต็มไปด้วยแหล่งเริงรมย์ คืนหนึ่งชีวิตผกพันเมื่อไปตั้งด่านตรวจตอนกลางดึกเจอลูกผู้อิทธิพลคนดังเมาขี่รถมอเตอร์ไซค์เสียงดังผ่านมาที่ด่านตรวจ เห็นผู้หมวดใหม่หน้าตี๋คิดว่า ไม่มีน้ำยา ก็เข้ามาผลักหน้าไล่ไปให้พ้น ด้วยความที่เขาเป็นนักมวยเก่าเลยสวนหมัดไปตามสัญชาตญาณ

“รุ่งเช้าไม่รู้ใครต่อใครมาเต็มโรงพัก” พล.ต.ท.พิชัยหัวเราะไม่เคยลืมชะตากรรมวัยหนุ่ม หลังจากวันนั้นเขาถูกย้ายไปเป็นตำรวจสันติบาลไปทำงานด้านการข่าวที่ต้องการตัดนายตำรวจจบใหม่พอดี อบรมกับเจ้าหน้าที่ต่างชาตินาน 3 เดือน โดนโยนไปกองกำกับการ 7 กองสันติบาล ตั้งอยู่อุดรธานี แต่ดูแลหลายจังหวัดในภาคอีสาน ทั้งที่ชีวิตไม่เคยอยู่อีสาน มีหน้าที่หลักในการหาข่าวความเคลื่อนไหวผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์อยู่จังหวัดมหาสารคาม

“รู้สึกว่า ไม่รู้ว่าทำไม มาตรงนี้ ชีวิตไม่ได้ลิขิตเองเลย อยู่ไปเรื่อย ๆ เพื่อนๆ วิ่งเต้นเก่งอยู่ปีเดียวก็ย้ายออกไปแล้ว ไอ้ผมก็วิ่งเต้นไม่เป็น ขอนายแล้วขออีกก็ไม่ได้ไปสักที เริ่มเบื่อ หันไปตั้งค่ายมวย และคอกม้า คิดว่าคงไม่ได้ย้ายไปไหนแล้ว ” เจ้าตัวว่า

แล้ววันหนึ่งทางเดินชีวิตก็พลิกอีก พล.ต.ท.พิชัยเล่าว่า มีม้าแม่พันธุ์หนึ่งวิ่งเก่งมาก ตั้งชื่อ รัศมีดารา ลงแข่งแต่ละครั้งสง่างาม เป็นจังหวะท่านประสงค์ ศักดิ์สุภา ตอนนั้นเป็นนายเวรอธิบดีประเสริฐ รุจิรวงศ์ แวะมาพอดี ท่ามกลางคนล้อมหน้าล้อมหลัง เราไม่มีสิทธิ์เข้าไกล้ บังเอิญท่านชอบเล่นม้า มีพ่อพันธุ์ม้าเลยแสวงหาแม่พันธุ์  ก่อนแวะมาเที่ยวตระเวนดูที่มหาสารคาม  มาขอนแก่น มาลงขอนแก่น เสร็จแล้วท่านก็มาเที่ยวตระเวนดูแถวมหาสารคาม ตำรวจพามากินส้มตำ ท่านเห็นม้ารัศมีดาราเด่น ใส่เสื้อเจ้าของคอกสวยถึงถามว่า ม้าใคร และเรียกให้เราเข้าไปหา

พล.ต.ท.พิชัยว่า ตอนเข้าไปตัวสั่นเหมือนกัน เพราะกลัวจะโดนตำหนิว่า ตำรวจไปเล่นม้าได้อย่างไร รีบชิงออกตัวก่อนว่า ไม่อยากเล่น แค่เหงา อธิบายชีวิตที่เคยอยู่นครบาลแล้วพลาดพลั้งถูกเตะโด่งมาอยู่อีสาน 3 ปีแล้ว ยังย้ายไปไหนไม่ได้ถึงเลี้ยงม้าคลายเหงา คุยไปคุยมาเรื่องม้าถูกคอ  เพราะคนอื่นไม่รู้เรื่องบ้า วันนั้นม้ารัศมีดาราเข้าที่ 1 ด้วย ท่านยิ่งประทับใจ ชวนไปกินข้าวที่ขอนแก่น

หลังจากนั้นไม่นานเขาได้รับคำสั่งย้ายเป็นผู้หมวดเมืองกาฬสินธุ์ เหมือนม้าเป็นเหตุ คำสั่งกลางปี ไม่มีวาระ เขาจำได้ว่า พิมพ์ชื่อฝากท่านประสงค์ไป แม้ใจจริงอยากขอกลับไปอยู่ภาคตะวันออกแถวบ้านเกิดระยอง หรือไม่ก็จันทบุรี แต่ท่านประสงค์บอกให้อยู่อีสานก่อนเพื่อช่วยดูแลม้า ทำให้ชีวิตของผู้หมวดพิชัย สุนทรสัจบูลย์วนเวียนไม่พ้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากกาฬสินธุ์ไปหนองตาย และขอนแก่น

กระทั่งมาสร้างชื่อในอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ตอนขึ้นเป็นผู้กอง สมัยนั้นชาวบ้านจะเรียกบ้านผี ไม่มีใครอยากย้ายไปอยู่ เพราะแห้งแล้ง กันดาร แถมเต็มไปด้วยโจรผู้ร้ายชุกชุม  อาละวาดปล้นวัวปล้นควาย ลูกสาวใครสวยหน่อยก็โดนฉุดไปข่มขืน ตำรวจไม่ใส่ใจความเดือดร้อนของชาวบ้าน ไม่มีใครอยากไปอยู่ “ผมวิ่งเต้นไม่เป็น ตอนนั้นเป็นผู้กองอยู่ชุมแพ ขอนแก่น เพิ่งจบโรงเรียนผู้กองใหม่ เทียบเท่าสารวัตรในปัจจุบัน ผู้ใหญ่จึงเอาไปอยู่ ผมถือว่า บ้านผือเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตผมเลยนะ ผมต้องขอบคุณบ้านผือ ถ้าไม่มีบ้านผือ ผมไม่ดังขนาดนี้ เพราะโจรผู้ร้ายชุกชุม มีชาวบ้านถวายฎีกาด้วยนะ”

อดีตผู้กองบ้านผือย้อนความหลังว่า โดนส่งไปแทนผู้กองคนเก่าที่ถูกตั้งกรรมการสอบในฐานะหย่อนสมรรถภาพเป็นเหตุให้โจรผู้ร้ายชุกชุม เราเพิ่งจบโรงเรียนผู้กอง กำลังเหี้ยน วัยกำลังหนุ่มไม่กลัวอะไรอยู่แล้ว ไปใหม่ๆ โจรก็ขู่ไว้ก่อนเลย “ผมประกาศเลยว่า ให้มันมากราบงาม ๆ มาร้องขอชีวิตผม ไม่ใช่ให้มันมาขู่ผม ไปอยู่ใหม่ ไปคนเดียว ไม่รู้จักใคร แต่ผมต้องได้ใจลูกน้องก่อน ตามสโลแกนของผม คือ ชนะใจลูกน้อง ครองใจประชาชน สุจริตชนร่วมมือกับเราให้ได้”

เข้าไปประชุมอำเภอวันแรก เขายกมือขอวาระตำรวจก่อนบอกว่า ดูสถิติโจรผู้ร้ายของอำเภอบ้านผือ เหมือนคนเป็นโรค อาการหนักแล้ว เป็นมะเร็งแล้ว ต้องผ่าตัดขั้นใหญ่แล้ว ไม่อย่างนั้นเอาไม่อยู่หรอก สำทับไปด้วยว่า มีข้อมูลในมือหมดแล้ว โจรบ้านไหนเป็นใคร  ส่วนตัวคิดว่า ต้องใช้ยาแรง บอกนโยบายไปว่า ถ้าเหตุเกิดขึ้นชาวบ้านไปแจ้งความตำรวจเพื่อสืบสวนหาพยานหลักฐานดำเนินคดี ไม่มีใครยอมเป็นพยานแน่ รู้อยู่เต็มออก เพราะอิทธิพลรุนแรงแค่ไหน มายิง มาฆ่าหมด ดังนั้นเมื่อฟ้องศาลจังหวัด ศาลอะไรไม่ได้ ต้องฟ้องศาลพระภูมิเท่านั้น

“ผมเรียกโครงการร่นระยะทางชีวิต ต้องฟ้องศาลพระภูมิอย่างเดียว คือ ทุกคนต้องมีเกิด แก่ เจ็บ แล้วก็ตาย แต่พวกนี้ต้องร่นระยะทาง ไม่ต้องรอให้มันแก่ เอาแค่หนุ่มก็พอแล้ว เพราะปล่อยไว้มันจะทำชั่วอีกนาน ก็ร่นระยะทางให้มันก่อน ที่ประชุมตบมือชอบใจ บอกอยากเจอผู้กองแบบนี้มานานแล้ว แต่ยังมีสมประมาทว่า หน้าตี๋ๆ เด็กๆ จะเอาอยู่หรือ คนที่แล้วหนวดเฟิ้มยังเอาไม่อยู่เลย” พล.ต.ท.พิชัยรำพันวันเก่า

ไม่นานเขาสานโครงการร่นระยะทางชีวิตเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้านผือ  โจรดัง ๆ เกลี้ยง คดีอาชญากรรมราบเรียบ จากที่คิดจะอยู่สัก 3 ปี แค่ปีแรกผู้ใหญ่เห็นความสามารถเสนอย้ายให้ไปเป็นผู้กองเมืองอุดรธานีแทน “ประชา พรหมนอก” ท่ามกลางความรู้สึกดายของชาวบ้านผือ กลัวโจรผู้ร้ายจะกลับมา เขาจึงเสนอผู้ใหญ่ให้เอา “วัชระ ทองวิเศษ” ไปแทน

   “ผมมองว่า หน้าที่ตำรวจต้องบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ป้องกันปราบปรามโจรผู้ร้าย ให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข ทีนี้การที่เราจะป้องกันปราบปรามอาชญากรรมให้ชาวบ้านอยู่เย็นเป็นสุขจะทำอย่างไร ในฐานะเราเป็นหัวหน้าหน่วย เป็นตำรวจ เป็นที่พึ่งของประชาชน ต้องเน้นหนักในเรื่องมวลชนสัมพันธ์ ครองใจประชาชนได้ แล้วประชาชนต้องเชื่อใจ เชื่อมั่นตำรวจเรา ดังนั้นเราต้องมีคุณสมบัติในตัวเอง นอกจากภาวะผู้นำดีแล้ว คุณต้องเข้าถึงจิตใจประชาชนได้ด้วย ถ้าทำตรงนี้ได้ ประชาชนจะศรัทธาตำรวจเอง ไม่ใช่ไปทำให้ชาวบ้านเกลียด ให้ชาวบ้านกลัวเราอย่างเดียว”

อุดรธานีสมัยก่อนมีทหารอเมริกันมาตั้งฐานทัพ สร้างสนามบินเพื่อรบในสงครามเวียดนาม ชาวบ้านเรียกเป็นยุคขุดทอง เต็มไปด้วยบาร์เหล้า รถแท็กซี่วิ่งทั้งวันทั้งคืน ใคร ๆ ก็หลั่งไหลกันเข้ามา พอสงครามสิ้นสุดสภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปเป็นยุคขายทอง สุดท้ายสู่ยุคปล้นทอง ก่อนจะหมดทองหันมาปล้นวัวควาย ปล้นรถข้ามไปประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นยุคนายตำรวจหนุ่มพิชัยย้ายไปพอดี เจ้าตัวรับว่า นำเอาโครงการร่นระยะทางชีวิตที่ประสบความสำเร็จในบ้านผือไปใช้กับโจรที่เห็นสมควรจะร่นระยะทางชีวิตได้แล้ว เพราะแม้แต่ญาติยังไม่เอา จนมีชาวบ้านเอากระเช้ามาขอบคุณกันไม่น้อย ชื่นชมว่า อยากให้พวกนี้เข้าโครงการนานแล้ว

  “ผมทำงาน ต้องชนะใจคนนะ แล้วผมทำงานไม่ทำเรื่องส่วนตัว ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เอา ธุรกิจไม่เคยทำ ตลอดชีวิตราชการใจซื่อ มือสะอาด ไม่เช่นนั้น เราจะอยู่ได้ยังไง ตามสโลแกนของตัวเองอีกอันว่า รู้รัก สามัคคี มีวินัย จริงใจ โปร่งใส ไม่เครียด เพราะผมเป็นคนอย่างนี้ สไตล์นี้ ลูกน้องถึงพึ่งพาได้”

ไต่เต้าเลื่อนตำแหน่งขยับเป็นผู้กำกับการจังหวัดอุดรธานี รับรางวัลกิตติคุณสังข์เงินจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาลในฐานะเป็นผู้นำดีเด่นในด้านพัฒนาหน่วยทั้งงานชุมชนสัมพันธ์ชนะใจชาวบ้าน และขึ้นเป็นรองผู้บังคับการเขต 6 ก่อนเป็นผู้บังคับการเขต 11 อยู่จังหวัดนครศรีธรรมราช เหตุเพราะมีการวิ่งเต้นเอาตำแหน่งจากขั้วอำนาจทางการเมือง พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ อธิบดีกรมตำรวจจึงหารือ พล.ต.ท.บุญทิน วงศ์รักมิตร ผู้บัญชาการตำรวจภูธร 2 ขณะนั้นเสนอชื่อ “พิชัย สุนทรสัจบูลย์” ลงไปแทน

อยู่ได้ปีกว่าเกิดรัฐประหารของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ขั้วอำนาจเปลี่ยนเขาต้องย้ายไปใต้สุดชายแดนประเทศเป็นผู้บังคับการเขต 12 ประจวบเหมาะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างกรมตำรวจแบ่งเป็น 9 กองบัญชาการตำรวจภูธร เขาถึงขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค  4 ข้ามเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 เกิดปัญหาข้อพิพาทกรณีบุกรุกป่าดงลาน อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น

ในฐานะแม่ทัพหน่วย พล.ต.ท.พิชัยได้เข้าไปช่วยแก้ปัญหาความตึงเครียดจากการชุมนุมของชาวบ้านที่ยึดป่าไม่ยอมลงเตรียมเปิดศึกกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้นำขุมกำลังถือปืนจะเปิดฉากรุกเอาที่คืนให้ได้ เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช ขณะนั้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นเรียกไปปรึกษาหาทางแก้ปัญหา อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 เล่าว่า ต้องทำใจดีสู้เสือเดินขึ้นไปบน ยกมือตะโกนบอกพวกม็อบว่า เป็นถึงผู้บัญชาการมาดี ไม่มีอาวุธ ขอคุยกับแกนนำ ใช้ศิลปะวาจาช่วยอ้างจะพยายามเคลียร์ปัญหาให้ แล้วบอกกับคนแก่ที่อยู่เต็มไปหมดว่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้ล้อมอยู่ข้างนอกเตรียมคน เตรียมปืนจะบุกขึ้นมาอยู่แล้วจะทำอย่างไร

ตำนานมือปราบภาคอีสานเล่าต่อว่า เราเคยอ่านเรื่องสามก๊กตอนขงเบ้งหลอกเอาลูกธนูโจโฉมาในคืนเดือนมืด ส่งลูกน้องเอาปืนไปแอบยิงขึ้นฟ้าสักนัดสองนัดตอนกลางดึก รุ่งเช้าแกนนำโทรศัพท์มาให้ทันทีว่า พวกป่าไม้มาลอบยิงเมื่อคืน เราได้ทีใส่ไฟต่อว่า เขาเตรียมบุกกวาดล้างแน่ คนแก่หรือเด็กก็ไม่สน ป่าไม้จะยิงหมด แต่เราจะโทรศัพท์หาอธิบดีประชา พรหมนอก คุยกับรัฐมนตรีสนั่น ขจรประศาสน์ให้ และยินดีจะรับมอบตัวพาลงไปข้างล่างเคลียร์ทุกอย่างให้ สุดท้ายแกนนำยอมมอบตัวและสลายกลุ่มผู้ชุมนุม ทั้งหมดคือการใช้กุศโลบายใช้ความจริงใจ จริงใจจัง และศิลปะเข้าแก้ปัญหา

ถึงกระนั้น เขาต้องเผชิญมรสุมบนเส้นทางราชการอีกรอบ เมื่อไม่เข้าตาอิทธิพลทางการเมือง เพราะไม่เข้าไปสวามิภักดิ์ ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้นต้องย้ายลงเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เจ้าตัวระบายความรู้สึกว่า  เคยไปอยู่มาแล้ว ย้ายมาอีกทีก็มีความสุข และเกษียณอายุราชการที่นั่น ก่อนลงสนามการเมืองได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา

เมื่อถามถึงแฟ้มคดีประทับใจ เจ้าตำรานักสืบภูธรบอกเป็นคดียิงลูกชายเสี่ยห้องเย็นที่สร้างโรงงานปลาทูในจังหวัดอุดรธานีคาร้านอาหารใจกลางเมือง เริ่มต้นจากการวิเคราะห์ ดูว่า คนที่จะเอาคนมายิงคนได้ ไม่ใช่ธรรมดา ต้องมีใครที่แสบๆ เลยเล็งไปที่ตำรวจเก่าคนหนึ่งทำตัวมีอิทธิพล ถูกออกราชการไปแล้ว ชอบสูบฝิ่นน่าเป็นตัวเชื่อม ก่อนเรียกสายเก่าเป็นขี้ยารุ่นเดอะไปหาข่าวจนได้ข้อมูลมาปะติดปะต่อว่า อดีตตำรวจคนนี้เคยเอาชายต้องสงสัยมาสูบฝิ่นด้วย รูปพรรณสัณฐานตรงกับมือปืนที่มาดักรอเหยื่อในร้านพอดี แกะรอยรวบรวมหลักฐาน

เขานำกำลังเข้าค้นบ้านตอนเช้ามืดลากมานั่งคุยแบบตัวต่อตัวแต่ต้องเล่นมาดนักเลงข่ม หลอกถามด่าว่า โง่ ไปรับงานยิงที่อุดรธานี คนเอามาให้ได้เป็นแสน ตัวเองได้แค่นี้เองหรือ ทำมือปืนหลงกลยอมเปิดปากสารภาพได้ถึงผู้จ้างวานที่ต่อมาเลือกโครงการร่นระยะทางไปอีกคน

พล.ต.ท.พิชัยว่า รับราชการมาตั้งแต่ยศ ร.ต.ต. ชีวิตเป็นผู้บัญชาการ เป็นสมาชิกวุฒิสภา และเป็นคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ถือว่าโอเคแล้ว ลงเวทีก็ไม่มีเรื่องมีราวเป็นของแถม เหมือนนักมวยไหว้งาม ๆ ไม่ได้หามลงมา ลงอย่างเรียบร้อยสง่าผ่าเผย ชาวอุดรธานียังให้เครดิต ไปไหนมาไหนลูกน้องยังรัก ยังผูกพันเหมือนเดิม “คอนเซปต์ในการทำงานของผม ผมเน้นครองใจลูกน้อง ครองใจประชาชน สร้างเครดิตให้เขาเชื่อมั่นตำรวจมากกว่า เอาที่ประชาชนเดือดร้อน ผมช่วยทันที ตำรวจต้องทำอย่างนี้ ชาวบ้านถึงรักและศรัทธา”

เจ้าตัวยังอยากฝากผู้มีอำนาจทั้งหลายเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ควรให้ตำรวจตั้งกันเอง อย่าไปยุ่งมาก เปิดโอกาสให้คนในองค์กรเลือกบุคลากรเอง ปล่อยให้ตำรวจทำงานอย่างมีความสุข ไม่ใช่มีแต่พวกตัวอ่อน ตัวงอ ยุคหนึ่งเราเรียกว่า พวกเสี่ยวเอ้อ ได้แต่พวกนี้มาเป็นอัศวินคู่ใจ จอมยุทธ์ไม่ได้เลย เพราะเก็บเอาไปใส่ในลิ้นชักหมด

ตำนานมือปราบภูธรทิ้งตำราไว้ด้วยว่า คุณสมบัติตำรวจมีอยู่ 5 ประการ ต้องยึดมั่น และทำให้ได้ อันแรก ต้องมีจิตสำนึกและวิญญาณความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ อันที่สอง ต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นนักการเมืองอยู่ด้วย คือคุณต้องดูแลประชาชน ทำงานเพื่อประชาชน  อันที่สาม ต้องมีวิญญาณของนักการทูต ปากต้องดี เจรจาต้องเป็น อันที่สี่ ต้องมีวิญญาณของนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ไม่ใช่จะเที่ยวไปมีเรื่องมีราวไปเรื่อย  สุดท้ายที่สุด ต้องมีวิญญาณนักแสดง มีบทบู๊ บทเศร้า บทโศก บทน้ำตาหลั่ง บทรักกระจุ๋มกระจิ๋ม

ทีนี้ลูกค้าของตำรวจ คือ โจรผู้ร้าย พล.ต.ท.พิชัยฝากให้ไปสอนลูกน้องได้ว่า คนร้ายคิดกับตำรวจอยู่ 5 ประการเสมอที่คนปกติไม่คิด ตั้งแต่ ลำดับแรกวิ่งเต้นอ้างคนโน้นคนนี้ ตามด้วยปฏิเสธ ไม่ได้ทำอย่างโน้นอย่างนี้ จับได้คาหนังคาเขายังไม่รับ  อย่างที่สาม คือจะสู้เวลาเข้าตาจน ตำรวจตายมาเยอะแล้ว  ลำดับสี่ หลบหนี แหกห้องขัง ข้อสุดท้าย คือ ร้องเรียน ฟ้องไปหมด

“ดังนั้นตำรวจต้องรู้จักป้องกัน ท่องเอาไว้เสมอ คุณสมบัติของคนร้ายจะวิ่งเต้น ปฏิเสธ สู้ หนี ร้องเรียน ตราบใดคุณเป็นตำรวจอยู่ ให้คุณหามาตรการดักไว้ ทั้งหมดที่ว่า มันคือ คุณสมบัติของตำรวจ กับคุณสมบัติของโจร” มือปราบแห่งตำนานภาคอีสานย้ำ

      พิชัย สุนทรสัจบูลย์ !!!