รรดาทำเนียบมือปราบใจนักเลงไม่เกรงกลัวโจรผู้ร้าย

ต้องมีชื่อ พล.ต.ต.ปกรณ์ เสริมสุวรรณ อดีตผู้บังคับการตำรวจสืบสวนภูธรภาค 3 ติดอยู่ในโผอย่างแน่นอน เขาเกิดกรุงเทพฯ สายเลือดตำรวจโดยแท้ เรียนจบโรงเรียนบวรนิเวศ เกเรไปใช้ชีวิตเสเพลอยู่เมืองนอกพักหนึ่งถึงกลับมาเริ่มต้นตั้งใจอ่านหนังสือ กระทั่งสอบติดเตรียมทหารรุ่น 16 เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 32

จบออกมาบรรจุลงรองสารวัตรจราจร สถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว ปีเดียวขยับเป็นหัวหน้าสายสืบเปิดฉากจับตายโจรชิงทรัพย์ซอยลาดพร้าว 87 ระหว่างนั่งรถตรวจพื้นที่แล้วเจอคนร้ายกำลังใช้ปืนจี้ชาวบ้านพอดี

“ผมตะโกนบอกเป็นตำรวจ มันยิงใส่พวกผมแล้ววิ่งหนีตกสะพานข้ามคลอง โผล่ขึ้นมาจำแม่นเลยว่า มันบอกถ้ากูตาย พวกมึงก็ตายด้วย ผมเลยยิงสวนลงไปน้ำ กระสุนเข้าไหปลาร้าทะลุเอว หมอมาตรวจหาว่า ผมทำวิสามัญฆาตกรรมได้อย่างไร จะเอาผมติดคุกให้ได้” พล.ต.ต.ปกรณ์ย้อนวีรกรรมบู๊วัยแรกรุ่นยศร้อยตำรวจตรี

ปรากฏว่า พล.ต.อ.มนัส ครุฑไชยยันต์ ขณะนั้นเป็นผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือมาดูที่เกิดเหตุเห็นแววเลยดึงไปอยู่กองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือ ยุค ทวี ทิพย์รัตน์ เป็นผู้กำกับการ ได้อาจารย์ดีเป็นต้นแบบอย่าง คงเดช ชูศรี และวรรณรัตน์ คชรักษ์

เขาเล่าว่า ได้ไปอยู่ชุดปราบปรามมือปืนรับจ้าง ทำงานเคียงข้างสมภพ พงษ์ฤกษ์ เพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนนายร้อยตำรวจ มี ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา พีระ บุญเลี้ยง คอยเป็นพี่เลี้ยง ออกจับโจรทั่วราชอาณาจักร อยู่ในฉากร่วมจับตายคนร้ายหลายศพ อาทิ แก๊งคนร้ายชิงทรัพย์ธนาคารกรุงเทพ แจ้งวัฒนะ ทีเดียว 3 ศพ มือปืนรับจ้างหน้าโรงหนังอินทรากลางวันแสก ๆ

อดีตนายตำรวจสืบสวนเหนือเล่าอีกว่า จับคู่กับสมภพเป็นบัดดี้ลงลุยมือปืนเมืองเพชรบุรีถึงถิ่น อยู่กินกันเป็นเดือน ถือเอ็ม 16 ไปคนละกระบอก ไปกันสองคน ไปตรงไหน ถ้ามีไอ้เหี้ยไอ้ห่า ก็ใส่เลย ให้มึงรู้นะว่ากูก็มีนะ เล่นกันอย่างนี้เลย ทำกันมาเรื่อย ส่วนใหญ่จะเรื่องมือปืน

ด้วยความที่เป็นญาติ พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยขณะนั้น มีส่วนทำให้เขาขยับจากสืบสวนเหนือไปช่วยราชการทำเนียบรัฐบาล แต่เมื่อรู้ตัวว่า ไม่ใช่สเปก จึงลงเป็นสารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลเตาปูนที่สถิติคดีอาชญากรรมสูงอันดับต้นของกองบังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือ

สารวัตรปกรณ์นำเอาวิชาจากสืบสวนเหนือไปบริหารท้องที่เก็บกวาดโจรกเฬวรากมากมาย “ผมคิดว่าลงมาจากสืบสวนเหนือ พวกมึงไม่กลัวตายให้มันรู้กันไป ก็บู๊แม่งเลย หลังจากนั้น 6 เดือนจากยอดสถิติของเตาปูนลงมาระดับเดียวกับหนองจอก บางชัน ที่แทบไม่มีคดี พวกที่ก่อเหตุหนีไปผูกคอบ้าง อะไรบ้าง มีตัวหนึ่งที่ยิงตำรวจ ญาติมาเฝ้าอยู่ทุกวันเลย กลัวว่าผมจะไปฆ่า ปรากฏว่า มีเช้าวันหนึ่งญาติกลับไปบ้านตี 5 จะไปเอาหลักทรัพย์มาประกันตัว ย้อนมาอีกที ไอ้นี่ผูกคอตายแล้ว ญาติร้องห่มร้องไห้  คิดว่าเป็นฝีมือผม”

นายพลวัยเกษียณอธิบายการทำงานสมัยก่อนว่า ลูกน้องสายสืบเราจะเขี้ยวมาก ตรงไหนมีปัญหาอาชญากรรมเยอะ เราจะไปปล่อยแถวสายตรวจผลัดเวรกันตรงนั้น ทำให้มีผลงานดีเด่นด้านป้องกัน พอทุกอย่างเข้าที่ เข้าระบบก็เริ่มไล่ล่าเหี้ยกัน ตรงไหนมีอะไรเราฟาดหมด ยุคก่อนมีเฮโรอีนก็จัดการ มีผูกคอตายคาป้ายรถเมล์ เขียนจดหมายลาตายใส่กระเป๋าไว้พร้อม ชุมชนตึกแดงหายเกลี้ยง เพราะถ้าเราสามารถไล่พวกนี้ออกได้ เมื่อคนขายไม่มี คนซื้อก็ลำบาก ต้องย้ายหนีไป ออกไปให้หมด ถ้าไม่เลิกก็ต้องมีอันเป็นไป

ทำไปทำมาถูกร้องเรียนเมื่อพาผู้ต้องหาชิงทรัพย์บนรถเมล์ไปค้นสร้อยของกลางโรงเรียนโยธินบูรณะกลางดึก แต่ผู้ต้องหาดันแย่งปืนเลยถูกวิสามัญฆาตกรรม พล.ต.ต.ปกรณ์ว่า คนร้ายเพิ่งออกจากคุกมา 30 วัน กลับมาก่อคดีกว่า 30 ครั้ง ถึงแยกเกียกกายก็แย่งปืนในรถ เรายิงคากุญแจมือ เพราะการย้ายผู้ต้องหาเวลากลางคืนต้องมีเครื่องพันธนาการ ดีที่รอบคอบลงประจำวันเบิกตัวเรียบร้อยว่าจะพาไปค้นหาของกลาง ปรากฏว่า ช่วงนั้น จำลอง ศรีเมือง กำลังไฮปาร์คไล่รัฐบาล ยกเรื่องนี้มาพูดกดดัน

“จะให้ผมออกจากราชการไว้ก่อน ต้องขอบคุณท่านวรรณรัตน์ เป็นสุดยอดของนาย สมัยนั้นเป็นรองผู้การเหนือ ท่านเดินไปถึงกรมตำรวจเลย ออกตัวแทนผมว่า  เรื่องนี้เอาออกจากราชการไม่ได้ เพราะผมไม่ได้เกเร มันทำงาน คนที่ถูกยิงตายมันก็เหี้ยอย่างนั้นอย่างนี้ แต่นายสมัยนั้นบางคนก็แย่จะลดความกดดัน ท่านวรรณรัตน์ขู่เลยว่า ถ้าผมโดนออก แกก็ไม่ทำงาน ผมถึงรักท่านมาก”

รอดมรสุมเที่ยวนั้นไม่นาน ถูกผู้ใหญ่บางคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ใส่ไฟว่า เขาคุมบ่อนการพนัน เป็นเหตุให้โดนย้ายเป็นสารวัตรจราจร สถานีตำรวจนครบาลลำหิน ต้องรอพ้นยุคอำนาจต่างขั้ว ถึงขึ้นเป็นรองผู้กำกับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ แต่ไม่วายเจอข้อครหาอยู่เบื้องหลังสังหารแสงชัย สุนทรวัฒน์ ผู้อำนวยการองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย

อดีตนายพลนักสืบลำดับเรื่องว่า ท่านคำนึง ธรรมเกษม ผู้บังคับการปราบปรามเรียกไปคุย หาว่า ตนแน่นอน ผูกเรื่องที่แสงชัยไปถอดรายการอะไรไม่รู้ โยงถึงท่านประมาณ มองว่า ถ้าบ้านนี้จะต้องใช้ใครนอกจากปกรณ์ มโนแค่นี้เอง ทั้งที่เราอยู่ต่างประเทศ ผู้ใหญ่บางคนยังมาว่า คนอย่างมึงอยู่เมืองนอก ฆ่าคนไม่ได้หรือ “ผมต้องไปเรียนท่านวรรณรัตน์ บอกด้วยสัตย์จริงเลยว่า ถ้าใช่ผม หรือผมไปเกี่ยวพัน หรือผมรู้ นายไม่ต้องช่วยผมเลย ถ้าผมทำ ผมก็บอก อย่าไปคิดว่าผม ถ้าผมทำไป ฉิบหายไปแล้ว”

ในที่สุดตำรวจคลี่คลายจับทีมสังหารตัวจริงได้ มลทินที่เขาถูกกล่าวหาก็หายไป ก่อนย้ายลงเป็นรองผู้กำกับการอยู่จังหวัดอ่างทอง เจอขั้วการเมืองในถิ่นเล่นงานอีก หาว่าไปข่มขู่ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เซ็นคำสั่งเด้งด่วนภายใน 48 ชั่วโมง กระเด็นไปอยู่โรงพักโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี อยู่จนได้ขึ้นผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี พัฒนาโรงพักที่เสื่อมโทรมกลายเป็นโรงพักตัวอย่างรับรางวัลของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3

ต่อมาเลื่อนเป็นรองผู้บังคับการตำรวจสืบสวนภูธรภาค 3 ปีแรกคุมงานกิจการพิเศษ พอ พล.ต.ท.ธีระศักดิ์ กลิ่นพงษา เพื่อนร่วมรุ่นมานั่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 จึงมอบหมายให้ดูแลงานปราบปรามอาชญากรรมตามถนัด เปิดปฏิบัติการเก็บกวาดจัดการพ่อค้ายานรกพื้นที่อีสานใต้หายเกลี้ยง ตามนโยบายเด็ดขาดและดุดัน ใช้เวลาแค่ 2 เดือน ขบวนการยาเสพติดริมฝั่งโขงที่เคยอาละวาดหนัก มีอันต้องหักหลังยิงกันตายหลายศพ

หลังจากเป็นผู้บังคับการตำรวจสืบสวนภูธรภาค 3 เริ่มนโยบายเชิงรุกต่อ วันแรกเครือข่ายยาเสพติดของบุรีรัมย์และนครราชสีมา นัดยิงกันตายรวม 8 ศพ “ผมพูดกับนายเสมอว่า สิ่งหนึ่งมันขึ้นอยู่กับผู้นำ ผู้นำแบบไหน เด็กถึงกลัว แม้แต่ยุคนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คนที่ยืนข้าง คือ แรมโบ้-สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผมจับพี่ชายเขามาแล้วเรื่องไม้พะยูงกับสินบนล้านห้า ไม่เห็นมีใครมายุ่งกับผมเลย”

 “มันอยู่ที่เราจะนำอย่างไร ถูกหรือผิด คือ ตำรวจ มันพร้อมจะเดิน แต่พอบอกให้มันตรง มันยังจะแวะ แล้วถ้าเราพามันแวะก็ยิ่งเตลิด นี่คือหลักการทำงานของผม เหมือนกองสืบ ถ้าจะเอาตำรวจนักสืบ ผมต้องพูดกับนายทุกคน เรื่องนักสืบมันเป็นพรสวรรค์ของแต่ละบุคคล แล้วมันอยู่ที่ใจรัก คุณอย่าบอกว่าตำรวจทำได้หมด คุณลองเอาพวกการเงินไปจับโจรซิ มันทำได้ไหม มันจะรู้อะไร เดี๋ยวก็ติดคุกกันหมด มันต้องพรสวรรค์ ต้องใจรัก อะไรอย่างนี้”

“ผู้การอย่างผม คือเสือ ไม่ใช่หมู ไม่ใช่หมา จะไปรื้อค้นถังขยะ แต่ผมจะหาล่าเนื้อแดก แล้วแบ่งปันลูกน้อง มันอยู่ที่จิตวิญญาณ ผมทำจนกระทั่งกองสืบมันดี กองบังคับการอะไร ผู้การอยู่ห้องข้างบน แต่ลูกน้องไปอยู่ห้องใต้ถุน เป็นห้องเก็บของเอามาทำห้องทำงาน มึงไม่มีความสง่างามเลย เวลาทำงานถามว่า มีผู้การคนไหนอยู่กับลูกน้องด้วย ครูบาอาจารย์ของผม คือ นายวรรณรัตน์ กับนายคงเดช ชูศรี ผมก็พยายามจะถ่ายทอดให้น้องๆ ในสิ่งที่ดี ไม่ใช่รับจ้างฆ่าเขา ไม่เอา อย่าทำ” พล.ต.ต.ปกรณ์ว่า

อดีตผู้บังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 3 ย้ำอุดมการณ์ว่า อยู่บนแผ่นดิน ต้องทำให้แผ่นดินมันสูง อย่าทำให้มันต่ำ พวกเรามีหน้าที่ทำงาน ไม่มีหน้าที่หาเงิน คนที่มีหน้าที่หาเงิน คือ หัวหน้าหน่วย ถ้าทุกคนไปคุ้ย คนหนึ่งไปคุ้ยตรงโน่น คนหนึ่งไปคุ้ยตรงนี้ ก็เละหมด แต่พอมาถึงวันนี้ มันไม่ใช่ มันตรงข้ามหมด ไม่ใช่เพราะระบบ แต่เพราะคน ทำให้คนทำงานแย่ตามไปด้วย

เจ้าตัวยังมองว่า ปัญหาใหญ่ คือ ใช้คนไม่ถูกกับงาน เวลาแต่งตั้งไปจับกองสืบก่อน ไปเอาหมู หมา กา ไก่ที่ไหนมาก็ไม่รู้ ไม่เคยทำตรงนี้ ไปเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ คนที่เคยทำก็เอาไปไหนต่อไหนก็ไม่รู้ อ้างว่า ปกครองยาก กลับเอาเด็กตัวเองมาสร้างปัญหา เริ่มใช้ให้มันไปหาตังค์ จะทำอะไรเป็น ชีวิตทำงานมาอย่างนี้ตลอด นายจัญไรบางคนกว่านั้นอีกบอกว่า เอามันมาอยู่แล้วเสียของ บางครั้งมันก็ต้องยอมเสียของ เพื่อเอาของดีไว้ อย่าคิดว่าทุกอย่างต้องเป็นตังค์หมด อย่างนี้บรรลัยแล้ว มันต้องเว้นบ้าง กับข้าวมีตั้ง 10 อย่าง แดกสัก 8 อย่าง เว้นไว้สัก 2 อย่างจะเป็นไร

นายพลผู้ผ่านเรื่องราวบู๊มาอย่างโชกโชนเห็นอีกว่า คนทำงานต้องได้รับผลตอบแทน แม้กระทั่งขั้นเงินเดือนต้องได้ก่อน ไม่ใช่เด็กนายมาเอาไปหมด แล้วจะเหลือใครทำงาน คนทำงานก็คิดว่า เออ เดี๋ยวมาเดินแบบนี้บ้างไม่ดีกว่าหรือ หาเงินส่งนาย นี่คือ ความเสื่อมของกองสืบ แต่ถ้าทุกอย่างร่วมกันรับผิดชอบสิ คดีสำคัญๆ ลงไปสิ “กลัวอะไร มึงก็หัวใจ เราก็มีหัวใจ กลัวติดคุกเหมือนกัน ผมพูดกับเด็กว่าไง บอกมึงไม่เป็นไรหรอก ติดด้วยกันไม่เหงา ผมก็พูดคำนี้ คำที่ได้มาจากท่านคงเดช นี่คือสิ่งที่ผมได้จากครูบาอาจารย์มา ผมก็พยายามปลูกฝังเด็ก”

เขายกตัวอย่างต้นแบบอินทรีอีสาน พล.ต.อ.บุญทิน วงศ์รักมิตรว่า เวลาเทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ ทำไมมีแต่ลูกน้องพากันไปรดน้ำ ดูเอาแล้วกันว่า ท่านประพฤติปฏิบัติอย่างไร ถึงยังเป็นที่เคารพนับถือกันอยู่ อายุ 80 กว่าแล้ว ยังมีคนไปหา เราก็พยายามปลูกฝังลูกน้อง แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากถึงผู้บังคับบัญชารุ่นใหม่ว่า ตำรวจสืบสวนควรเป็นอาชีพเฉพาะทาง เหมือนหมอ ถ้าหมอหู ตา คอ จมูก ผ่าทำบายพาสได้ไหม หมอทำบายพาส ไปผ่าตาต้อกระจกได้ไหม ตำรวจก็เหมือนกัน ไม่รู้จะไปไหนให้นักสืบไปอยู่อำนวยการ ขณะที่บางคนไม่เคยทำงานสืบสวนขึ้นเป็นรองผู้กำกับกองสืบสวน

“บางคนเด็กนาย เป็นรองผู้กำกับ 3 ปีครึ่งเอาขึ้นผู้กำกับเพื่อจะได้ดูแลนาย มันจะทำงานยังไง ผมถามหน่อย ผลสุดท้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อไหร่จะเจริญ ต้องเอาคนเฉพาะทางมาทำ พนักงานสอบสวนก็ต้องเอาคนที่มีความรู้ด้านกฎหมายมาทำสำนวน ไม่ใช่ไปเอาใครไม่รู้มาทำ ทำไมเวลาไปหาหมอ ยังต้องไปหาหมอเฉพาะทางล่ะ ทำไมไม่ไปเดินหาใครก็ได้ ไปหาหมอฟัน บอกว่า ปวดหัว มันก็ไม่ใช่”

ตำนานนักสืบมือพระกาฬขยายความล้มเหลวขององค์กรเก่าว่า สมัยนี้รองผู้กำกับกองสืบบางคนยังไม่รู้เทคนิคการสืบสวน นี่คือความเสื่อมของกองสืบ ถ้างานป้องกัน สอนกันได้ เพราะคือ เบสิกของตำรวจ จราจรยังบอกได้ว่า วันนี้ วันจันทร์ อังคาร ศุกร์ รถจะติด ยังสอนได้ ถามว่างานสืบ ทำได้หรือ ไปเอางานที่อยู่อำนวยการเคยไปส่งลูก 7 โมงครึ่ง พอ 3โมงครึ่งไปรับลูก ถ้าไปเฝ้าจุดแล้วจะทำอย่างไร คือ สิ่งที่นายไม่คิด เพราะฉะนั้นคนทำ ก็ทำตายห่า

          พล.ต.ต.ปกรณ์สีหน้าจริงจังว่า คนเป็นนายสำคัญ ถามว่ามันฉิบหายกันไหมแบบนี้ เว้นไว้สักกองบังคับการสืบสวนให้เขาได้โตเฉพาะทางได้หรือเปล่า ถ้าไม่ดี ก็บี้ๆ เลย ไม่ใช่ ผู้การมาจากไหนก็ไม่รู้ ทำอะไรเป็นหรือเปล่า  ทุกอย่างมันอาศัยประสบการณ์ ณ วันนี้ ลองคิดดูละกันว่า แต่ละกองบังคับการ มีนักสืบจริงๆ อยู่กี่คน มันเป็นพวกอีแปะเท่าไหร่ เพื่อต้องการเงินประจำตำแหน่ง 3,000 บาท ตำรวจกองสืบ มีอยู่ 50-70 คน แต่มีคนทำงานจริงๆ ไม่ถึง 20 ก็เป็นเพราะพวกนี้

เขาเน้นว่า ให้นักสืบเป็นอาชีพเฉพาะทาง เด็กใหม่ถ้าจบมาอยากมาทำงานด้านนี้ ก็ให้มาอยู่ในไลน์นี้ สร้างมันขึ้นมา  เป็นเรื่องที่นายต้องคิด ขวัญกำลังใจนี่สำคัญ ต้องเสียสละ ไม่ใช่ให้ลูกน้องเสียสละ ถ้าอย่างนั้น เมื่อไรก็เจ๊ง วันนี้ลูกน้องทำงานให้ ก็เสียสละอยู่แล้ว  “ฝากขอเรื่องนี้เรื่องเดียว อาจไม่ใช่หมอ แต่มันก็รักษาคนทั้งประเทศ  มีแค่ไม่กี่กองบังคับการภูธรหรอก กับนครบาลแค่นั้น ให้เขาโตในสายเถิด แล้วนอกนั้น มีอีกตั้งหลายสิบกองบังคับการจะไปขึ้นที่ไหนก็ให้มันขึ้นไป เพราะถ้าไปทำงานไม่ได้ มาก็เป็นขยะเปล่าๆ ให้มาหาผลประโยชน์ งานก็ไม่ทำ ทำอะไรก็ไม่เป็น ฉิบหายล่ะทีนี้”

         ปกรณ์ เสริมสุวรรณ !!!