ถึงจะอาภัพไม่มีโอกาสเลื่อนชั้นเป็น “นายพล” ทั้งที่มุ่งมั่นทำงานสืบสวนคดีสำคัญมาตลอดชีวิตราชการ แต่ พ.ต.อ.สมภพ พงษ์ฤกษ์ อดีตรองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนภูธรภาค 7 ไม่เคยคิดน้อยเนื้อต่ำใจ เขาเลือกที่จะสนุกกับบทนักสืบปิดทองหลังพระส่งรุ่นพี่รุ่นน้องเป็นใหญ่เป็นโตบนเก้าอี้ระดับบิ๊กในยุทธจักรสีกากีจำนวนไม่น้อย

“ผมไม่อยากเป็นใหญ่หรอก ไม่มีใครเป็นใหญ่แล้วจะทำงาน ขณะเดียวกัน ผมชอบทำงานโดยไม่ต้องมีใครบังคับขู่เข็ญ หรือมาสั่ง ผมชอบแบบนี้ ทำอะไรตามใจตัวเอง เพราะมั่นใจว่า งานจะออกมาดี” เจ้าตัวว่าถึงสไตล์การทำงานบู๊ล้างผลาญในอดีต

ประวัติตั้งแต่เด็ก เขาเกิดที่ปากช่อง นครราชสีมา ลูกชายพนักงานการรถไฟ แม่ทำไร่ ย้ายเข้ามาอยู่เมืองกรุงที่บ้านพักรถไฟ กม.11 เรียนโรงเรียนเทพประสาทวิทยา ตลาดหมอชิตเก่า ชอบเล่นฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ ถึงขั้นปีนกำแพงหนีเรียนไปเตะฟุตบอลที่โรงเรียนปานะพันธุ์ และเดินสายหาเงิน กระทั่งจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 อยากทำงานป่าไม้ เคยไปสมัครสอบป่าไม้เขตจังหวัดแพร่ ผ่านวิ่ง แต่ไม่ผ่านข้อเขียน หันไปเรียนนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง สอบไปสอบมาหน่วยกิตไม่ได้ตามเป้า นั่งรถเมล์กลับบ้านผ่านเห็นโรงเรียนตำรวจนครบาลมีคนมุงกันอยู่เลยลงไปดูถึงรู้ว่า มีการรับสมัครสอบพลตำรวจ

ตัดสินใจกลับไปเอาหลักฐานมาสมัครสอบเป็นคนสุดท้าย พ.ต.อ.สมภพเล่าว่า สมัยนั้นสอบ 13,600   คน รับแค่ 360 คน ทั้งที่ไม่ได้ชอบตำรวจ ไม่คิดอยากเป็นตำรวจ แต่ดวงคงพาไป สอบติดเป็นคนที่ 45 เรียนจบมาจังหวะนั้นมีการคัดตัวนักฟุตบอลของสโมสรตำรวจ ไปคัดตัวด้วย พ.ต.อ.ไพฑูรย์ ปิ่นประยงค์ เป็นประธานสโมสร คิดในตำแหน่งผู้รักษาประตู ก่อนจะขยับมาเล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ สังกัดสโมสรตำรวจ มีโอกาสลองสอบโรงเรียนนายร้อยตำรวจได้เป็นคนสุดท้ายของรุ่น 32   ช่วงมีกีฬาเหล่าพอดี เก็บตัวอยู่โรงเรียนนายร้อยตำรวจทั้งที่ยังไม่ได้ประกาศผลสอบ

พ้นจากรั้วสามพรานบรรจุเป็นรองสารวัตรสืบสวนสอบสวนทำหน้าที่หัวหน้าสายสืบโรงพักสำเหร่ เช้ายังต้องไปซ้อมบอล เย็นก็ต้องซ้อมบอล แต่กลางคืนวิ่งไล่จับผู้ร้าย พ.ต.อ.สมภพบอกว่า ชีวิตตอนนั้นทำได้ เพราะยังหนุ่มและแข็งแรง หน้าที่หลักคือ หัวหน้าสายสืบคุมลูกน้องประมาณ 10 คน มีอยู่วันซ้อมบอลเสร็จตอน 2 ทุ่ม ขี่มอเตอร์ไซค์ออกตรวจไปเจอคนร้ายกำลังก่อเหตุ คนร้ายเห็นก็ตกใจวิ่งหนี เราจอดรถมอเตอร์ไซค์ ถือปืนกระบอกหนึ่ง วิทยุตัวหนึ่ง วิ่งไล่มัน เราเล่นฟุตบอล ไม่ต้องไล่มาก เพราะรู้เดี๋ยวคนร้ายก็หมดแรงไปเอง ไล่จนทันเตะขาหลังรวบได้ทันควัน

“ผมกำลังฟิตมาก เหมือนเช้าของอีกวัน ซ้อมบอลเสร็จรับแจ้งคนร้ายเอามีดจี้คอผู้หญิงเป็นตัวประกันอยู่หน้าศาลเจ้า ผมไปที่เกิดเหตุทั้งที่ยังใส่ชุดนักกีฬา ทำเป็นเดินไม่รู้ไม่ชี้ คนร้ายไม่ได้เฉลียวใจ ถึงตัวได้ผมล็อกตัวเอามือซ้ายจับมีดช่วยตัวประกันออกมาได้ ดีใจที่ตอนนั้นช่วยคนได้ ไม่ได้คิดอะไร ถามว่าประมาทไหม ก็ไม่ได้ประมาท เพราะเราระวังตัวอยู่แล้ว มันมียุทธวิธี ที่สำคัญผมคิดเร็วทำเร็ว ถ้าช้าแล้วไม่ได้เรื่อง เป็นแนวคิด หลักการทำงานของผมมาตลอด ไม่ได้ต้องการมาดัง มาเด่นอะไร ชาวบ้านเดือดร้อน ถ้าปล่อยไว้จะไม่ทันการณ์”

พาทีมฟุตบอลกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้แชมป์ของกรมตำรวจ พล.ต.ท.เสน่ห์ สิทธิพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลขณะนั้นตบรางวัลให้เลือกสังกัดใหม่ในเมืองหลวง เขากลับทิ้งโรงพักทำเลทองอย่างพญาไท มักกะสัน ขอย้ายไปใช้ชีวิตนอกเครื่องแบบที่กองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือ แหล่งชุมนุมนักสืบมือพระกาฬของยุทธจักรสีกากี

เจ้าตัวให้เหตุผลว่า อาจเพราะชอบงานสืบสวน คิดว่างานสืบสวนกับการเป็นตำรวจ ถ้าจะทำงานในพื้นที่แคบๆ เราจะอยู่แค่นั้น แต่เราอยากทำงานที่กว้างจะทำให้เราได้ประสบการณ์กว้างกว่า เป็นพื้นฐานจากที่เคยสัมผัสมา ย้ายมากองสืบสวนเหนือครั้งนั้น ทำคดีเยอะมากแม้จะเป็นน้องใหม่ แต่ได้รุ่นพี่ดี ตั้งแต่ ประมวล นีละคุปต์ สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ ทวี ทิพย์รัตน์ เขตต์ นิ่มสมบุญ คงเดช ชูศรี ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา พีระ บุญเลี้ยง สฤษฎ์ชัย เอนกเวียง เชิดชาย เสขะนันทน์ ทำให้เราซึมซับ และปฏิบัติตัวได้ดี

“ทำคดีสำคัญๆ เยอะแยะมาก มีทั้งยิงต่อสู้ วิสามัญฆาตกรรม บางครั้งเราไม่ได้อยากจะทำเท่าไหร่ แต่ด้วยความที่เราเป็นตำรวจต้องมีพวกนี้บ้าง ไม่ใช่นึกอยากจะไปยิงคน ฆ่าคน การจับตัวผู้ต้องหาแต่ละราย เสี่ยงทั้งนั้น เขาก็ต้องป้องกันอิสรภาพของเขา ในขณะที่เราจะต้องไปจับเขา บางทีเราวางตัวเหมือนไม่ใช่ตำรวจ ปลอมตัว แต่นอกเครื่องแบบต้องพร้อมปะทะ พวกพี่ ๆ จะสอนตลอดให้ระวังตัวเสมอ”

มีคดีตามมือปืนรายหนึ่ง พ.ต.อ.สมภพเล่าว่า เมียคนร้ายมาให้ข่าวจะนัดเจอผัว เราก็ไปพร้อมสุพจน์ พรหมศิริ นายตำรวจรุ่นพี่ ปรากฏว่า คนร้ายถือระเบิดมาด้วย เราเอามือขวาล็อกคอ มือซ้ายต้องจับระเบิดเอาไว้ นับเป็นเหตุการณ์ระทึกครั้งหนึ่งในชีวิต อีกคดีหวาดเสียวไม่แพ้กัน แต่ครึ่งท่อนกำลังจะไปขึ้นศาลที่สนามหลวง รถติดไฟแดงแยกลานพระบรมรูปทรงม้า เห็นรถต้องสงสัยของมือปืนมีประวัติฆ่าแม่ลูกเจ้ามือหวยที่ปากเกร็ด นนทบุรี ตัดสินใจขับตามจนรถคนร้ายติดไฟแดง รีบเดินลงถือถุงกระดาษไปด้วย ปืนไม่มี แกล้งยกถุงทำเป็นปืนจ่อไปที่รถแล้วเรียนตำรวจจราจรที่อยู่ตู้สัญญาณไฟมาช่วย คุมตัวได้ 2 คน โชคดีที่คนร้ายไม่ทันได้คิดสู้

บ่มเพาะตำรานักสืบเมืองหลวงอยู่ 4 ปีได้รุ่นพี่เป็นต้นแบบหลายคน ชลอ เกิดเทศ มาทำทีมฟุตบอลสโมสรตำรวจย้ายขึ้นเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 8 คุมพื้นที่ภาคเหนือ รับผิดชอบ ตาก กำแพงเพชร พิจิตร สุโขทัย แพร่ น่าน พิษณุโลก และนครสวรรค์ พ.ต.อ.สมภพเลือกเปลี่ยนทางติดตามไปเป็นมือทำงานเป็นชุดเฉพาะกิจให้ผู้เป็นนาย เพราะอยากเปลี่ยนบรรยากาศตามวิถีชีวิตของตัวเอง เป็นนายตำรวจคนเดียวเดินสะพายปืนอาก้าตรวจทั้งพิษณุโลก ทำสถิติคดีอาชญากรรมเมืองสองแควเงียบสนิท

ก่อนหน้าเขายังได้รับการคัดเลือกเข้าไปอยู่ชุดเฉพาะกิจปราบปรามผู้มีอิทธิพลและมือปืนรับจ้างของกระทรวงมหาดไทย มี ชลอ เกิดเทศ สล้าง บุนนาค ราชศักดิ์ จันทรัตน์ สมชาย ไชยเวช เป็นคุมทัพระดับหัวกะทิ จากนั้นแยกทางกับชลอ เกิดเทศ ที่ไปเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ส่วนตัวเขาขึ้นเหนือไปอยู่เชียงใหม่ตามคำชวนของบรรดล ตัณฑไพบูลย์ นักสืบรุ่นพี่ที่สืบสวนเหนือ ร่วมทีมเหยี่ยวดำ เก็บกวาดแก๊งซามูไรที่สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวเชียงใหม่ราบคาบแทบหมดพันธุ์

อยู่เชียงใหม่ 3 ปี ขยับลงเป็นสารวัตรสืบสวนคนแรกของสถานีตำรวจภูธรอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก่อนไปรับตำแหน่ง 7 วันปลอมตัวเข้าพื้นที่กินนอนหาข่าว ประเดิมเก้าอี้วันแรกจับผู้ต้องหาได้ 3 รายรวดในคดีฆ่า คดีปล้นทรัพย์ จับเสร็จลงบันทึกประจำวันมารายงานตัวพร้อมบันทึกจับกุมผู้ต้องหาไปด้วยทีเดียว

ทำชายทะเลอำเภอท่องเที่ยวดังปราศจากโจรผู้ร้ายคดีอุกฉกรรจ์นาน 4 ปี เขายังต้องไปทำงานเป็นชุดเฉพาะกิจให้ “เขตต์ นิ่มสมบุญ” ร่วมคลายปมคดีสำคัญทั่วประเทศเคียงข้าง “อัศวิน ขวัญเมือง” แม้ตัวจะอยู่หัวหิน แต่ขึ้นเหนือล่องใต้เป็นว่าเล่น “ทำงานในหน้ากว้าง แต่เราก็ต้องทำงานในพื้นที่ของเราให้ดีที่สุดด้วย  มันก็เหมือนกับทำให้เราได้ก้าวหน้าอีกขั้นหนึ่ง แต่สิ่งที่ผมทำประจำ คือ ไม่หวังสิ่งตอบแทน ไม่ต้องการเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์ คือ ถ้าเป็นใหญ่แล้วไม่ได้ทำงาน ผมคิดไม่เหมือนคนอื่น ถามคำหนึ่งว่า ชี้นิ้วกับทำเอง มันต่างกันไหม มันไม่ได้ใจคน ไม่ได้ใจลูกน้อง ไม่ได้อะไร มันเป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาอยู่แล้วว่า การสั่ง คุณต้องปฏิบัติตาม แต่ผมไม่ชอบให้ใครมาสั่ง อันนี้เรื่องจริง ถ้าสั่ง ผมไม่ทำ อะไรอย่างนี้ ถ้าสั่งมาก ยิ่งไม่ทำ ไม่ใช่เราแอ็กนะ แต่ผมไม่ค่อยชอบให้ใครมาสั่ง” อดีตนักสืบมากประสบการณ์ระบายความรู้สึก

ตลอดระยะเวลาการทำงาน เขาสะท้อนความจริงในวงการนักสืบด้วยว่า จะมีสักกี่คนเสียสละเรื่องงาน และเรื่องเงิน ตำรวจเอารายได้มาจากไหน ตำรวจดีก็มี แต่เราไม่ใช่ดีมาก ต้องเอาเงินที่เราได้มาไปจับกุมผู้ร้าย ใช้เงินเบี้ยเลี้ยงไป หรือมีธุรกิจสีเทาอยากช่วยเหลือ ทว่าเราไม่ได้เอาเข้ากระเป๋าตัวเอง เราเอาไปดูแลพี่น้องเพื่อนเพื่อเอาไปทำงาน ส่วนเงินเดือนที่ได้จากหยาดเหงื่อของเราเองจะให้แม่ ถือเป็นกุศลที่เราทำให้แม่

“ผมมองเป็นเรื่องจริง ดังนั้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรืออะไรก็แล้วแต่จะคุ้มครองเรา ผมพูดกับน้องๆ ตลอดเวลา ผมอยู่รอดปลอดภัย แคล้วคลาด เพราะหน้าหมวกผม คือ ตราแผ่นดิน ถ้าคุณเป็นคนของแผ่นดิน คุณทุจริต เลวทราม ต่ำช้า คุณอยู่ไม่รอด มีตังค์ก็ไม่ได้ใช้ ผมเชื่ออย่างนั้นนะ และจะสอนลูกน้องเสมอว่า มึงเป็นมือปืน มึงต้องเลิก ถ้ามึงไม่เลิก มึงก็เคยเห็นนะ เวลาถูกสอบปากคำ ถูกกระทืบ ถูกรีดว่า เป็นแบบไหน นอกจากเห็นแล้วก็ให้ทำด้วย ให้รู้เลย ผมชอบพูดตรงๆ ผมไม่ได้คบคนดีทั้งหมด เพราะพวกนี้มันได้งาน”

พ.ต.อ.สมภพว่า ส่วนตำรวจด้วยกันจะไม่คบ เว้นแต่ที่เคารพนับถือ หรือนิสัยเหมือนกัน ทำงานด้วยกันได้ ตำรวบางคนวันนี้อยู่กับเรา พรุ่งนี้ไปอยู่กับใครก็ไม่รู้ เปลี่ยนนายใหม่ ฆ่าเราเลย ถ้าเป็นมือปืน เป็นโรโบคอปกลับใจมาอยู่กับเรา ทำงานให้เรา เราเลี้ยง เราดูแล ทำประกันให้หมด อย่างน้อยพวกนั้นก็ไม่ไปทำกรรมเลวให้คนอื่นอีก

พิชิตคดีร่วมชุดเฉพาะกิจระดับกรมตำรวจและกระทรวงมหาดไทย พล.ต.ต.คำนึง ธรรมเกษม ผู้บังคับการปราบปราม ดึงเขามาเป็นดรีมทีม 13 กุมารนักสืบติดอาร์มกองปราบปราม ประกอบร่างกับ ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา สมพงษ์ คงเพชรศักดิ์ อัศวิน ขวัญเมือง เฉลิมพันธ์ อจลบุญ สมศักดิ์ จันทะพิงค์ จักรทิพย์ ชัยจินดา สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รับงานในหน้ากว้างขึ้น “ผมภูมิใจนะ เป็นตำรวจเล็ก ๆ อยู่ในโรงพักเล็กๆ หูตาบอด ไม่กว้างไกล ได้มาอยู่ในหน่วยกองปราบ ที่สำคัญ ผมจะไม่ทำให้ผู้ใหญ่เสียชื่อ ถ้าผมทำเสียชื่อ ต่อไปผู้ใหญ่จะไม่ใช้เรา ต้องให้ผู้ใหญ่คิดว่า ต้องใช้เรา มันถึงภูมิใจ และผมคิดว่า ฝีมือตำรวจน้องๆ ทุกคน มีดีเยอะ แต่ไม่มีโอกาสมาใช้งานด้านนี้ มันน่าเสียดาย ยิ่งปัจจุบันต้องรักษาตำแหน่งตัวเองเอาไว้ไม่พอ ต้องไม่ให้ถูกย้ายอีก”

เป็นรองผู้กำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม กระทั่งทีมแตกต้องย้ายเป็นรองผู้กำกับการตำรวจน้ำ พลิกวิกฤติเป็นโอกาสด้วยการใช้เวลา 7 วันตามจับแก๊งโจรสลัดปล้นเรือน้ำมันกลางทะเลอันดามันเอามาซุกไว้เกาะสีชัง ชลบุรี ตามด้วยจับตายคนร้ายค้ายานรกรายใหญ่ ผ่ามรสุมขึ้นเป็นผู้กำกับการตำรวจป่าไม้ และได้ลงไปช่วยสืบสวนสางปมคดีฆ่าข่มขืนแหม่มที่เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี ตกเป็นข่าวดังไปทั่วโลก

ไล่เลี่ยกันได้ช่วยแกะรอยปมฆ่าเผาฝรั่งชาวอังกฤษที่ป่าแก่งกระจานเขตรอยต่อถิ่นเก่าอำเภอหัวหินตามจับผู้ต้องหาเป็นเมียคนไทยที่เอาญาติพี่น้องมาลงมือเหี้ยมยกแก๊ง จากนั้นอยู่ชุดเฉพาะกิจคดีสังหารนายสันติ ชัยวิรัตนะ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่จังหวัดเชียงราย ปิดแฟ้มคดียิงอาจารย์หญิงมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด วิทยาเขตหัวหิน รวมถึงคดีฆ่าวิศวกรชาวเกาหลีใต้ในจังหวัดระยอง

ตำนานมือปราบคนดังมองว่า ถ้าเราได้ตั้งใจทำงานอยู่ในทีมเฉพาะกิจเหล่านี้ ทำให้เราหูตากว้างขึ้น ความจริงตำรวจพื้นที่ต้องเก่งกว่าเรา แต่เราไปวิ่งราวมาหมด เพราะเรามีทีมที่เก่ง อีกปัจจัยอาจเนื่องจากเรานับถือเรื่องกรรมเวร ดวงชะตาของคนจะต้องติดคุก หรือเกม ต้องเป็นอย่างนั้น “ทำผิดมันหนีไม่รอดหรอก ผมทำมาทุกคดี ไม่เคยที่ไม่รอด ได้ทุกคดี เป็นสิ่งที่ติดตัวเรา ผมถือว่า เป็นหน้าที่ ไม่ใช่ว่า ยกยอตัวเอง แต่ดูๆ แล้ว ถ้ามาแข่งกัน ผมขอแข่ง ท้าดวลเลย ใครได้ก่อน มันอยู่ที่เราสนใจ หรือไม่สนใจมากกว่า”

“ผมคุยกับน้อง ๆ ตลอด ขอให้พวกเราตั้งใจทำงาน ไหว้พระ ไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ไปขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ประสบความสำเร็จ ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า เจ้าที่เจ้าทาง ศาลพระภูมิเจ้าที่นี่แหละจะช่วย แม้มันอยู่ที่ความเชื่อของแต่ละคน บางคนไม่เชื่อเรื่องอย่างนี้ มันก็เรื่องของเขา สำหรับผมต้องไหว้ ต้องอธิษฐาน แล้วผมก็จะได้ทุกครั้ง” พ.ต.อ.สมภพจริงจัง

เจ้าตัวยกตัวอย่างคดีระเบิดรถนางปัทมา เฟื่องประยูร แม่นางคมคาย พลบุตร ที่จังหวัดจันทบุรี เขาไปร่วมสืบสวนตั้งแต่วันแรก ทว่าไม่ยอมเข้าประชุมกับคณะทำงานชุดใหญ่ เพราะนิสัยไม่ชอบ และมีลางสังหรณ์บางอย่างก่อนชวนสุชาติ ธีระสวัสดิ์ นั่งรถทางหลวงกลับกรุงเทพฯ แยกกันไปหาแหล่งข่าว เช้าวันรุ่งขึ้นกลับมาพร้อมข่าวดีบอกอัศวิน ขวัญเมือง ถึงทีมสังหารและคนบงการ นำไปสู่การรวบตัว “จ่ามี” นายสิทธิพร ขำอาจ  กับพวกในเวลาต่อมา

ถึงกระนั้นก็ตาม ฝีมือการทำงานสืบสวนของเขาไปเคยเป็นรองใครในทำเนียบนักสืบรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่เส้นทางความเจริญก้าวหน้ากลับไม่ได้ลื่นไหลเหมือนสางคดีอาชญากรรมที่ตามเก็บกวาด โดนย้ายระหกระเหินไปหลายคำสั่งถึงจะคืนรังเป็นรองผู้บังคับการปราบปรามในยุค พล.ต.อ.วินัย ทองสอง เพื่อนนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 32 คุมทัพ ไม่นานก็ขยับอีกเป็นรองผู้บังคับการตำรวจรถไฟ เป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี สุดท้ายเกษียณเก้าอี้รองผู้บังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 7

“งานสืบสวนต้องใช้ความพยายามในการจับคนร้ายให้ได้” เขาฝากแง่คิดและขยายความว่า ญาติพี่น้องที่ถูกรังแก ถูกฆ่า ถูกปล้น ถูกลักทรัพย์ หรือว่า มีคดีสำคัญ จะก่อคดีมากี่คดีก็แล้วแต่ เราต้องช่วยจับผู้ต้องหามาลงโทษให้ได้ ถือว่าเป็นการช่วยคน ไม่ใช่ทำให้เสร็จ ๆ แล้วออกเวร ต้องสืบ ต้องจับ ต้องเสียเงินเสียทอง ค่ารถ ค่าน้ำมัน ค่ากิน เป็นสิ่งที่งานสืบสวนต้องเสียสละเหมือนทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

“ก็มีบางครั้งคิดนะว่า ทำไปได้อะไรวะ ให้พี่ๆ ได้ดีไปหมด ได้โน่น ได้นี่ จับมาปุ๊บ ให้เขาแถลงข่าว เรากลับบ้านนอน ตอนนี้ผมมีความสุขกับการปลดเกษียณแล้ว มานั่งทำทีมฟุตบอลมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ได้ออกกำลังกาย ได้เล่นกีฬากับเด็กๆ ทำให้ร่างกายเราแข็งแรง แล้วก็นั่งดูผลงานที่ผมเคยทำ น้องๆ เป็นยังไง ก็ดูน้องๆ ไป สำคัญ คือ ผมไม่อ่าน ไม่เคยติดตามข่าว ไม่ดูข่าวทีวี หรืออ่านหนังสือพิมพ์ เพราะไม่อยากรับรู้แล้ว เดี๋ยวมันคันไม้คันมือ อยากจะสืบเองอีก”

สมภพ พงษ์ฤกษ์ !!!