อยู่กับวงการเมืองมาเกือบทั้งชีวิต อดีตเคยเป็นนักเขียนและนักข่าวของหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ก่อนก้าวสมัครเป็น ส.ส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี 2518 กระทั่งเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยุค ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นผู้นำประเทศ

แต่กลับร่วมมือฝ่ายค้านลุกอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคของตัวเอง เพราะไม่พอใจที่รัฐบาลยินยอมให้จอมพลถนอม กิตติขจร เดินทางกลับประเทศจนกลายเป็นชนวนโศกนาฏกรรมเลือด 6 ตุลา 2519

ต่อมา มีปัญหาขัดแย้งกับสมัคร สุนทรเวช เพื่อนร่วมพรรคประชาธิปัตย์ หันไปเขียนหนังสือ “สันดานรัฐมนตรี” พร้อมลงทุนสร้างภาพยนตร์ “ไอ้ซ่าส์…จอมเนรคุณ” ให้ชุมพร เทพพิทักษ์ เป็นผู้กำกับ แต่ถูกแบน เพราะเนื้อหาเสียดสีนักการเมืองใหญ่ในสมัยนั้น

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2520 พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ ก่อการปฏิวัติล้มรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร เขาเข้าไปมีส่วนร่วมขบวนการเลยถูกจำคุกด้วยข้อหากบฏ และได้รับอิสรภาพในปีถัดมา มีโอกาสไปนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยกระทรวงดัง 3 สมัยยุครัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และยังได้ตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กระทั่งปี 2531 ต้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในการปราศรัยหาเสียงที่จังหวัดบุรีรัมย์ เจอโทษจำคุก 4 ปี ที่เรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ แต่จองจำได้ประมาณ 1 เดือน ก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษให้ปล่อยตัว

อยู่เบื้องหลัง “กลุ่ม 10 มกรา” นำทีมลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ หันไปเป็นคนสนิท พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ เรื่อยมาจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของพรรคไทยรักไทย กลับมาเกิดเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยรักไทย ก่อนรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกยึดอำนาจ และโดนยุบพรรคในที่สุด

วันนี้ของ “ไข่มุกดำ” วีระ มุสิกพงศ์ ยังคงยืนหยัดอยู่บนเส้นทางการเมือง (ให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนธันวาคม 2551 ตีพิมพ์ในนิตยสาร COP’S ฉบับเดือนมกราคม 2552) แต่ปรับเปลี่ยนรูปแบบจากนักการเมืองอาชีพ ไปรับบทแม่ทัพของ “คนเสื้อแดง” กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ผุดรายการ “ความจริงวันนี้” ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เป็นกระบอกเสียงแทนรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ที่ตกอยู่ในวงล้อมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

หากทว่าเมื่อขั้วรัฐบาลเปลี่ยนเป็นพรรคประชาธิปัตย์กุมอำนาจ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีสมปรารถนา รายการ “ความจริงวันนี้” จำเป็นต้องยุติบทบาทอำลาจอทีวี แต่เจ้าตัวยืนยันว่า อุดมการณ์เดิมที่เคยทำไว้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน

“อนาคตหลังการเมืองเปลี่ยนขั้ว ส่วนตัวผม ไม่เป็นเปลี่ยนไป ยังเขียนหนังสือ บทความ ทำรายการทีวีดาวเทียม ปีที่ผ่านมา เช่าสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเอ็มวีทีวีช่อง 5 ได้เวลา 5 ชั่วโมง ออกอากาศจริง 2 ชั่วโมงครึ่ง ที่เหลือรีรัน เมื่อไม่ต้องไปทำรายการที่เอ็นบีทีแล้วก็คงต้องกลับมาทำที่เอ็มวี 5 ตามเดิม อยู่ระหว่างคุยว่าจะปรับผังเวลากันอย่างไร” วีระย้ำนโยบายการทำงานหลังจากนี้ไป

“ทางการเมืองก็จะเหมือนเดิม คนเสื้อแดงก็ยังอยู่ ผมจะตั้งสถาบันคนเสื้อแดง เป็นที่รวมของคนที่รักระบอบประชาธิปไตย ไม่เอาเผด็จการ ที่ต้องเสียสละ ต่อต้านเผด็จการ ทำเป็นเรื่องเป็นราว การเคลื่อนไหวทางการเมืองจะมีการชุมนุมทางเหนือ อีสาน หรือแม้กรุงเทพฯ ก็มีต่อเนื่อง อุดมการณ์เดิม แต่ไม่ทำผิดกฎหมาย ไม่ยึดสถานที่ราชการ ไม่ยึดสนามบิน”

ส่วนกรณีกลุ่มคนเสื้อแดงอาละวาดใช้ก้อนหินขว้างใส่รถ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ในวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น วีระบอกว่า เหตุการณ์ที่หน้ารัฐสภาวันดังกล่าว ไม่เกี่ยวกับพวกเรา คนใส่เสื้อแดงใครก็ได้ ซื้อเสื้อแดงมาใส่ ทำอะไรก็ได้  ไม่สามารถมาบอกว่ากลุ่มคนเสื้อแดง เพราะเสื้อแดงมันมากมายเหลือเกิน “สำหรับพวกผมจะทำอะไรจะบอกกันล่วงหน้า มีการประกาศผ่านสื่อว่าจะไปทำอะไรกันที่ไหน อย่าว่า แต่ไปทำอะไรที่หน้าสภาเสียหายเลย แค่ไปปล้นร้านทอง แล้วจะมาบอกคนเสื้อแดงไปปล้นร้านทอง มันไม่ได้ เพราะกิจกรรมเหล่านั้น ไม่ใช่กิจกรรมการเมือง ของเราเป็นกิจกรรมคนเสื้อแดงที่ยึดการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ใช้หลักอหิงสาในการเคลื่อนไหว ก่อนการเคลื่อนไหวจะประชุมกันเพื่อลงมติ และประกาศให้สาธารณชนทราบล่วงหน้า” แกนนำ นปช.ยืนยันจุดยืนของกลุ่มคนเสื้อแดง

อดีตนักการเมืองชาวสงขลาย้อนที่มาของการรวมตัวกันในนามคนเสื้อแดงว่า ดำเนินการมาตั้งแต่ 19 กันยายน 2549 หลังทหารยึดอำนาจ มีกลุ่มมากมาย ราว 30-40 กลุ่มต่อต้านระบบรัฐประหารกันที่ท้องสนามหลวง อยู่คนละมุม คนละเวที ไม่ได้มารวมตัวกัน ทำกันต่อเนื่องเรื่อยมา เราไม่ได้ค่อยสนใจจะอยู่กันที่พรรคไทยรักไทยมากกว่า  เมื่อพรรคถูกปิดก็ไปเปิดพรรค บอกใครที่เป็นสมาชิกพรรคแล้วอยากเคลื่อนไหวทางการเมืองให้มาเจอที่พรรค

“เขาห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน แต่พวกผมก็ไปกัน ใครจะมาจับ ก็จับ ผมไม่สน ทำกันมา กระทั่งเดือนธันวาคม เห็นรูปร่างแล้วว่า พวกยึดอำนาจ คิดจะสืบต่ออำนาจตามแผนบันได 4 ขั้น ผมมองว่า ถ้าจะสมัคร ส.ส.ต่อไป คงเป็นไปไม่ได้ เลยคิดทำโทรทัศน์พีทีวี เตรียมงานกันถึงเดือนมกราคม ได้จตุพร พรหมพันธ์ ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ จักรภพ เพ็ญแข เข้ามาร่วมงาน พอดีเขาไม่ให้ออกอากาศ จอดำ รู้ว่าเขาเล่นเราแน่แล้วเลยไปชุมนุมท้องสนามหลวง”

วีระบอกว่า ตรงนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการไปรวมกับกลุ่มที่กระจัดกระจายอยู่ก่อนหน้า ดึงแกนนำหลายกลุ่มตั้งเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ หรือ นปก. ก่อนเปลี่ยนเป็น นปช. มีแนวร่วม 40 องค์กร เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลเผด็จการมาตลอด จนเริ่มมีการร่างรัฐธรรมนูญ ก็ต่อต้านด้วยการโหวตไม่รับรัฐธรรมนูญ ใช้คำว่า โหวตโน ไม่เอา ไม่ใช่ โนโหวต นั่นคือการเริ่มการระดมคนเสื้อแดงเป็นครั้งแรก หลังจากที่ไม่เป็นเรื่องเป็นราว บอกใครโหวตโน ให้สวมเสื้อแดง รู้สึกว่าเป็นสีที่ชัดเจนดี มีความกล้าหาญ แดงโร่ ประกาศตัว ไม่หลบ ๆ ซ่อน ๆ ใครใส่เสื้อแดง คือคนที่ไม่เอารัฐธรรมนูญจึงกลายเป็นการรณรงค์ของคนเสื้อแดง ไม่รับรัฐธรรมนูญปี 2550

หัวหอกผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้บอกอีกว่า เมื่อเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อย ได้รัฐบาลใหม่มีสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศ พอกลุ่มเสื้อเหลืองเข้ามาชุมนุมอาละวาด ไม่เอานายกฯสมัคร เสื้อแดงก็ต้องจับตาดูเป็นพิเศษ กลุ่มเสื้อแดงเลยพบปะกันบ่อยมากขึ้นกลายเป็นคู่ขนานกันมากับเสื้อเหลือง แต่ของเราต้องรักษากฎเกณฑ์กติกา รักษากฎหมาย ไม่ทำอะไรหวือหวา ทำให้สู้เขาไม่ได้ รายการความจริงวันนี้ถูกยุบ พวกเราต้องหันไปใช้เวทีข้างนอก กับใช้สถานีทีวีดาวเทียมแทน

“เหนื่อยเหมือนกัน แต่ไม่เครียดเท่าไหร่ ผมผ่านการต่อสู้ทางการเมืองมามาก เรามาถึงวัยที่ไม่ต้องห่วงตัว สามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างคนปกติ เดินไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องหวาดระแวง หรือกลัวใครไม่พอใจมาทำร้าย มีเวลาว่างก็ไปเล่นกีฬา รักษาสุขภาพ ไปไหนมาไหนมีเพื่อนไปด้วย ไม่ถึงกับต้องมีคนคุ้มกัน เพราะรู้ว่าคุ้มกันไม่ได้หรอก แค่ไปเป็นเพื่อนกิน เพื่อนคุย”

“ชีวิตที่เปลี่ยนไปแน่ ๆ คือชีวิตครอบครัว ผมไม่ต้องกังวลกับครอบครัว ลูกโตหมดแล้ว ไม่กังวลต้องห่วงใยอนาคตของเขา บอกกับทุกคนในครอบครัวให้คิดซะว่า เหมือนพ่อไปบวช ยังมีชีวิตอยู่ แต่ออกจากบ้านไปบวช อยู่วัดแล้ว ลูก ๆ จะได้ไม่มีความกังวล จะไปขึ้นเวทีปราศรัยที่ไหน จะไปต่างจังหวัดอย่างไร ไปเสี่ยงภัยยังไงเขาก็ไม่กังวล อนาคตผม คงทำงานการเมืองจนหมดเรี่ยวหมดแรง เดินไม่ไหวแน่นอน” แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงระบายความในใจ

ถามว่า รู้สึกอย่างไรที่ถูกฝ่ายตรงข้ามมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่เบื้องหลังระดมพลคนเสื้อแดง วีระยอมรับว่า ไม่สนใจ และไม่ต้องการแก้ภาพพจน์ภาพลักษณ์อะไรทั้งนั้น ที่ทำกันมา 2 ปี ไม่เคยไปง้อบอกใครให้ช่วยแก้ภาพ ใครจะว่าอย่างไรก็ว่าตามสบาย ส่วนตัวก็ไม่ได้คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ มากนัก “ผมไม่ชอบโทรศัพท์ ผมโทรศัพท์หาใครไม่เป็น ถ้าคุย ก็คุยกันสั้น ๆ สบายดีหรือเปล่า กำลังทำอะไรอยู่ รักษาสุขภาพด้วย แนะนำท่านไปอย่างนั้น ไม่มีอะไรมากกว่านี้”

นักการเมืองรุ่นเก๋ามากประสบการณ์ยังมองอนาคตของการเมืองไทยในปีนี้ว่า แย่กว่าปีที่ผ่านมาแน่นอน ตั้งแต่เปลี่ยนขั้วแล้วรัฐบาลใหม่พอเริ่มต้นก็ลุยไฟเลย ไม่ได้ฮันนีมูน ปัญหาความแตกแยก ความขัดแย้งเกิดในตัวรัฐบาลเองตามธรรมชาติ ในพรรคประชาธิปัตย์ก็ขัดแย้งแล้วเวลานี้ ในพรรคร่วมรัฐบาลก็ขัดแย้ง มันเริ่มต้นจากความไม่ถูกต้อง มันก็จะเกิดปัญหา กลุ่ม นปช.ขอยืนยันเจตนารมณ์เดิม แต่ยังไม่มีมติ ห้ามไม่ให้รัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศ อาจยังต้องดูท่าที

“แค่เห็นหน้าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ก็เห็นความชัดเจนของปัญหามากขึ้น กระแสต่อต้านเริ่มมาเป็นลำดับ กษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นคนที่อยู่เวทีปราศรัยพันธมิตร เท่ากับเอาพวกพันธมิตรมาเป็นรัฐมนตรี พวกนั้น คือคนปล้นประชาธิปไตย นี่คือปัญหา ส่วน นายกฯ ก็ได้รับโหวตจากสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตร มันรู้สึกว่า ไม่มีความอับอายกันเลยในการกระทำครั้งนี้ ถ้าหากพันธมิตรทำแล้ว ใครก็ไม่รู้เป็นรัฐบาลก็ไม่เท่าไหร่ แต่พันธมิตรทำสิ่งนี้จนบ้านเมืองเสียหาย เสร็จแล้วคนพันธมิตรก็ตามมาเป็นรัฐบาล ก็เท่าเป็นการปล้นรัฐบาลเก่า ตรงนี้คนเสื้อแดงอาจต้องพิจารณาหนักเหมือนกันว่าจะยอมใหเขาบริหารประเทศหรือไม่”

“ผมคิดว่า รัฐบาลไม่มีทางอยู่ครบเทอม หากไม่แก้รัฐธรรมนูญ ต้องยุบสภา เลือกตั้งกันใหม่  ขณะที่กลุ่มคนที่ทำผิดกฎหมายไว้ ยังไม่มีใครถูกดำเนินคดี ต่างคนต่างเฉยไม่ดำเนินคดีกับพันธมิตร ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เสื้อแดงยอมไม่ได้ ความสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้ต้องมีกฎหมายเป็นมาตรฐานของประเทศ ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ทุกอย่างมันถึงขับเคลื่อนไปได้” วีระแนะทิ้งท้าย