ถือเป็นนายพลตำรวจนักบู๊ติดทำเนียบมือปราบปืนดุแห่งวงการผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ไม่หวั่นเกรงโจรผู้ร้าย

พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ชาวอำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ทายาทคหบดีเจ้าของโรงสี ระหว่างเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 5 โรงเรียนท่าตะโก ผู้เป็นตาถูกกลุ่มโจรบุกปล้นรุมฆ่าอย่างโหดเหี้ยม ญาติพากันตั้งค่าหัวประกาศถ้าตำรวจจับตายให้รายละ 5,000 บาท ที่ถือว่าเยอะมากในสมัยนั้น

ส่วนเขาถูกปั้นให้เป็นพยานปากเอก ตามตำรวจไปชี้ตัวทุกที่ที่มีการล่าจับตายคนร้าย ทำให้เกิดความไม่พอใจกับกลุ่มสมุนโจร โดนตามดักฆ่าไม่เป็นอันไปโรงเรียน อาต้องให้ปืน.38 มาพกติดตัวและอยู่ในความดูแลของตำรวจ ต้องหลบไปนอนในเตาเผาถ่าน นอนบนบ้านไม่ได้ จนถึงวัยมัธยมตัดสินใจย้ายไปอยู่ค่ายทหารจิรประวัติกับอาเขย เพราะยังถูกตามจองล้างจองผลาญ

ชีวิตหัวเลี้ยวหัวต่อเวลานั้น เจ้าตัวย้อนลำดับเรื่องราวว่า ด้วยความที่เรียนไม่เก่ง พอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก็โดนไล่ออก ไปเรียนเกษตรแห่งหนึ่ง ก่อคดีแทงเขาตายอีก หนีมาเรียนวิทยาลัยครูนครสวรรค์ ก่อเรื่องโดนไล่ยิง โดนไล่ออกอีกรอบ คราวนี้ตำรวจออกตามตัว ต้องหนีทั้งโจร หนีทั้งตำรวจไปหลบอยู่ในไร่จังหวัดกำแพงเพชร  ทำไร่ทานตะวันได้เงินมาก็ไปซื้อปืน ซื้อระเบิด เอาไว้ป้องกันตัว พร้อมกับซื้อหนังสือมาอ่านเอง เอาวุฒิมัธยมศึกษาปีที่ 3 สมัครครูช่วยสอน ได้เงินเดือน 1,050 บาท

หลังจากนั้นไปสอบเป็นเสมียนที่อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท พอปี 2521 ขยับสอบเป็นปลัดอำเภอ ทำหน้าที่ติดตามนายอำเภอ เป็นมือคุ้มกันพ่อเมืองในยุคผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์กำลังอาละวาดหนัก วิถีชีวิตกลายมาเป็นมือปืนในเครื่องแบบฝ่ายปกครองไล่ยิงผู้ก่อการร้ายไปหลายศพ ก่อนจะพลิกเส้นทางมาสมัครเป็นตำรวจ เพราะชอบส่วนตัวอยู่แล้ว

ประจวบเหมาะเรียนจบปริญญาตรีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จึงสอบเข้าเป็นนายตำรวจสังกัดกำลังพลตำแหน่งรองสารวัตรแผนกความชอบพิเศษ พอจบปริญญาโทอาชญาวิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล ปรับวุฒิติดยศ ร.ต.อ.ขอย้ายไปโรงพักชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี “มันเป็นดงโจร พวกเรียกค่าไถ่ แก๊งปล้น สมัยนั้นสมมติว่า ฆ่ากันตาย 10 ศพ ตำรวจจะรับเป็นคดีสักเรื่องหนึ่ง ใครฆ่า เขาก็จัดการเอง ช่วงผมย้ายไปปี 2528 ด้วยที่ผมฝังใจ เกลียดพวกโจรอยู่แล้ว พอมีเวลาว่าง ผมก็ยิงไปเรื่อย โดยที่ผู้บังคับบัญชาไม่ได้ใช้ ผู้ใหญ่เห็นว่า บ้าดีเดือด เลยตั้งให้มาเป็นหัวหน้าสายตรวจ เป็นหัวหน้าชุดปราบมือปืนรับจ้าง” พล.ต.ท.เรวัชรำพันความหลัง

เขาถูกตั้งเป็นหัวหน้าชุดขุนดง เป็นนามเรียกขานของหน่วยที่ดังในเวลาต่อมา หลังจากไปยิงผู้มีอิทธิพลในพื้นที่รายหนึ่ง นักข่าวเลยตั้งฉายาให้เป็น “ขุนดง” ติดตัวมานับแต่นั้นมา เจ้าตัวเล่าว่า เราทนไม่ไหว อิทธิพลทำเนื้อขาย ชาวบ้านจะไปซื้อเนื้อใครไม่ได้ เนื้อกิโลกรัมละ 28 บาท แต่ต้องซื้อเนื้อกับมันกิโลกรัมละ 45 บาท เอาเปรียบมาก ถ้าไม่ซื้อ พวกนั้นก็ส่งสมุนตั้งด่านตบชาวบ้านด้วยปืน ยิงขู่บ้าง เรายอมไม่ได้ บุกเดี่ยวเข้าไปจับถึงรังยิ่งกว่าแรมโบ้ ถือเอ็ม 79 สะพายเข้าไปตั้งแต่สี่ทุ่มรอจนตีสองถึงจับ ยึดของกลางเป็นอาวุธสงครามจำนวนมาก

ผลสุดท้ายเขาถูกย้ายภายใน 24 ชั่วโมง เพราะลบเหลี่ยมนายทุนอิทธิพลหนุนหลังนักการเมือง ไปเป็นหัวหน้าสายสืบสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกาญจนบุรี ห้ามเข้าพื้นที่ลพบุรีกับสระบุรี แต่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับทีมของ “ราชศักดิ์ จันทรัตน์” ตำนานมือปราบแห่งยุค ก้มหน้าก้มตาทำงานตำแหน่งรองสารวัตรนานถึง 12 ปี อาวุโสสูงแล้วไม่ได้เป็นสารวัตรสักที เข้าไปถามเหตุผล “สนั่น ตู้จินดา” ขณะนั้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธร 1 ว่า ชั่วตรงไหน ทำไมเลื่อนตำแหน่งไม่ได้ ถึงขยับขึ้นเป็นสารวัตรงานสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี เขต 2

ระหว่างนั้น มีญาติผู้กำกับตำรวจรายหนึ่งเข้าไปเที่ยวป่าหาจับจองที่ดิน แต่ไปเจอผู้ก่อการร้ายความมิวนิสต์ยิง ต้องทิ้งปืน ทิ้งรถหนี พล.ต.ท.เรวัชบอกว่า ประสานขอกำลังตำรวจตระเวนชายแดนเพื่อจะเข้าไปจับผู้ก่อการร้ายกลุ่มนี้ ปรากฏว่า ตำรวจตระเวนชายแดนไม่ยอมไป อ้างเป็นพื้นที่อันตราย ชวนตำรวจคนไหนก็ไม่ได้ มีเพียง ส.ต.ต.ตำรวจตระเวนชายแดน และจ่าตำรวจที่โรงพักแค่ 2 นายอาสาไปด้วย บุกขึ้นเขาเข้าป่ากัน 3 คน ลุยจนผู้ก่อการร้ายแตกกระเจิง ยึดปืนที่ฐานบนยอดเนินจำนวนมาก พอขอกำลังมาสนับสนุนก็ไม่มีใคร  ขนปืนลงมาเราก็แจกของลับพวกอยู่ข้างล่าง

เป็นเหตุให้เขาถูกย้ายไปเป็นสารวัตรด่านมะขามเตี้ย ปีเดียว “ล้วน ปานรศทิพ” เป็นผู้การเขต 3 ย้ายให้ไปเป็นสารวัตรสถานีตำรวจภูธรตำบลสามกระทาย อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นาน 3 ปีโยกเป็นสารวัตรสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี เกิดคดีสะเทือนขวัญฆาตกรรม ศยามล ลาภก่อเกียรติ เจ้าของร้านขายเสื้อผ้าบูติก บารมี อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นศพหมกอยู่ในรถยี่ห้อนิสสัน รุ่นซันนี่สีขาว  ทะเบียน ก-2344 ประจวบคีรีขันธ์ จอดทิ้งถนนทางเข้าวัดหนองปลาไหล ตำบลไร่มะขาม อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี มีน้องอิงอิง ลูกสาววัยไร้เดียงสาร้องไห้ก่อนศพแม่อยู่ในรถ

“แม่ของผู้ตายมาร้องห่มร้องไห้ ขอให้ผมช่วย เพราะตอนอยู่กุยบุรีผมไปกินข้าวร้านนี้ประจำ” พล.ต.ท.เรวัชเปิดฉากเล่าเบื้องหลังคดีดังว่า เคสนี้เป็นตำราสอนในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เกี่ยวกับหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ปกติลายนิ้วมือแฝงตรงกัน 11 จุด พนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญจะลงความเห็นว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน เสนอสั่งฟ้อง ศาลพิพากษาประหารชีวิตมาเยอะแล้ว แต่รายนี้ตรงกัน 13 จุด กลับเป็นคนละคน

เจ้าของฉายามือปราบคดีศยามลเล่าต่อว่า เขาไปตรวจที่เกิดเหตุเก็บพยานหลักฐาน เก็บดีเอ็นเอจากน้ำอสุจิ ที่สมัยนั้นไม่มีใครทำ มีน้องอิงอิง เป็นประจักษ์พยานชี้รูป ส.ต.อ.แผ่ว ภูเต็ง เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 สังกัดค่ายพระมงกุฎเกล้า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผลการตรวจเปรียบเทียบลายนิ้วมือตรงกัน 13 จุด ตำรวจใช้เป็นหลักฐานจับกุมผู้ต้องหารายแรก

“แต่ผมไม่มั่นใจ เรียกมาสอบเพิ่มเติม มันอ้างว่า วันเกิดเหตุนั่งกินเหล้าอยู่ที่ค่าย ผมถามต่อว่า กินกับใครบ้าง แล้วให้แผนที่ มีใครนั่งตรงไหน กับแกล้มมีอะไร ใครไปซื้อเหล้า กินกี่แบน เก็บรายละเอียดกักตัวไว้ก่อน แล้วไปหาตัวเพื่อนในกลุ่มเพื่อซักว่า ตรงกันหรือไม่ ขวดเหล้าอยู่ไหน ทิ้งในถังขยะตรงไหน เอาขวดเหล้าไปตรวจลายนิ้วมือ ตรงกับปากคำคนในวงเหล้าทั้งหมด ทำให้ผมเชื่อว่า ไอ้แผ่ว ไม่ได้ทำ” พล.ต.ท.เรวัชว่า

“ผมต้องสั่งไม่ฟ้อง ถ้าจับผิดตัว มันบาป จับไม่ได้เสียดีกว่า” นักสืบคดีประวัติศาสตร์เสียงหนักแน่น แต่นาทีนั้นเขาโดนผู้เป็นนายด่าเละ หาว่าไปรับเงินสินบนวิ่งเต้นล้มคดีจากนายแพทย์บัณฑิต โฆษิตชัยวัฒน์ อดีตสามีที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยแต่แรก พล.ต.ท.เรวัชยอมรับว่า เครียดมาก ทำคดีนาน 2 เดือน ต่อมาตามแนวทางการสืบสวนพบนายบรรจบ นิลห้อย เพื่อนของ ส.ต.อ.แผ่ว ภู่เต็ง ต้องสงสัยเป็นทีมสังหาร ทว่าขาดพยานหลักฐานเชื่อมโยง ตัดสินใจใช้ไมค์ดักฟังบ้านเมียน้อย ตามแกะรอยจนจับผู้ต้องหาได้ทั้งหมดรวมถึงหมอบัณฑิตผู้จ้างวาน

ปิดแฟ้มโบแดงคดีศยามล ลาภก่อเกียรติ อดีตมือปราบขุนดงย้ายเป็นสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรตำบลตลาดไร่เก่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก่อนขึ้นรองผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นผู้กำกับการอำนวยการตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ขยับเป็นผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ขยับเลื่อนเป็นรองผู้บังคับการตำรวจน้ำ

เกิดคดียิงเจริญ วัดอักษร ประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก ตำบลบ่อนอก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และแกนนำต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอก พล.ต.ท.วงกต มณีรินทร์ ขณะนั้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เห็นเขาชำนาญพื้นที่จึงสั่งให้ลงไปสืบสวนร่วมกับ พล.ต.ต.วินัย ทองสอง ผู้บังคับการปราบปราม นำไปสู่การจับกุมนายเสน่ห์ เหล็กล้วน นายประจวบ หินแก้ว นายธนูหินแก้ว นายมาโนช หินแก้ว อดีตสมาชิกสภาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และนายเจือ หินแก้ว อดีตกำนันตำบลบ่อนอก

ต่อมาย้ายคืนถิ่นเป็นรองผู้บังคับการศูนย์สืบสวนตำรวจภูธรภาค 7 ตามจับตาย ส.ต.ท.ชัยวัฒน์ กำไล อดีตตำรวจสังกัดตำรวจภูธรภาค 7 ที่ถูกออกจากราชการไปเป็นมือปืนรับจ้างลำดับที่ 5 ในบัญชีดำของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหมายจับคดีฆ่าติดตัว 4 หมายหนีคดีมานาน ตำรวจหลายหน่วยแกะรอยสืบสวนคว้าล้มเหลวทุกที

พล.ต.ท.เรวัชเล่าว่า หาญพล นิตย์วิบูลย์ มาขอความช่วยเหลือ เพราะมีข่าวว่า มือปืนรายนี้รับงานจะยิงเพื่อน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ เลยรับปากไปว่า ขอเวลาทำงานด้วย จากนั้นวิเคราะห์จุดอ่อนของเป้าหมาย ตามข้อมูลที่ได้ว่า เป็นคนระวังตัว ปลอมตัวใส่วิกตลอด รับงานใหญ่ทั้งนั้น ชอบนอนในเรือ ในสวน ไม่ใช่โทรศัพท์ เพราะเคยเป็นนักสืบมาก่อน แต่จุดอ่อน คือ เรื่องผู้หญิง จึงไปจ้างสายคนหนึ่งเป็นผู้หญิงหากินเสนอให้ 2 แสนบาทไปหาตัว

สายลับสาวหายไป 2-3 เดือน เบิกเงินค่าใช้จ่ายเกือบจะหมด 2 แสนแล้วก็กลับมาบอกข่าวดีว่า มันหลบไปอยู่กับเพื่อนที่เป็นเจ้าของรีสอร์ตชายทะเล ในป่าสวนปาล์มตำบลโคกยาง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ “ผมเอาแฟนไปด้วย สวมรอยเป็นปลัดเทศบาลถลาง ภูเก็ตจะมาจับประมูลงานระหว่างนายกเทศบาลกับผู้รับเหมา ขอเหมารีสอร์ตหมดเลย 11 ห้อง วางเงินมัดจำ คนดูแลรีสอร์ตรู้ว่า งานใหญ่รีบแจ้งลูกพี่มันมา ผมเข้าไปยกมือไหว้ แนะนำตัว พอได้จังหวะก็ชักมีดพับกดคอ บอกว่า ถ้ามึงสู้ กูปาดเส้นเลือดใหญ่ มึงตายล้านเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ามึงไม่สู้ กูมีเงื่อนไข มึงไม่รู้ว่ากูเป็นใคร อาชีพอะไร รถกูก็รถทะเบียนปลอม กูปาดคอมึงแล้วกูก็ไป จบ กูไม่บ้าจริง กูไม่มาคนเดียวหรอก”

“ผมแลกข้อเสนอให้มันบอกว่า ไอ้ชัยวัฒน์อยู่ไหน  มันยอมบอก แต่เตือนว่า อันตรายนะ มันมีอาก้า 2 กระบอก มีลูกน้อง 3 คน ผมตามไปกระทั่งเกิดยิงกันสนั่น วิสามัญฆาตกรรมมันได้ตรงนั้น” อดีตนายพลปืนดุสรุปฉากปิดบัญชีมือปืน เขาบอกด้วยว่า ระหว่างพิมพ์มือตกเป็นผู้ต้องหา เกิดคดียิงกอบกุล นพอมรบดี อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1 จังหวัดราชบุรี พรรคเพื่อไทย โดนตามให้รีบกลับไปด่วนเพราะผู้ใหญ่ต้องการพึ่งพาเนื่องจากเห็นว่ากว้างเรื่องเจ้าพ่อและซุ้มนักฆ่าละแวกพื้นที่ภูธรภาค 7

“ระหว่างทาง ผมโทรศัพท์ถามหาข่าวตลอดตามซุ้มต่าง ๆ ว่าใครรับงาน ต่างคนต่างปฏิเสธ” อดีตรองผู้บังคับการหัวหน้าศูนย์สืบสวนตำรวจภูธรภาค 7 ว่า หลังจากนั้นได้ร่วมทำงานกับ อัศวิน ขวัญเมือง คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง วินัย ทองสอง กฤษณะ ทรัพย์เดช มี เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ เป็นหัวหน้าชุด เช็กข้อมูลการติดต่อสื่อสารของกลุ่มผู้ต้องสงสัย พร้อมย้อนกลับไปไล่ที่เกิดเหตุใหม่ วิเคราะห์กันว่า มือปืนดักยิงถล่มเหยื่อตรงนี้ คนชี้เป้าจะต้องอยู่ตรงไหน ไล่จากบ้าน ส.ส.กอบกุล นพอมรบดี

ใช้เวลาไม่นาน เขาตัดสินใจหิ้วนายอานนท์ หรือเอ็ม พันธ์รัตน์ คนดูแลโต๊ะสนุ้กเกอร์ของสมาคมเกษตรภายในตลาดศรีเมืองเข้าเซฟเฮาส์ไปเค้นปากคำได้ข้อมูลเชื่อมโยง “ส.ท.ต่าย” นายอนันตศักดิ์ ศรีสวัสดิ์ หรือ ส.ท.ต่าย ผู้จัดการตลาดศรีเมือง ผู้จ้างวาน นายวิญญู หรือเลิฟ รัตนวรรณี มี นายสงัด หรือเปี๊ยก พุ่มเพ็ง อดีตสารวัตรกำนันตำบลเกาะพลับพลา เมืองราชบุรี ชิงกรอกยาฆ่าตัวตายหนีผิดไปก่อน

“หลายคดีที่ประสบความสำเร็จ ผมถามผู้ต้องหาด้วยตัวเอง ไปดูที่เกิดเหตุเอง ไปที่เกิดเหตุให้เร็ว แต่ต้องสุขุม เหมือนคนเดินหมากรุกเป็นกับคนที่เดินไม่เป็น เพราะประสบการณ์ไม่เหมือนกัน การสืบสวนในอนาคต ถ้าคนร้ายไม่ใช้โทรศัพท์ คนร้ายใส่หมวกไอ้โม่ง แล้วไม่มีวงจรปิดนะ ผมอยากรู้เหมือนกันว่า นักสืบรุ่นใหม่จะจับได้ไหม มันต้องเอาเก่ามาผสมใหม่ ข้อมูลพื้นฐานต้องดี บารมีต้องมี ที่สำคัญ อย่าไปย้ายตำรวจจากภาคเหนือไปภาคใต้ ภาคใต้ไปภาคเหนือ” พล.ต.ท.เรวัชแสดงความเห็น

 “ยกตัวอย่างถ้าเป็นผมถูกย้ายไปภาคอีสาน อาจโดนบักเสี่ยวต่อยปาก แต่ถ้าผมอยู่ภาค 7 ผมมองนักการเมืองมันยังสลด ไม่ว่าจะรวยพันล้านหรือเท่าไหร่ ผมชี้หน้าได้ ถ้าผมไปชี้หน้าที่อีสาน คงโดนต่อยปากเปรี้ยง หรือไปภาคใต้ มันก็เตะเอา เสือต้องใหญ่ในถิ่นเสือ ฉลามต้องใหญ่ในท้องทะเล อย่าไปย้ายสลับเอาฉลามมาไว้บนบก เสือไปไว้ทะเล มันจะได้อะไร ถ้าวันหนึ่งมีคดีใหญ่จะปวดหัว”

เขาติดยศ “นายพล” ขึ้นเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรีเมื่อปี 2550 แล้วย้ายเป็นผู้บังคับการประจำสำนักงานจเรตำรวจ เป็นรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 รองจเรตำรวจ (สบ7) รักษาการผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล และนั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กระทั่งเกษียณอายุราชการในปี 2559

วีรกรรมบู๊ระห่ำยาวเป็นหางว่าว แม้กระทั่งตอนโดนย้ายเข้ากรุจเรตำรวจ ผู้ใหญ่ยังเรียกออกมาใช่งานตามล่านายยงยุทธ สุดธง หรือ “ยุทธ อู่ทอง” หัวหน้าแก๊งลักรถที่ผันตัวไปเป็นมือปืนและค้ายาเสพติดก่อคดียิงตำรวจ 2 ศพในพื้นที่ภาค 6 พล.ต.ท.เรวัชเล่าว่า เคยติดตามตัวตั้งแต่วนเวียนก่อคดีลักรถพื้นที่ภาค 7 ขู่จับตายจนมามอบตัว และบอกให้เลิกพฤติกรรรม สุดท้ายมันกลับไปก่อเหตุอีก คราวนี้ถึงขั้นฆ่าตำรวจ ยอมรับว่า ตอนไปจเรตำรวจรู้สึกไม่ค่อยดี เราไม่ใช่ไม้ถูส้วม เราเป็นดาบ อย่าไปขว้างทิ้ง เดินไม่ดี เตะเท้าเลือดออกได้ ศัตรูเอาไปเข้าฝัก เข้าด้ามจะลำบาก ท่านธานี สมบูรณ์ทรัพย์ถึงเรียกมาใช้งานตามล่ายุทธ อู่ทอง ไปเปิดเซฟเฮาส์ในพื้นที่จังหวัดนครปฐมหาข่าวไม่กี่วันเปิดฉากปะทะจับตายหัวหน้าแก๊งลักรถตัวแสบสำเร็จ

ถึงกระนั้นตัวเองก็เฉียดตายด้วยเหมือนกัน เมื่อสมัยเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี เป็นผลพวงต่อเนื่องจากการตามจับกุมคนร้ายฆ่าเผานายธเรศ สดสี แกนนำนักอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กิ่งอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี ที่ไปมีความขัดแย้งกับเจ้าพ่อบ้านคา ทำกลุ่มผู้ต้องหาไม่พอใจที่ติดคุกแล้วถูกเพื่อนร่วมห้องขังตุ๋ย

“ผมจำได้แม่นว่า คืนนั้นบอลโลกชิงพอดี ผมยืนออกมาสูบบุหรี่หน้าบ้านพักผู้การจังหวัด เห็นมอเตอร์ไซค์มาจอดซุ่มฝั่งตรงข้าม ผมสะพายเอ็ม 16 ออกมาด้วย เลยตรงเข้าจี้เอามาสอบ เพราะคิดว่า จะมาลักรถ เค้นจนรับ ผู้ต้องหาคดีนายธเรศมันแค้นใจที่ผมจับติดคุกไปโดนอัดตูด เลยให้ไปหามือปืนกะจะล่อผม  ขนาดผมเป็นผู้การนะ” อดีตมือปราบชื่อดังว่า

นายพลวัยเกษียณมาประสบการณ์ยังแนะแนวคิดกับลูกน้องให้รวบรวมข้อมูลประวัติคนชั่วเก็บไว้ให้ทั่วประเทศ แอบตามว่า พวกนั้นใช้รถอะไร มอเตอร์ไซค์ยี่ห้อไหน ใช้ปืนขนาดอะไร มีเมียเก็บที่ไหน ทำเป็นฐานข้อมูลไว้ไม่น่าจะเกินแสนคน จะทำให้มีคลังสมองส่วนตัวไว้เป็นประโยชน์ติดตามคนร้ายในวันหน้า “สไตล์การทำงานของผมจะไม่เหมือนคนอื่น แต่งานสำเร็จ ผมไม่ได้ทำแบบมวยควาย เอาไปซ้อม เอาไปช็อตไฟ ต้องตัวจริงเท่านั้น ใช้จิตวิทยาซักถาม บางรายต้องคุยดี ๆ ยกยอปอปั้น มึงเก่งเพื่อใหมันพูด ผมก็เหมือนจะเป็นกึ่งคนร้ายมาก่อน ไม่ใช่คนดี”

“ฆ่าคนน่ะง่าย แต่ฆ่าแล้วไม่ให้ติดคุกน่ะยาก” เจ้าตัวทิ้งคำคม

เรวัช กลิ่นเกษร !!!