กเป็นนักโทษคดีอุกฉกรรจ์สะท้านจนต้องเข้าไปจองจำหลังกำแพงคุกนานหลายสิบปี

ชีวิตพลิกผันของ “บังมัด” วันชัย มะอินทร์ เพียงแค่เลือกเดินทางผิดตั้งแต่วัยรุ่น ทั้งที่น่าจะรุ่งบนถนนลูกหนังเมื่อครั้งเข้าไปเรียนอยู่ในรั้วปทุมคงคา มีลีลาเชิงฟุตบอลโดดเด่นร่วมรุ่นกับ เจ้าดำ-กฤษดา เพี้ยนดิษฐ์ ทว่าสุดท้ายชะตาหักเหเกเรในวัยเพียง 15-16 ปี

เจ้าตัวเกิดคลองตันอยู่ห้องแถว เที่ยวตีรันฟันแทงทำเรียนไม่จบมัธยม 2 ทิ้งความฝันที่อยากเป็นนักฟุตบอลชื่อก้องเหมือนรุ่นพี่ เพราะดันไปแทงคนตาย หลบคดีกบดานอยู่บ่อนแถวบางกระเจ้า พระประแดงสมุทรปราการ ทำหน้าที่เป็นเด็กคอยดูต้นทาง

ไม่นานรับงานยิงคนเพื่อพิสูจน์ตัวเอง กระทั่งขึ้นชั้นไปอยู่กับ “วิศิษฐ์ พึ่งรัศมี” อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก พยายามจะเป็นมือปืนในซุ้มของป่าไม้คนดัง แต่อยู่ไปอยู่มาคิดว่า ไม่ค่อยดี เงินได้น้อย ไม่คุ้ม มีกินมีใช้แค่หมื่นสองหมื่น เขาเลยตัดสินใจนั่งรถทัวร์กลับบ้านไปใช้ชีวิตปกติที่คลองตัว “กลับมายังไม่มีอะไรทำ ก็เที่ยวโต๋เต๋ ขอพ่อร้อยสองร้อย ขี่มอเตอร์ไซค์เล่นแถวทองหล่อ แล้วก็มาเจอบอสซี่ ผับ เห็นเด็กวัยรุ่นเดินไปส่งนักเที่ยวที่รถได้เงินทีร้อยสองร้อย ก็เล่นลูกนักเลงไล่ตีมัน แล้วมารับรถเองเลย” วันชัยเล่าวีรกรรมวัยรุ่นอายุยังไม่ถึงยี่สิบด้วยซ้ำ

เขาบอกว่า รับรถคืนหนึ่งเป็นหมื่น ตั้งตัวเป็นหัวหน้าเข้าไปคุยกับเจ้าของผับว่า ขอทำ เจ้าของไม่ว่าอะไร เหมือนเชื่อใจ เห็นเราเป็นคนละแวกนั้น ทำให้ลูกน้องมีรายได้กันหมด ได้เงิน 3-4 พัน  เราก็ได้หมื่นกว่าบาท ทำอยู่ได้ 2-3 ปี มีการสร้างสะพานตรงนั้น ลูกค้าไม่ดีแล้ว แต่เรามีทุนเลยเปลี่ยนมาออกเดินแถวรัชดาภิเษก ไม่ทำงานแล้ว เพราะฟู่ฟ่ามีเงิน เดินท่องราตรีแทบทุกคืนจนรู้จักขาใหญ่แถวนั้นไม่น้อย

กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เขารู้จัก “จ่าบึ๋ง” ส.อ.บุณย์ตรี มุสะกะ นักฆ่าหมายเลข 1 ของเมืองไทย

“เที่ยวไปเที่ยวมา มีพวกบอกว่า มีงานรับจ้างยิงคนสนใจไหม ผมก็รับงาน ไปๆ มาๆ ก็มาเจอจ่าบึ๋ง เมื่อมีทหารพามารู้จัก” บังมัดว่า ชีวิตเขายิ่งเริ่มถลำลงลึกขึ้น แถมมีนายตำรวจคนหนึ่งคอยดูแลให้ไปขับรถ เพราะชอบในนิสัยใจคอ ก่อนขึ้นชั้นโด่งดังเข้าหูนักการเมืองท้องถิ่นของภาคเหนือตอนล่างภาคกลางตอนบน เรียกไปทำงานอุ้ม

วันชัยเปลือยชีวิตที่เข้าสู่วงจรอำมหิตในอดีตว่า  กลุ่มพวกนั้นเป็นนายทุนปล่อยเงินกู้ ตอนหลังหันมาจับงานฮั้วประมูลก่อสร้าง ยอมรับว่า หลายครั้งถูกทาบทามให้ไปยิงคู่แข่ง แต่เราเลือกงาน ยิ่งถ้าเป้าหมายเป็นผู้หญิงเราไม่ทำแน่นอน  ไปรับงานจริง ๆ ก็ไม่ได้เยอะเท่าไหร่ มีอุ้มพ่อค้าไปยิงทิ้งเป็นพวกขัดธุรกิจกัน เรามองว่า ถ้าหักเขามาก็สมควรตาย คนดีเราไม่ทำ อย่างบางทีก็รับงานมาไม่ได้สนใจประวัติ แต่ระยะหลังไม่รับแล้ว เพราะรู้ว่า จ้างที 3 แสน แต่หวดหัวคิดมาเป็นล้าน

ออกจากสังกัดนักการเมืองท้องถิ่นภาคกลาง คราวนี้ บังมัดตั้งตัวเป็นบริษัทรับงานเอง รวบรวมสมัครพรรคพวกที่ไว้ใจ แต่มือดีเข้ามาอยู่ในทีม ตั้งก๊วนอุ้มพ่อค้ายาเสพติดอย่างเดียวเลย โดยที่ตัวเขาเป็นคนรับออเดอร์และแจกจ่ายงาน “มันมีเป้า มันมีงานเข้ามาเอง สมมติได้ข่าวว่า บ้านนี้ทำยาเสพติด ก็จะมีคนชี้เป้าให้ เงินออกมาวันละ 10 กว่าล้านทุกวันที่คลองเตย ตอนนี้รับตังค์มาแล้ว เราก็ดักอุ้มมา สมัยก่อนมันง่ายไม่มีกล้องวงจรปิด อุ้มเสร็จก็ไปทิ้งแถวอยุธยา สระบุรี แล้วคดีผมจะแก้ผ้าทุกศพ อำพรางให้เห็นว่าเป็นพวกแก๊งคนจีน หักหลังกันเอง”

เกือบทุกงานเขาจะมี “จ่าบึ๋ง” อยู่ในทีมเสมอ ถึงกระนั้น วันชัยยืนยันว่า เขากับจ่าบึ๋งไม่เคยแตกกัน ไม่เคยเอาเปรียบกันเวลารับงาน ล้วนเป็นคดีสำคัญหลายคดีที่ตำรวจพลิกแผ่นดินล่ากว่าจะปิดเกมส่ง “วันชัย มะอินทร์” เข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในคุก เหตุเพราะลูกน้องบางคนเก็บกระเป๋าเงินเหยื่อไปใช้ ไม่ยอมทำลายหลักฐานที่สาวมาถึงตัวเอง พอโดนตำรวจจับปืนก็ยังเปิดปากรับสารภาพซัดทอดเพื่อนร่วมทีมยกแก๊ง

“มันบอกตำรวจหมดเลยว่า เคยอยู่กับบังมัด เคยอยู่กับจ่าบึ๋ง ทำคดีอะไรบ้าง” วันชัยส่ายหน้า “ผมทำมาเยอะพอสมควรก็จริง แต่ไม่เคยทำคนดี และผมก็ไม่เคยซัดทอดใคร เกมก็คือ เกม ยอมรับในสิ่งที่ทำ คิดดูว่า ผมถูกตำรวจกองปราบจับ อยู่ครบผัดฟ้องฝากครั้ง ประกันได้คดีเดียว ศาลมีหมายปล่อย ตำรวจก็เอาคดีใหม่มาอีก ตั้งใจจะกันผมเป็นพยานซัดทอดผู้จ้างวานอีกที ตำรวจกองปราบบางคนยังบอกผมดื้อ” บังมัดว่า

  “ผมบอกนายครับ ลูกผมอยู่ในท้องเมียจะคลอด คนโตยังไม่เข้าอนุบาล ครอบครัวผมฉิบหายแน่ ถ้าผมไปซัดอีกก็เป็นขบวนเลยฉิบหายกันหมด ผมถือว่าเรารับเงินเขามาแล้ว ต้องรับสภาพไป แล้วทุกอย่างก็มาจบที่ผม ทั้งที่จริง ๆ ตำรวจต้องการให้ผมเป็นพยานซัดคนนั้นคนนี้จะกันผมเป็นพยาน แต่ผมไม่ทำ ให้จบที่ผมดีกว่า” อดีตผู้ต้องหาคดีดังเผยฉากสอบปากคำ หลังจากเขาตัดสินใจหนีหัวซุกหัวซุนนานหลายเดือนนับตั้งแต่รู้ตัวว่าถูกตำรวจกองปราบปรามตามล่า

บังมัดเล่าว่า มีนายตำรวจคนหนี่งโทรมาบอกจะพาเข้ามอบตัว รับรองไม่โดนกระทืบ ไม่โดนซ้อม จำได้ว่า ตอนนั้นขับรถวนเวียนอยู่แถวมอเตอร์เวย์ลังเลจะเอายังไงดี สุดท้ายตัดสินใจหนีไปอีสานได้ประมาณ 5   เดือน มีเงิน 3 ล้านบาท ใช้จ่ายหมด ก่อนโทรศัพท์หาตำรวจอีกคนให้มารับ เพราะไม่ไหว ทุนไม่มีแล้ว

ตลอดชีวิตไม่เคยติดคุก ครั้งแรกเจอโทษประหารชีวิตเลยในคดีอุ้มนัยนา โคตรานนท์ ไปจากห้องเช่า ซอยตากสิน 4 แล้วรัดคอฆ่าทิ้งศพเปลือยใกล้น้ำตกเจ็ดสาวน้อย อำเภอโมกเหล็ก สระบุรี และคดีอุ้มชาคริต ปุราธณานนท์ บริเวณสี่แยกไฟแดงใกล้ห้างดิเอ็มโพเรียม ถนนสุขุมวิท นำตัวไปฆ่ารัดคออย่างโหดเหี้ยมทิ้งศพเปลือยในป่าริมถนนรังสิต องค์รักษ์ ส่วนคดีอื่นยกฟ้อง

ติดคุกนาน14 ปี 2 เดือน รอดพ้นหลักประหารกลายเป็นนักโทษชั้นดีได้รับอิสรภาพออกมาเมื่อปี 2559 วันชัยมองว่า ชีวิตข้างในเรือนจำสุขสบายกว่าข้างนอกอีกนะ หาเงินหาทองง่าย อะไรก็เป็นเงินไปหมด ด้วยความที่เราเป็นมุทะลุ แต่ช่วยเหลือพรรคพวกไว้เยอะ ทว่าไม่วายไปมีเรื่องวุ่นวายในเรือนจำ ถูกเสนอย้ายลงไปอยู่เรือนจำจังหวัดสงขลา กะให้โดนนักโทษที่นั่นแทงตาย เอาเข้าจริงไม่มีใครกล้า ตรงกันข้ามเขายังได้พรรคพวกเพิ่มขึ้นมาอีก เนื่องจากเป็นคนใจนักเลง เพื่อนร่วมคุกยอมรับ

“พอออกมาก็มีคิดว่าจะเปลี่ยนตัวเอง คงไม่เอาตัวเองกลับไปตรงนั้นแล้ว ลูกเมียก็จะได้สุขสบาย ถือว่าชดใช้ทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้ว 14 ปี แต่ก็ถือว่าได้พรรคพวกพี่น้องมากนะ เพราะผมก็ช่วยเขาไว้เยอะ ผู้ต้องขังผมดูแลหมด กับข้าวมุสลิม ผมดูแลทุกอย่าง ก็ได้ใจพรรคพวก ตอนนี้ก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นกิจจะลักษณะ มีรีสอร์ตที่เพชรบูรณ์ แล้วก็ปล่อยกู้ก๊อกแก็กไป พออยู่ได้” อดีตนักโทษประหารค้นพบสัจธรรม

“ผมหลุดจากโทษประหารมาได้ ถือว่าจบแล้ว คำพิพากษาออกมาแล้วยังไม่โดนประหารก็ถึงที่สุดแล้ว ชีวิตผมหมดเวลากลัวแล้ว จะโดนยิงตรงไหน ตอนไหน ก็แล้วแต่พระเจ้า เขากำหนดเราหมด ผมก็ไม่ได้อาฆาตใครแล้ว มันจบไปหมด แต่ใครจะยังอาฆาตผม อันนี้ผมไม่รู้ตรงนี้ ปืนผมก็พกไว้เพื่อป้องกันตัว ไม่ได้เอาไปหาเรื่อ หรือรังแกใคร โดนจับก็ว่าไปตามเรื่อง ข้อหาพกพา ตามกฎหมายไป ชีวิตมาถึงตรงนี้ได้ ถือว่า มันไม่น่าเชื่อ อยู่ที่จังหวะดวงของผม” วันชัยทิ้งท้าย