งมีไม่กี่คนเปลี่ยนชีวิตจากเด็กช่างก่อสร้างมาสร้างตำนานนายตำรวจมือปราบ

พ.ต.อ.ฉัตรไชย เรียนเมฆ อดีตรองผู้บังคับการตำรวจภูธจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผ่านคดีสำคัญระดับชาติมากมาย แม้สุดท้ายไม่ได้เป็นนายพล แต่ถือว่า ตัวเองประสบความสำเร็จในเส้นทางชีวิตราชการจวบจนวันสุดท้ายก่อนเกษียณอายุ

ไม่ติดคุก รอดตาย และไม่โดนไล่ออก

เขาเป็นลูกคนเดียวของบ้านที่ติดชายทะเลอำเภอหัวหินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ่อเป็นตำรวจพลร่มค่ายนเรศวร เรียนแค่ประถม 4 เข้ากรุงไปต่อโรงเรียนโรจน์เสรีอนุสรณ์กระทั่งจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 ไปสอบวิทยาลัยครูเพชรบุรี เพราะอยากกลับมาบ้านเกิด แต่อายุไม่ถึง ขณะที่พ่อไม่อยากให้เป็นครู อยากให้เป็นตำรวจ ปรากฏว่า สอบไม่ติดเตรียมทหารเลยต้องเปลี่ยนไปเรียนต่อมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทเวศร์ศึกษา

ปีเดียวติดสาวทำให้สอบตกไปแค่ 5 คะแนน อาจารย์ไม่ยอมช่วย ตัดสินใจลาออกไปสอบเข้าช่างก่อสร้างอุเทนถวายที่เด็กสมัยนั้นนิยมกันมาก “เรียนได้ 2 ปี ไม่ได้มีความอยากจะเป็นช่างเลย ตามเพื่อนเฉยๆ เข้าไปก็เกเร แล้วก็โดนออก ด้วยความเกเร คิดไปคิดมาเสียเวลาไป 3 ปีแล้ว หันไปสอบเทียบมัธยมศึกษาปีที่ 5 แบกหน้ากลับไปสอบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงที่อุเทยถวายอีกรอบ วันไปสอบสัมภาษณ์อาจารย์ประจำชั้นคนเก่า พออ่านชื่อ ฉัตรไชย เรียนเมฆ ถามว่า เธอจะจบไหม เริ่มคิดทบทวนตัวเองใหม่” พ.ต.อ.ฉัตรไชยเปิดฉากภาพชีวิต

เจ้าตัวเล่าว่า ช่วงนั้นเพิ่งถูกตำรวจหัวหินจับ หาว่าไปกระชากแว่นนักท่องเที่ยวที่ชายทะเล ทั้งที่เราไม่ได้ทำ โมโหมาก คิดว่า จะไปสอบตำรวจเพื่อกลับมาเป็นนายของตำรวจคนนั้น ถึงเป็นจุดหักเหให้สอบโรงเรียนตำรวจภูธร 7 จังหวัดนครปฐม บรรจุลงตำรวจตระเวนชายแดนเขต 7 กาญจนบุรี พ่อยุให้สอบโรงเรียนนายร้อยตำรวจอีกรอบ

“ดวงมันดี ดวงมันจะได้เป็น” พ.ต.อ.ฉัตรไชยย้อนความหลัง ผ่านข้อเขียนผ่านเข้าไปขั้นตอนสัมภาษณ์เจอกับ พล.ต.ท.ชัยแสง นวลักษณ์ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ซักพอดี ด้วยความที่เขาเป็นตำรวจตระเวนชายแดนคนเดียวที่สอบติดโรงเรียนนายร้อยตำรวจจึงผ่านเข้าไปเรียนรุ่น 35  “เข้าไปเรียนนายร้อย ชีวิตมันก็เปลี่ยนผันจากอุเทนถวาย เกเรมาก มาเรียนตรงนี้ก็ถือว่า ผมได้ประสบการณ์การเป็นนักเรียนพลด้วย เป็นตำรวจตระเวนชายแดนด้วย ทั้งที่เข้าตำรวจเพราะเคยเกลียดตำรวจ เคยถูกตำรวจจับ พ่อก็เป็นตำรวจพลร่ม ชีวิตก็มันโลดโผน ตั้งแต่เป็นนักเรียน เพราะได้คบกับพวกเกเรนั่นแหละ”

ลงเป็นรองสารวัตรสอบสวนเมืองอุดรธานี สารวัตรใหญ่มอบหน้าที่หัวหน้าสายสืบทำงานนอกเครื่องแบบทันที พ.ต.อ.ฉัตรไชยบอกว่า ทำให้ได้พวก ได้อะไรมากมาย ปลูกฝังให้เรารักชีวิตการเป็นสายสืบ ประกอบกับที่อุดรธานีเสมือนโรงเรียนปั้นตำรวจสายโหด ยุคนั้นรุ่นพี่ทุกคนระดับอาจารย์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ประชา พรหมนอก พิชัย สุนทรสัจบูลย์ บุญชอบ คงน้อย วีระยุทธ สิทธิมาลิก เปิดโอกาสได้เรียนรู้วิชาตำรวจนอกแบบ ตำราที่เราเรียนมา 4 ปี ไม่ได้สอนมาเรื่องแบบนี้ ได้ทักษะการซักถามผู้ต้องหา ลูกล่อลูกชน การสืบสวน และหลักการสอบสวน รุ่นพี่สอนเราทั้งนั้นจนเราได้ประสบการณ์

“ตั้งแต่นั้นมา ผมคิดว่า ค้นหาตัวเองเจอแล้วว่า ชอบแบบนี้ ผมไม่ชอบตำรวจแบบนั่งโต๊ะทำงาน เลือกคบแต่โจร คบแต่คนที่มีประวัติ เคยคิดเหมือนกันว่า ถ้าคบแต่นายแบงก์ ป่านนี้ ผมคงมีทรัพย์สินมากมายกว่านี้แล้ว แต่ผมไม่คบพ่อค้าเลย  เลือกที่จะคบกับพวกเกๆ โจรผู้ร้าย มันให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานเยอะ ประกอบกับผมเป็นเด็กต่างจังหวัด โตมาในพื้นที่เพชรบุรี ประจวบฯ มีพื้นฐานที่เขาลือกันว่า มีมือปืนเยอะ แล้วเราเลือกคบ ไม่ได้คบแบบตำรวจคบ แต่คบแบบเพื่อน เวลาได้ข้อมูลอะไร ก็ได้จากความเป็นเพื่อน”

สะสมประสบการณ์ทำงานถึงลูกถึงคนอยู่แดนอีสานเหนือ 8-9 ปี เขารับว่า ใช้วิชาที่ไม่ได้สอนกันในโรงเรียนกำราบคนร้าย  “สิ่งที่ได้ แม้ไม่ได้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ทำให้บ้านเมืองสงบ ชาวบ้านอยู่รอดปลอดภัย ไม่มีใครเอาเปรียบทางสังคม อยู่ที่เรา มีคุณธรรมในการทำงานแค่ไหน ถ้าเราไม่มีคุณธรรม เราก็เป็นโจร เป็นโจรกำลังสองเลย แต่เราได้รับการสั่งสอนมา เป็นรูปแบบการทำงานที่เป็นตำรวจจริงๆ แล้วทำงานแบบเพื่อชาวบ้านจริงๆ โจรผู้ร้ายลักวัว ลักควาย ชาวบ้านเดือดร้อน แทบจะไม่มีให้เห็น แม้กระทั่ง พวกต่างอำเภอเข้ามาในเมืองถึงท่ารถ ก็มีไอ้พวกขโมยกระเป๋าเสื้อผ้า เรียกพวกนกกระจอกแถวอีสาน พวกนี้ทำบาปทำกรรมให้กับชาวบ้านเยอะนะ เขามีทรัพย์สินมาแค่นี้ ยังไปเอาเขาอีก มาถึงปุ๊บ เอาไปหมดเลย ผมก็คิดว่า มันก็สมควรแหละ”

ต่อมา พ.ต.อ.ฉัตรไชยย้ายไปอยู่จังหวัดเลยปีเดียว แม่เสียต้องกลับมาบ้านเกิด เห็นหัวหินเจริญขึ้นจึงขอย้ายมาเป็นรองสารวัตรดูแลพื้นที่เกิดแล้วขึ้นเป็นสารวัตรปราบปราม ไม่นานถูกบัตรสนเทห์ใบเดียวเด้งเป็นสารวัตรจราจร สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองราชบุรี ทว่า มีโอกาสได้ร่วมงานกับ สมภพ พงษ์ฤกษ์ นายตำรวจนักสืบรุ่นพี่คลี่คลายคดียิงนายกเทศมนตรีที่ราชบุรี จนถูกชวนเข้าทีมกองปราบปรามยุค พล.ต.ต.คำนึง ธรรมเกษม คุมทัพ ทำงานชุดเดียวกับ “อัศวิน ขวัญเมือง” เป็นสารวัตรแผนก 1  กองกำกับการ 5 กองปราบปราม รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ ถึงกระนั้นยังได้ไปสืบสวนคดียิงถล่ม พ.ต.ท.ทวีศักดิ์ ธุวานนท์ ในพื้นที่เก่าอุดรธานีแกะรอยจนรู้ตัวมือปืนและผู้บงการ

เมื่อ “อัศวิน ขวัญเมือง” นั่งคุมทัพกองปราบปรามเต็มตัว อดีตนักสืบมือปราบคู่กายเล่าว่า ขยับขึ้นรองผู้กำกับการ 5 กองปราบปราม เป็นช่วงที่ทำงานหนักมาก แทบเกือบทุกคดีที่เกี่ยวข้องกับมือปืนรับจ้าง เนื่องจากเด็กแถวเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ไปรับงานตั้งแต่ภาคเหนือลงมา พอเราได้ข่าวก็ต้องไปเก็บรวบรวมข้อมูล ตามประสานักสืบสมัยก่อน ไม่มีกล้องวงจรปิด ไม่มีเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ

พอเปลี่ยนผู้นำหน่วย มรสุมเข้าถูกย้ายลงกรุตำแหน่งรองผู้กำกับการอำนวยการ สถานีตำรวจนครบาลมีนบุรี อดีตนายตำรวจกองปราบปรามระบายรู้ว่า เสียความรู้สึก แต่เราเอาวิกฤติเป็นโอกาสได้เรียนรู้ว่า งานตำรวจ ไม่ได้มีหน้าเดียว มีหน้าอื่นที่ต้องศึกษาด้วย ใช้เวลาปีเดียวเรียนรู้งานเอกสารมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระเบียบการเงิน พลาธิการ เป็นภาคบังคับที่เรียนรู้หมด กระทั่งเกิดจังหวะเกลี่ยตำแหน่งฝ่ายอำนวยการไปลงโรงพักท่าเรือที่ปรับโครงการสร้างจากสอบสวนกลางมาอยู่นครบาล เลยถูกโยกเป็นรองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวน

เป็นช่วงยาเสพติดระบาดหนัก พ.ต.อ.ฉัตรไชยเล่าว่า เอายุทธวิธีจากอุดรธานีไปใช้จัดการปราบปรามยาเสพติดในชุมชนคลองเตยจนเงียบสนิท ผู้ค้ายารายใหญ่รายย่อยต้องย้ายไปนอกเขต ทำงานประสบความสำเร็จ และได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้กำกับการโรงพักท่าเรือโดยไม่ต้องวิ่งเต้น ไม่ต้องเสียเงินสักบาทเดียว คิดว่าบุญวาสนา แค่ผู้กำกับโรงพักภูธรก็ดีแล้ว โชคดีได้แรงสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชาเสนอให้ขึ้นผู้กำกับ

“ผมภาคภูมิใจมาก ไปไหนอยากคุยให้ฟัง เป็นตำรวจนครบาลได้แค่ปีกว่าๆ ไม่ถึง 2 ปีเลย ได้เป็น ผู้กำกับท่าเรือ โดยท่านธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ให้ ท่านไม่รู้จักผม ผู้การ 5 ท่านไพบูลย์ อริยวัฒน์ โทรมาบอกว่า ฉัตรไชย เขาเสนอให้ฉัตรไชยเป็นผู้กำกับท่าเรือนะ ผมาก็ถามว่า จริงหรือครับพี่ แกว่า ท่านผู้บัญชาการเลือกเอง ผมฟังแล้วอึ้งเลย” อดีตผู้กำกับโรงพักท่าเรือระบายความรู้สึก

เขาบอกอีกว่า พอคำสั่งออกมาเรียบร้อย จะไปขอบคุณท่าน ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักมาก่อน ไม่เคยไปหาด้วยซ้ำ ไปนั่งรออยู่หน้าห้องนาน 2 ชั่วโมงกว่า นายเวรออกมาบอกว่า นายให้กลับไปทำงาน เดี๋ยวจะไปเยี่ยมที่โรงพักเอง เราก็กลับมาทำงาน ท่านก็มาจริงๆ มาดูงานแล้วว่า ฉัตรไชย ทำงานมาดีแล้ว ทำต่อไปนะ แล้วควักเงินให้อีก ถือเป็นนายคนเดียวที่ไปเยี่ยมโรงพักแล้วควักตังค์ให้ “ผมคิดว่า คนนี้หรือ ธานี ผมทำงานฉิบหายเลยนะ เชื่อไหม จับยาเสพติดอันดับ 1 ของนครบาลเป็นเวลา 7 เดือนเต็ม ผมยอมรับเลย นายคนนี้สุดยอดเลยว่ะ”

อดีตนายตำรวจมือปราบยาเสพติดเล่าว่า ทำงานยาเสพติดที่คลองเตยมา เรารู้ว่าใครใช่ ใครไม่ใช่ ถึงแม้จะรู้ว่าแค่งานเล็กๆ แต่ทำให้คลองเตยเงียบจากนักค้ายาเสพติด ขยาดกันไปพักหนึ่ง อย่างน้อย 3 ปี ที่ทำงานอยู่ท่าเรือ ชาวคลองเตยยิ้มได้ แม้แต่ตำรวจที่พัวพันขบวนการค้ายาเสพติดยังต้องขนของออกจากแฟลต  เพราะเราเอาจริง ตรวจถึงเงินเดือน เหลืออยู่ 3,000 บาท แต่ลูกขับรถแจ๊ซ เมียขับคัมรี ตัวเองขับแอดเวนเจอร์ เมียไม่ทำงาน ลูกเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน แถมซื้อเงินสดทั้งหมด แบบนี้มันไม่ใช่

“ผมจะสืบตำรวจก่อนเลยนะ จะกวาดใคร ต้องกวาดบ้านตัวเองก่อน ผมประกาศเลยว่า เฮ้ยฟ้าปิดแล้วนะ ถ้ายังทำกันอยู่ กูไม่รับผิดชอบแล้วนะ แต่ถ้ามึงเลิก ถือว่าจบไป เสนอผู้การ 5 ย้ายไป 12 คน บอกถ้านายไม่ย้าย ก็ย้ายผมออกไป”  

หลังจากกวาดยาเสพติดในชุมชนคลองเตยได้เกือบหมดเกลี้ยง เขาได้ย้ายกลับมาเป็นผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามคุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร พ.ต.อ.ฉัตรไชยให้เหตุผลว่า ตั้งใจจะมาทำงาน แต่กองปราบปรามทำงานอย่างเดียวไม่ได้ มีนายครึ่ง การเมืองครึ่งบางทีสิ่งที่เราอยากทำ แต่ทำไม่ได้ รบกับลูกน้องล้วนมีอิทธิฤทธิ์ งานการไม่ทำ ไปอยู่กับนาย ถึงเวลาจะเอาขั้นเอาอะไร เราไม่ให้กลายเป็นว่าทะเลาะกับผู้ใหญ่อีก พาให้เขาเกลียด ทั้งที่งานไม่เคยเสีย อยู่กอง 1 ทำงานทั่วประเทศมีส่วนช่วยจับเกือบทุกคดี ไม่วายเจอมรสุม ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องการทหารกับตำรวจ

 

นายตำรวจมือปราบวัยเกษียณขยายว่า การทำงานของตำรวจต้องแยกให้ได้ระหว่างอาชญากรรมกับการเมือง ส่วนตัวไม่ทำเรื่องการเมือง ถ้าเป็นอาชญากรรมรับทำหมด เราไม่มีเหลือง ไม่มีแดง เรื่องการเมืองมันอยู่ในใจ รักใครชอบใคร อยู่ในใจเรา “หน้าที่ของเรา คือ ตำรวจ ทำหน้าที่ด้านอาชญากรรม อะไรที่เป็นอาชญากรรมต้องทำหมด แต่จะไปโดนใจใคร ไม่โดนใจใครก็จำเป็น ถามว่าวันนี้ คุณเป็นตำรวจ คุณมีหน้าที่ แล้วคุณไม่ทำ แล้วคุณเป็นตำรวจทำไม วันนี้นายพลลอยหน้าลอยตากัน ก็เพราะเป็นแบบนี้ เขาไม่ทำ แล้วได้เป็นกัน”

ติดยศ พ.ต.อ.พิเศษ นาน 9 ปี แล้วฝากผลงานการสืบสวนจับกุมมาเยอะแยะ “ถามว่าเราเสียใจมั้ย เราเสียใจที่เราไม่ได้ใหญ่โต แต่ถามว่า มีความภูมิใจในความเป็นตำรวจไหม ผมภูมิใจมาก สามารถเล่าได้เป็นเรื่องๆ ว่า ผมจับคดีนั้น คดีนี้ถึงไม่ได้จับเอง ก็มีส่วนในการทำงานทั้งหมด ไม่เหมือนปัจจุบัน คนทำงานจริง ถูกดองหมด เดี๋ยวนี้ยืนแถลงข่าวอย่างเดียว ก็เป็น พล.ต.ท.หรือ พล.ต.อ.กันหมดแล้ว ทำเองเป็นหรือเปล่า” เจ้าตัวน้ำเสียงจริงจัง

จะว่าไปแล้วเส้นทางรับราชการของเขาสะบักสะบอมจากมรสุมอำนาจพอสมควรเพียงเพราะทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา แต่ไม่ถูกใจผู้บังคับบัญชาที่ใหญ่กว่า อาทิจับสถานบริการเปิดเกินเวลาย่านถนนรัชดาภิเษก และร้านดังแล้วราชดำริ กระทั่งโดนเขี่ยออกจากกองบังคับการปราบไปเป็นผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย ได้ 8 เดือนมีคำสั่งย้ายอีกระลอกข้ามไปภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอน กว่าจะได้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ดึงมาอยู่ประจำสำนักงาน ก่อนเป็นรองผู้บังคับการสืบสวนตำรวจนครบาล และขอย้ายกลับบ้านเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้ 7 เดือน ถูกพิษนักการเมืองเล่นงานย้ายเป็นรองผู้บังคับการกองบินตำรวจ

พ.ต.อ.ฉัตรไชยหัวเราะว่า ให้ไปรองฝ่ายบริหารคิดว่า เราไม่เป็นงานบริหาร เข้าไปทำงานเห็นทุจริตโกงเงินหลวงเต็มไปหมด พยายามปรับให้ดูต้อง แต่ก็สร้างความไม่พอใจกับผู้ใหญ่บางคน เปลี่ยนหน้าที่ไปดูงานวิศวกรอากาศยาน คอยเซ็นรับรองเวลาซ่อมบำรุงเครื่องบิน ยิ่งทำให้รู้กลไกกระบวนการโกงมากขึ้นกว่าเก่า แต่ทำอะไรไม่ได้มาก “บางคนบอกว่าที่นี่นักบินต้องใหญ่ ฟังแล้วขัดหู คิดว่า ถ้ามึงใหญ่ มึงก็อยู่กันละกัน กูไม่อยู่แล้ว ผมทนไม่ได้จริง ๆ ผมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เสี่ยงติดคุกเพื่ออะไร เพื่อให้สังคมมันดีขึ้น เสี่ยงทุกอย่าง แต่บางคนแม่งทำอะไร แม่งรับเงินอย่างเดียว”

สุดท้าย พ.ต.อ.ฉัตรไชย ยื่นร้องศาลปกครองเรื่องการย้ายไม่มีเหตุผล ได้รับการเยียวยากลับมานั่งตำแหน่งรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ตามเดิม ก่อนจะเกษียณอายุราชการ อย่างไรก็ตาม ตำนานมือปราบฝากถึงรุ่นน้องด้วยว่า พวกตำรวจดี ๆ อย่าไปท้อแท้ แต่อย่าทำจนรู้สึกว่า ต้องเข้าตัว ยอมรับว่า ปัจจุบันนักสืบแบบเก่าไม่มีแล้ว เด็กรุ่นใหม่ก็ไม่อยากจะเรียนรู้เรื่องแบบนี้ด้วย เลือกนั่งไล่กล้อง ไล่การใช้โทรศัพท์ คิดว่า สามารถจับผู้ต้องหาได้แล้ว ถามว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ได้รับความสุข หมดทุกข์จากการทำแบบนี้หรือไม่ เหมือนคดีที่สื่อให้ความสนใจ แต่ชาวบ้านระดับล่างที่โดนขโมยขึ้นบ้านทุกวัน ถามว่าจับได้บ้างไหมเอากล้องวงจรปิดจับคนร้ายหรือเปล่า

เขายังมองว่า ปัจจุบันคนที่เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หลายคนไม่มีพื้นฐานของงานสืบสวน ถึงเวลาก็สั่งงานไม่ได้ ปล่อยให้เด็กทำงานกันเอง ถึงต้องมีทีมตำรวจจากส่วนกลางลงมาช่วย ความจริงการเติบโตของนักสืบต้องเติบโตแบบโรงพักมาก่อน จากชุดสืบสวนโรงพัก คนไหนเก่ง คนไหนมีแวว เอาขึ้นไปเป็นจังหวัด พอระดับจังหวัด คนไหนดี คนไหนเก่ง เอาขึ้นไปเป็นภาค ทำเหมือนเมื่อก่อน ผู้ใหญ่ทำไว้ดีหมดแล้ว แต่ไปแก้กันจนพังกันไปหมด

“คือวันนี้ผมเป็นห่วงข้าราชการดีๆ มากเลย เพราะมันไม่โต”

ฉัตรไชย เรียนเมฆ !!!